fbpx

รถเข็นวีลแชร์กับรถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า

รถเข็นวีลแชร์กับรถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า

ทั้งรถเข็นวีลแชร์และรถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้าต่างก็เป็นเครื่องช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วย หรือผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์ แต่ทั้งสองก็มีการใช้งานที่แตกต่างกันออกไปสำหรับผู้ใช้งานแต่ละประเภท

รถเข็นวีลแชร์

เนื่องจากสภาพร่างกายที่เสื่อมถอยลงตามอายุที่มากขึ้น ผู้สูงอายุจึงไม่สามารถเคลื่อนไหว หรือทรงตัวได้ดีเหมือนคนในช่วงวัยอื่น รถเข็นวีลแชร์ คือ รถเข็นที่ออกแบบมาสำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างเต็มที่ โดยรถเข็นวีลแชร์สามารถบังคับโดยผู้นั่งและผู้ดูแลเพื่อสะดวกต่อการใช้งาน รถเข็นวีลแชร์เป็นที่นิยมใช้กันในผู้สูงอายุ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ป่วยหรือพิการเท่านั้นแต่สามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันได้

นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนที่แล้ว วีลแชร์ยังมีประโยชน์ในด้านสุขภาพและการเข้าสังคม ดังนี้

  • การเลือกใช้วีลแชร์ที่เหมาะสมกับตนเองและการใช้อย่างถูกวิธีจะช่วยลดการเกิดแผลกดทับ การนั่งผิดท่า การยึดตัวของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และเนื้อเยื่อ รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจเกิดจากการนั่งวีลแชร์เป็นเวลานาน
  • วีลแชร์แบบมีเบาะรองนั่งที่เหมาะสม สามารถป้องกันการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่อาจเกิดจากไขสันหลังได้รับบาดเจ็บได้
  • วีลแชร์ที่ใช้งานสะดวกจะช่วยให้เคลื่อนที่และทำกิจกรรมต่าง ๆ บนรถเข็นได้คล่องตัวขึ้น
  • ผู้ใช้งานสามารถเคลื่อนที่ไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองอย่างอิสระ พึ่งพาผู้อื่นน้อยลง ทำให้มีความมั่นใจและภูมิใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น
  • เพิ่มโอกาสทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยช่วยให้เข้าถึงการศึกษาและการทำงานได้เหมือนคนทั่วไป รวมทั้งส่งเสริมการเข้าสังคม ทำให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกับคนในสังคมมากกว่าเดิม

รถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า

รถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า คือ รถนั่งขนาดเล็กที่ลักษณะภายนอกไม่เหมือนกับรถเข็นวีลแชร์คนป่วยทั้ง 2 ประเภทข้างต้นเลยแต่จะถูกออกแบบมาให้มีลักษณะเหมือนรถนั่งขับที่มีความสวยงาม ปราดเปรียว ดูแล้วเหมือนรถที่ใช้สำหรับขับขี่เล่นเพื่อความเพลิดเพลินและประโยชน์ข้อสำคัญคือมีคุณลักษณะใกล้เคียงกับรถเข็นวีลแชร์ทั้งแบบธรรมดาและรถเข็นไฟฟ้า คือ สามารถใช้เป็นอุปกรณ์ในการช่วยเหลือและผ่อนภาระสำหรับผู้ที่มีปัญหาในการเดินได้

รถเข็นไฟฟ้าแบบสกูตเตอร์ ได้รับความนิยมอย่างสูงสำหรับกลุ่มคนแก่ผู้สูงวัยในต่างประเทศ ที่ยังไม่อยากหรือยังไม่จำเป็นต้องใช้รถเข็นประเภทวีลแชร์กลุ่มผู้สูงวัยเหล่านี้บางท่านอาจจะมีโรคประจำตัว หรือ มีข้อจำกัดบางอย่างทำให้ เดินเหิน ไม่สะดวก เหมือนเก่า ซึ่งรถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า สามารถทำให้ผู้สูงอายุยังสามารถดำเนินชีวิตของตนเองได้อย่างปกติ ไม่ว่าจะเดินทางไปช้อปปิ้งซื้อของ ท่องเที่ยว พบปะ เพื่อนฝูง และเอาไปขี่เล่นกับลูกหลาน โดยไม่ต้องกลัวว่าจะวิ่งตามไม่ทันหรือจะหกล้ม รถเข็นไฟฟ้าประเภทสกูตเตอร์ไม่ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกเหมือนคนป่วยที่นั่งวีลแชร์หรือรู้สึกว่าเป็นคนแก่ที่ไม่แข็งแรง แต่ผู้ใช้งานกลับมีความรู้สึกสนุกเพลิดเพลินในการขับขี่ ทำให้รู้สึก อิสระ สะดวก ในการไปไหนมาได้อย่างปลอดภัย

