แนะนำ..ผู้สูงอายุดูแลสุขภาพช่วงฤดูหนาว

แนะนำ..ผู้สูงอายุดูแลสุขภาพช่วงฤดูหนาว

กรมการแพทย์ แนะผู้สูงอายุควรดูแลสุขภาพในช่วงปลายฝนต้นหนาว อาจเจอโรคระบบทางเดินหายใจ ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง และอาการปวดข้อ ที่อาจเกิดขึ้นได้

นายแพทย์ณัฐพงศ์  วงศ์วิวัฒน์  รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ผู้สูงอายุ สามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้เบื้องต้น โดยการรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ สวมใส่เสื้อผ้าที่มีความหนาเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศเย็น ออกกำลังกายเป็นประจำ เคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ เพื่อช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย รับประทานให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำอุ่นวันละ 6-8 แก้ว และนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอประมาณวันละ 7-9 ชั่วโมง และหากที่ผู้สูงอายุต้องการเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนร่วมกับครอบครัวในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ควรเตรียมความพร้อมของร่างกาย ยาประจำที่ใช้ และยาที่จำเป็นให้พร้อมก่อนออกเดินทาง

 

นายแพทย์สกานต์  บุนนาค  ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ควรคำนึงถึงสำหรับผู้สูงอายุในช่วงหน้าหนาว ได้แก่

1.โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากมีการแพร่ระบาดง่าย และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ เช่น ปอดอักเสบติดเชื้อ เป็นต้น ควรอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดการได้รับเชื้อโรคจากผู้อื่น ถ้ามีอาการไอหรือมีไข้สูงเกิน 3 วันควรรีบไปพบแพทย์

2.ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง ได้แก่ ผิวแห้ง ผื่นผิวหนังอักเสบและคัน โดยเฉพาะหน้าหนาวซึ่งอากาศแห้ง หากอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นจะยิ่งชะล้างไขมันที่ผิวหนังออกไปอีก ควรเลือกสบู่ชนิดที่ไม่ล้างไขมันออกมากเกินไป และอาจใช้สบู่ฟอกเป็นบางครั้ง หรือฟอกเฉพาะส่วนข้อพับแขนและขาหนีบก็เพียงพอ จากนั้นควรทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิวหลังอาบน้ำทุกครั้ง เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง สำหรับผู้ที่ผิวแพ้ง่ายควรใช้โลชั่นประเภทที่ใช้กับผิวเด็กอ่อน และควรทาวันละหลายๆ ครั้ง ในกรณีที่มีปัญหาริมฝีปากแตก ไม