ข้อเปรียบเทียบระหว่างรถเข็นวีลแชร์และรถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า

รถเข็นวีลแชร์

รถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า

ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการโดยเฉพาะ

ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับบุคลทั่วไป

และผู้สูงอายุเฉพาะบางท่านที่ยังมีกำลังที่จะเคลื่อนที่ไปไหนมาไหนได้

สามารถใช้ในที่ร่มและที่แคบได้ เช่น ในบ้าน ห้างสรรพสินค้า 

ส่วนใหญ่ใช้งานในที่กลางแจ้ง สถานที่กว้างๆ

สามารถพกพา พับเก็บได้ง่าย

ส่วนใหญ่ไม่สามารถพับเก็บได้ ยากต่อการเคลื่อนย้าย

ดีไซน์เป็นวีลแชร์เหรือเป็นเก้าอี้

ดีไซน์เป็นรถลักษณะการใช้งานเป็นเหมือนรถ

ผู้ดูแลสามารถดูแลใกล้ชิดได้ง่าย สามารถควบคุมได้ง่าย

ผู้ดูแลควบคุมดูแลได้ไม่ค่อยสะดวก 

สามารถใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไปได้

ส่วนใหญ่ใช้เพื่อการเดินทาง 

ถ้าพูดถึงข้อแตกต่างระหว่างรถเข็นวีลแชร์และรถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า จะเห็นได้ว่ารถเข็นวีลแชร์เหมาะสำหรับผู้ป่วย หรือผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้มากกว่านถเข็นสกูตเตอร์ เพราะการใช้งานที่สะดวกกว่าและดูปลอดภัยกับผู้ป่วยมากกว่า และรถเข็นเข็นวีลแชร์ยังสามารถมีผู้ช่วยเข็นสามารถดูแลได้ใกล้ชิดมากกว่า อยู่ในความควบคุมได้ง่ายกว่า ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ ได้ดีกว่าสกูตเตอร์และรถเข็นวีลแชร์ยังสามารถพกพาสะดวกมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้งาน

 

ไวรัสโคโรน่า

ไวรัสโคโรน่า

การระบาดของ “ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2019” เป็นไวรัสตัวใหม่ที่ถูกเรียกในชื่อ ‘2019-nCoV’ หรือ โรคทางเดินหายใจร้ายแรง ที่เกิดจากไวรัสโคโรน่า ข้ามสปีชีส์จากค้างคาวผ่านงูเห่ามาติดเชื้อในคน ก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบ เริ่มระบาดในประเทศจีน เมืองอู่ฮั่น

กลุ่มเสี่ยงโรคปอดอักเสบติดเชื้อ: บุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดปอดอักเสบติดเชื้อ ได้แก่

  1. ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี
  2. เด็กที่มีอายุน้อยกว่า  2 ปี 
  3. ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจโรคปอด โรคไต โรคเบาหวาน โรคตับ
  4. ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ที่ติดเชื้อไวรัส  HIV โรคมะเร็ง 
  5. ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ

อาการที่เป็นสัญญาณของผู้ติดเชื้อ

  1. ไข้ขึ้นสูงเกิน 38 องศา
  2. อาการคล้ายไข้หวัด
  3. จาม ไอแห้ง เจ็บคอ
  4. หอบ หายใจเหนื่อยติดขัด
  5. ถ่ายเป็นของเหลว ท้องเสีย

อาการเมื่อติดเชื้อขั้นรุนแรง

  1. ไข้ขึ้นสูง
  2. ปอดอักเสบ
  3. ไตวาย
  4. เสียชีวิต

การแพร่เชื้อ

  1. เชื้อจากระบบทางเดินหายใจส่วนบนสำลักลงไปในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง
  2. การนำเชื้อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนล่างโดยตรง ผ่านการไอ จาม หรือหายใจรดกัน  ซึ่งเป็นการนำเชื้อที่อยู่ในละอองฝอยขนาดเล็กเข้าสู่ปอดโดยตรง
  3. การแพร่กระจายผ่านการติดเชื้อในกระแสเลือด
  4. การลุกลามจากการติดเชื้อจากอวัยวะข้างเคียง เช่น การเป็นฝีในตับแตกเข้าปอด
  5. การใช้ของส่วนตัวร่วมกันกับผู้ติดเชื้อ
  6. การสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ติดเชื้อ จากทาง ตา จมูก ปาก 

วิธีป้องกันเบื้องต้น

  1. หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด ผู้คนเยอะ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องใส่หน้ากากอนามัย
  2. หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสถานที่เสี่ยงติดเชื้อ
  3. ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
  4. หลีกเลี่ยงการไปตลาดที่มีสัตว์มีชีวิต 
  5. หลีกเลี่ยงการทานอาหารไม่สุก 
  6. หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกัน
  7. รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  8. หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

 

อู่ฮั่น จุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส และเป็นเมืองที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด ในตอนนี้ ยังไม่มีวิธีรักษา หรือวัคซีนเฉพาะสำหรับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่สามารถหายได้ เพราะก็มีผู้ที่หายจากโรคแล้วด้วย โดยส่วนใหญ่ฟื้นตัวได้ด้วยตนเอง แต่ก็ไม่ควรประมาทต้องดูแลสุขภาพกันนะคะ

 

 

แนะนำ..ผู้สูงอายุดูแลสุขภาพช่วงฤดูหนาว

แนะนำ..ผู้สูงอายุดูแลสุขภาพช่วงฤดูหนาว

กรมการแพทย์ แนะผู้สูงอายุควรดูแลสุขภาพในช่วงปลายฝนต้นหนาว อาจเจอโรคระบบทางเดินหายใจ ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง และอาการปวดข้อ ที่อาจเกิดขึ้นได้

นายแพทย์ณัฐพงศ์  วงศ์วิวัฒน์  รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ผู้สูงอายุ สามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้เบื้องต้น โดยการรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ สวมใส่เสื้อผ้าที่มีความหนาเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศเย็น ออกกำลังกายเป็นประจำ เคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ เพื่อช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย รับประทานให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำอุ่นวันละ 6-8 แก้ว และนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอประมาณวันละ 7-9 ชั่วโมง และหากที่ผู้สูงอายุต้องการเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนร่วมกับครอบครัวในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ควรเตรียมความพร้อมของร่างกาย ยาประจำที่ใช้ และยาที่จำเป็นให้พร้อมก่อนออกเดินทาง

 

นายแพทย์สกานต์  บุนนาค  ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ควรคำนึงถึงสำหรับผู้สูงอายุในช่วงหน้าหนาว ได้แก่

1.โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากมีการแพร่ระบาดง่าย และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ เช่น ปอดอักเสบติดเชื้อ เป็นต้น ควรอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดการได้รับเชื้อโรคจากผู้อื่น ถ้ามีอาการไอหรือมีไข้สูงเกิน 3 วันควรรีบไปพบแพทย์

2.ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง ได้แก่ ผิวแห้ง ผื่นผิวหนังอักเสบและคัน โดยเฉพาะหน้าหนาวซึ่งอากาศแห้ง หากอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นจะยิ่งชะล้างไขมันที่ผิวหนังออกไปอีก ควรเลือกสบู่ชนิดที่ไม่ล้างไขมันออกมากเกินไป และอาจใช้สบู่ฟอกเป็นบางครั้ง หรือฟอกเฉพาะส่วนข้อพับแขนและขาหนีบก็เพียงพอ จากนั้นควรทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิวหลังอาบน้ำทุกครั้ง เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง สำหรับผู้ที่ผิวแพ้ง่ายควรใช้โลชั่นประเภทที่ใช้กับผิวเด็กอ่อน และควรทาวันละหลายๆ ครั้ง ในกรณีที่มีปัญหาริมฝีปากแตก ไม่ควรเลียริมฝีปาก แนะนำให้ทาลิปสติกมันบ่อยๆ

3.โรคระบบไหลเวียนโลหิต เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น ผู้สูงอายุจึงควรดูแลรักษาให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ ไม่รับประทานอาหารรสจัด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรปรึกษาแพทย์เมื่อรู้สึกว่ามีอาการรุนแรงขึ้น  เช่น บวม รู้สึกเหนื่อยง่าย หรือเจ็บแน่นหน้าอก

4.อาการปวดข้อ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาปวดข้อเรื้อรัง อากาศที่หนาวเย็นอาจจะกระตุ้นให้โรคข้อเกิดการอักเสบขึ้นได้ เช่น โรคเก๊าต์ ดังนั้นการรักษาความอบอุ่นให้แก่ร่างกายจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

อย่างไรก็ตามลูกหลานมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ เพื่อให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง  ยิ่งไปกว่านั้นการดูแลเอาใจใส่ของลูกหลานยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี และถ้ายิ่งเรามีอุปกรณ์ดีๆที่จะช่วยให้ใช้ชีวิตของคนที่เรารักง่ายขึ้น อย่างเช่น รถเข็นไฟฟ้า หรือ รถเข็นธรรมดา ที่คอยช่วยอำนวยความสะดวก คืนอิสระให้แก่ท่านอีกครั้ง  รับรองว่า สุขภาพกายและสุขภาพด้านจิตใจดีขึ้นอีกเท่าตัวแน่นอนค่ะ

ที่มาของเนื้อหาสาระสำคัญ : กรมการแพทย์ , สสส.

ท่านอนอันตราย

ท่านอนอันตราย

การนอนเป็นการพักผ่อนกล้ามเนื้อที่ใช้งานมาตลอดวัน อิริยาบถต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่ใช้กล้ามเนื้อเพื่อต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลก การนอนจึงเป็นท่าที่กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย และเป็นช่วงที่อวัยวะต่าง ๆ ทำการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างสารต่าง ๆ ที่ถูกใช้หมดไปกลับคืนมาเตรียมตัวที่จะเริ่มทำงานในวันใหม่ เมื่อตื่นนอน

ถึงแม้การนอนจะมีความสำคัญมาก แต่การนอนในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี นอนในสถานการณ์ที่ไม่ควรนอน หรือท่านอนที่ไม่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคลนั้น อาจทำให้เป็นโรคหรือผู้ที่เป็นโรคอยู่แล้วอาจทำให้สูญเสียชีวิตจากท่านอนที่ผิดได้

1.นอนในท่านั่ง
อุบัติเหตุทางรถยนต์หลาย ๆ รายเกิดจากการที่คนขับหลับใน ในเวลาที่นั่งขับรถอยู่ นอกจากนี้การนั่งหลับในรถเมล์จากสภาพจารจรที่ติดขัด หรือนั่งรถในเวลากลางคืน มักจะทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปทั่วร่างกาย เนื่องจากร่างกายยังอยู่ในสภาพต่อต้านแรงโน้มถ่วงของโลก อาการที่พบบ่อยคือปวดคอ กระดูกคอเคลื่อนเมื่อรถหยุดกะทันหัน ปวดหลัง มือชา ขาชา มือบวม ขาบวม และปวดข้อเข่า ปวดหัว มึนศีรษะ เมารถ และมีบางรายหน้ามืด เป็นลมได้ เพราะนอกจากเลือดจะสูบฉีดขึ้นสมองไม่พอแล้วในบรรดารถปรับอากาศประจำทาง อากาศที่มาจากช่องลมไม่บริสุทธิ์ ถ้าจำเป็นต้องเดินทางไกลควรมีปลอกคอค้ำไว้ หรือเอาผ้าพันคออย่างหนา เช่น ผ้าขนหนูพันรอบคอไว้ ซึ่งนอกจากจะช่วยไม่ให้คอตก และถูกกระชากเวลานอนหลับแล้วยังรักษาความอบอุ่นของร่างกายได้ ควรใส่ถุงน่องรัดขาไว้เพื่อให้เลือดคั่งที่ขาน้อยลง ในกรณีที่ปรับที่นั่งให้เอนลงได้ ควรยกขาขึ้นไม่ให้ห้อยลงตลอดเวลา ปัจจุบันเกือบเป็นปกติวิสัยที่คนเรามักเฝ้าดูโทรทัศน์จนหลับไปทั้ง ๆ ที่ยังอยู่ในท่านั่ง ทำให้เกิดอาการปวดต้นคอ ปวดหลัง และเจ็บก้นกบได้

2.นอนหงาย
ปกตินอนหงายเป็นท่านอนที่คนปกตินิยมนอน ข้อดีคือต้นคอจะอยู่ในแนวเดียวกับร่างกายถ้าไม่หนุนหมอน หรือใช้หมอนต่ำ แต่ถ้าใช้หมอนสูง 2-3 ใบ จะทำให้คอก้มมาข้างหน้าทำให้ปวดคอได้ ในท่านอนหงายกะบังลมที่คั่นระหว่างช่องอกและช่องท้องจะทับอยู่บนปอด ทำให้การหายใจค่อนข้างลำบากเมื่อเทียบกับท่านั่ง จึงไม่เหมาะสมกับผู้ที่มีโรคปอด ซึ่งควรหลีกเลี่ยงได้โดยยกส่วนบนของร่างกายให้สูงขึ้นในลักษณะครึ่งนอนครึ่งนั่ง โดยใช้หมอน 2-3 ใบวางรองด้านหลังไว้ หรือยกพื้นเตียงส่วนบนให้สูงขึ้น ผู้ที่ความดันสูงอาจหายใจลำบากในท่านอนหงาย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคหัวใจ การทำงานของหัวใจ จะลำบากในท่านอนหงายราบ เพราะไม่สามารถสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจได้ เกิดภาวะหายใจขัด คนที่เป็นโรคหัวใจมักจะต้องลุกขึ้นนั่งหรือยืน จึงหายใจสะดวกขึ้น สำหรับผู้ที่เกิดอาการปวดหลังอย่างเฉียบพลัน การนอนหงายในท่าราบทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้นได้ ควรให้พาดขาทั้งสองไว้บนเก้าอี้ที่ใช้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งหรือวางพาดบนเตียงนอนขณะนอนหงายราบบนพื้นไม้ที่มีเสื่อปู
3.ท่านอนตะแคงซ้าย
เป็นท่านอนที่ช่วยลดอาการปวดหลังได้ แต่ควรมีหมอนข้างให้กอดและพาดขาได้ ข้อเสียของการนอนตะแคงซ้าย คือทำให้หัวใจซึ่งอยู่ข้างซ้ายเต้นลำบาก ในรายที่มีโรคปอดข้างขวา ทำให้หายใจไม่สะดวก เนื่องจากปอดข้างซ้ายที่ปกติจะขยายตัวไม่ได้เต็มที่ อาหารในกระเพาะถ้ายังย่อยไม่หมดก่อนเข้านอนจะคั่งอยู่ในกระเพาะทำให้เกิดลมจุกเสียดที่กระดูกลิ้นปี่ได้ ซึ่งเป็นตำแหน่งของกระเพาะข้างซ้ายที่ติดขัดอาจเจ็บปวดจากการนอนทับเป็นเวลานาน และถ้าหนุนหมอนต่ำเกินไป ในท่านี้จะทำให้ปวดต้นคอได้ เนื่องจากคอตกมาทางซ้าย ซึ่งอาจแก้ไขได้โดยใช้หมอนสี่เหลี่ยมที่มีความสูงเท่าความกว้างของบ่าซ้าย ขาข้างซ้ายอาจรู้สึกชา ถ้าถูกทับเป็นเวลานาน


4.ท่านอนตะแคงขวา
เป็นท่าที่ดีที่สุด ถ้าเทียบกับการนอนหลับในท่าอื่น ๆ เพราะหัวใจเต้นสะดวกและอาหารจากกระเพาะ ถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี ทำให้ไม่คั่งค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานเกินไป และเป็นท่านอนที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ แต่ข้อเสียคือ อาจทำให้เจ็บ ปวดหัวไหล่ขวา ปวดคอถ้าใช้หมอนต่ำเกินไป หายใจไม่สะดวก ถ้าปอดข้างซ้ายมีปัญหา และขาข้างขวาถูกทับจนชาได้
5.ท่านอนคว่ำ
แต่ก่อนเคยเข้าใจว่าทารกควรให้นอนคว่ำรูปหัวจะทุยสวย ไม่แบน แต่ปัจจุบันพบว่าในประเทศยุโรป หรืออินเดีย ทารกมีโอกาสเสียชีวิต เนื่องจากหายใจไม่ออกจากการที่จมูกหรือปากถูกทับไว้ โดยเฉพาะถ้านอนคว่ำและดูดนมอยู่บนอกมารดา หรือพื้นเตียงอ่อนนิ่มเกินไป นอกจากนั้นยังพบว่าน้ำนมอาจขย้อนออกมาในท่านี้ เนื่องจากนอนทับถูกกระเพาะอาหาร และถูกดูดเข้าไปในปอดได้ สำหรับผู้ใหญ่ การนอนคว่ำทำให้หายใจไม่สะดวก โดยเฉพาะในสตรีที่มีเต้านมใหญ่ สำหรับผู้ชายการนอนคว่ำทำให้อวัยวะเพศถูกทับอยู่ตลอดเวลา อาจกระตุ้นให้เกิดอาการฝันเปียก หรือเกิดอาการชาของอวัยวะเพศ การนอนคว่ำยังทำให้ต้นคอ เกิดอาการปวดได้ เนื่องจากต้องเงยมาข้างหลัง หรือบิดหมุนไปข้างซ้าย หรือข้างขวานานเกินไป ถ้าจำเป็นต้องนอนคว่ำ ควรหาหมอนรองใต้ท้องหรือใต้ทรวงอก โดยเฉพาะถ้าต้องการอ่านหนังสือในท่านอนคว่ำเพื่อไม่ให้เมื่อยคอ
6.นอนดิ้น
ที่จริงไม่ใช่ท่านอนใดท่านอนหนึ่ง คือ นอนหงาย นอนตะแคงซ้าย ตะแคงขวา นอนคว่ำ สลับกันไปเช่นอย่างเด็ก ๆ ที่ชอบนอนกลิ้งตัว แต่หัวเตียงไปจนถึงปลายเตียง จนอาจตกเตียงไปเลย แต่ท่านอนดิ้นน่าจะเป็นท่านอนที่ดีสำหรับผู้ใหญ่ เนื่องจากปรับท่านอนไปเรื่อย ๆ ตลอดเวลา ของการนอนหลับ เมื่ออายุสูงขึ้นการนอนดิ้นมักจะน้อยลง นอนหลับในท่าไหนมักจะตื่นขึ้นมาจากท่านั้นจึงทำให้เกิดอาการชาของแขนขาได้ หรือหายใจไม่สะดวก
การนอนเปลี่ยนท่าบ่อย ๆ จึงเป็นวิธีนอนหลับที่ดี โดยทั่วไปคนเราจะนอนหลับคืนละประมาณ 3-4 รอบ ๆ ละ 2 ชั่วโมง คือนอนหลับไม่ฝันและฝันสลับกันไป ขณะที่เราฝันกล้ามเนื้อจะอ่อนปวกเปียก ทำให้หายใจลำบาก หรือเกิดภาวะผีอำ คือวางแขนกดทับอยู่บนทรวงอกจนหายใจขัด แต่ไม่สามารถยกแขนออก ดังนั้นถ้าทุกครั้งที่เรารู้สึกตัว เมื่อผ่านภาวะฝันไปแล้วในแต่ละรอบ เราควรจะเปลี่ยนท่านอนจากท่าเดิมเป็นอีกท่าหนึ่งที่สบายขึ้น ไม่ควรปล่อยให้แขนขาชาเนื่องจากถูกทับจนขาดเลือด หรือไม่ได้ขยับตลอดคืน

ดังนั้น สำหรับเรื่องการดูแลผู้ป่วยติดเตียง จะเห็นได้ว่า ท่านอนสำหรับผู้ป่วยนั้นสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง หากผู้ป่วยติดเตียง นอนท่าเดิมซ้ำๆ จะทำให้เกิดแผลกดทับ จึงต้องมีเตียงสำหรับผู้ป่วยโดยเฉพาะ โดยทั่วไปแล้ว เราจะพบเห็นเตียงผู้ป่วยในลักษณะเหมือนของโรงพยาบาล ซึ่งบางครั้งคนปกติอย่างเรามองแล้ว ก็ยังรู้สึกว่าไม่อยากนอน ไม่อยากเป็นผู้ป่วย ส่วนใหญ่จะนิยมใช้เตียงผู้ป่วยไฟฟ้า ที่มีลักษณะเดียวกันกับเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน ให้อารมณ์และความรู้สึกว่าที่นอนน่านอน นอนอยู่ที่บ้านสบายๆ ไม่ใช่ผู้ป่วยทั่วไปตามโรงพยาบาล และยังเหมาะสำหรับการดูแลอิริยาบทท่านอน ของผู้ป่วยให้มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เกิดแผลกดทับ เพราะเตียงไฟฟ้า มีราวกั้นด้านข้าง สามารถนอนดิ้นตัว หรือจับตัวพลิกไป พลิกมาได้ สะดวกทั้งคนดูแล และคนใช้งาน
หากผู้สูงอายุที่ยังพอจะช่วยเหลือตัวเองในการลุกลงจากที่นอน ก็สามารถใช้รีโมทกดปรับลักษณะเตียงให้เป็นท่านั่ง และปรับระดับต่ำสุด เพื่อพร้อมที่จะลุกลงจากเองเตียงได้ ถือว่าเป็นการช่วยตัวเอง และได้ออกกำลังกายไปในตัวอีกด้วย

แต่..จะมีผู้ป่วยลักษณะพิเศษที่ต้องดูแลมากกว่าปกติ หรือต้องใช้เตียงลักษณะพิเศษ คือกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์

ผู้ป่วยที่เป็นอัลไซเมอร์ระยะเริ่มแรก จะเริ่มมีอาการแต่ไม่ชัดเจน ถ้าไม่สังเกตจะไม่ทราบว่าผิดปกติ  อย่างไรก็ตามในระยะแรกที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการ ผู้ป่วยจะเริ่มต้นด้วยการลืมสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก ทำอะไรตามใจตนเอง หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน ระยะนี้ผู้ป่วยต้องการความช่วยเหลือให้คงความสามารถที่มีอยู่ให้ได้

ระยะกลาง เมื่อมีอาการมากขึ้น จะค่อยๆ ลืมของที่เพิ่งเกิดขึ้น และต่อมาจะค่อยๆ ลืมของที่เกิดขึ้นในอดีต จนกระทั่งจำหน้าคนคุ้นเคยไม่ได้ กลับบ้านไม่ถูก หลงทาง เริ่มทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้ ลืมว่าแปรงฟันหรือหวีผมทำอย่างไร ไม่ใส่ใจในเรื่องความสะอาดของร่างกาย จากเคยอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟันได้ แต่กลับทำไม่ได้ด้วยตนเอง บางครั้งพบว่า เข้าไปห้องน้ำนาน แต่กลับออกมาด้วยเสื้อผ้าชุดเดิม เพราะไม่รู้วิธีการอาบน้ำ หรือพบว่าผู้ป่วยตักน้ำในโถส้วมขึ้นมาเข้าปาก แต่งตัวไม่เป็น

เมื่อโรคเข้าสู่ระยะสุดท้าย จะเริ่มไม่พูด หรือพูดสั้นๆ ซ้ำๆ ช่วยเหลือตนเองไม่ได้เลย นอนติดเตียง ต้องมีคนคอยดูแลทุกเรื่องตั้งแต่การใช้ชีวิตประจำวัน การกิน อยู่หลับนอน การขับถ่าย การช่วยเหลือเรื่องการพลิกตะแคงตัว ภาวะแทรกซ้อนที่จะพบมากคือ มีปอดอักเสบจากการสำลักอาหาร นอนติดเตียง ผอมลง ข้อยึดติด มีแผลกดทับ

ดังนั้นเรื่องอุปกรณ์ที่จะดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์จึงสำคัญมากเพราะหากใช้เตียงผู้ป่วยที่มีลักษณะความสูงตามมาตรฐานทั่วไป อาจจะทำให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ปีนป่าย หรือตกลงมาจากเตียงได้ ในขณะที่ผู้ดูแลไม่ได้อยู่ด้วยตลอดเวลา  เพราะการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์นั้นเปรียบเหมือนการเริ่มต้นใหม่ เพราะต้องหัดใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการหัดเดิน หัดนั่ง หัดนอน หรือหัดให้ทำกิจวัตรประจำวัน โดยเตียงไฟฟ้ารุ่น EB-77  เป็นรุ่นต่ำพิเศษติดพื้น ป้องกันการบาดเจ็บจากการตกเตียง ใช้กับผู้ป่วยที่ต้องการความปลอดภัยเป็นพิเศษ ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานเหมาะสำหรับในบ้าน โดยดีไซน์โดยใช้วัสดุเนื้อไม้กรุโครงโลหะทำให้ดูสวยงามเข้ากับการใช้งานที่บ้าน เพราะเป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน แต่จุดเด่นที่แตกต่างจากรุ่นอื่นก็คือ EB-77 สามารถปรับระดับได้ต่ำสุดถึงพื้น หรือเรียกได้ว่า Ultra lows จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการดูแลผู้ป่วยประเภทนี้


สำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในระยะนี้จึงเป็นภาระที่หนักมากสำหรับญาติผู้ดูแลที่ทำหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วย ตั้งแต่เรื่องการทำกิจวัตรประจำวัน การทำความสะอาดร่างกาย การเตรียมอาหารเหลว การให้อาหารผ่านทางสายให้อาหารทางจมูกหรือหน้าท้อง การพลิกตะแคงตัว เพื่อป้องกันแผลกดทับ การให้ออกซิเจน การดูแลแผลท่อเจาะคอ การดูดเสมหะ เป็นต้น ผู้ที่ดูแลผู้ป่วยจึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจ และสามารถดูแลผู้ป่วยในแต่ละระยะตลอดจนการดูแลตนเอง เพื่อมิให้รู้สึกท้อแท้ อ่อนล้า เศร้า สิ้นหวัง

 

สรุปได้ว่าการนอนหลับนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไป หรือแม้กระทั่งผู้ป่วยที่ต้องนอนติดเตียง เราจึงต้องควรปฏิบัติให้ถูกต้อง เพื่อให้มีสุขลักษณะร่างกายที่ดี เพราะคนเราจะมีความสุขก็ต่อเมื่อเราได้นอน อย่าให้การนอนของเราต้องเป็นปัญหาต่อร่างกายของเราเลยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก :  https://med.mahidol.ac.th/ramachannel/old/index.php/knowforhealth-20140815-1 / และข้อมูลจาก สสส.

ลดความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน

ลดความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน

สาเหตุสำคัญของโรคหัวใจมาจากโรควิถีชีวิตและพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ความอ้วน และสูบบุหรี่ ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจแข็งตัว หรือตีบตัน ดังนั้น ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป จึงควรตรวจสุขภาพประจำทุกปี เพื่อติดตามประเมินภาวะสุขภาพ ซึ่งหากพบมีผิดปกติจะได้รับการส่งต่อเพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด หรือรับคำแนะนำในการปฏิบัติตนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่อไป

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ตำแหน่งปัจจุบัน) ให้ข้อมูลว่า ในการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่เป็นปัจจัยหลักของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ทำได้โดยรับประทานอาหารสุขภาพ เช่น ผัก ผลไม้ พืชเมล็ดถั่ว ปลารสไม่หวานไม่มันไม่เค็ม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็วประมาณ 30 นาทีอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม ไม่สูบบุหรี่ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง รักษาอย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตนตามคำแนะนำแพทย์

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ แนะนำให้ออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น เต้นแอโรบิก เดินเร็ว ขี่จักรยาน วิ่งเหยาะๆ และว่ายน้ำ ที่สำคัญคือ ต้องปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อน และออกกำลังแต่พอเหมาะ เริ่มเบาๆ ค่อยเป็นค่อยไป หยุดพักเมื่อเริ่มเหนื่อยหรือแน่นหน้าอก หลังจากที่เริ่มเคยชินก็ค่อยๆ เพิ่มเวลาของการออกกำลังกายจนสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องนานอย่างน้อย 15 นาทีขึ้นไป ที่สำคัญต้องไม่ลืมเตรียมร่างกาย (Warming up and down) ก่อนและหลังการออกกำลังกายทุกครั้ง

และสำหรับบุคคลที่ต้องนั่งรถเข็นเป็นประจำ ที่ต้องใช้Wheelchair ก็สามารถออกกำลังกายได้เช่นกัน แต่อาจจะออกแต่พอเหมาะให้ร่างกายได้มีการขยับเคลื่อนไหว เช่น การยืดเส้นในท่วงท่าต่างๆ ซึ่งElife ก็มีบทความการออกกำลังกายสำหรับผู้ใช้รถเข็น ทั้งรถเข็นไฟฟ้า หรือรถเข็นนั่งธรรมดา ซึ่งเป็นบทความที่ดีมากๆ ลองปรับใช้ตามความเหมาะสมกับร่างกายเรานะคะ รับรองว่าเป็นประโยชน์อย่างมากเลยทีเดียว รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่าง……..

 **การออกกำลังกายสำหรับผู้ใช้รถเข็น รถเข็นไฟฟ้า รถเข็นไฟฟ้าพับได้**

การห่างไกลจากโรคภัยต่างๆเราสามารถป้องกันได้ โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน ที่มักจะเกิดเป็นเหตุกระทันหันไม่ทันได้ตั้งตัว แต่การป้องกันสามารถเริ่มได้จากตัวเรา การเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโชยน์ การออกกำลังกายให้ตามความเหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ก็คือเป็นกำไรชีวิตที่ดีอีกด้าน สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้นเราต้องใส่ใจดูแลตัวเราและคนในครอบครัวเรานะคะ

ที่มา: สสส.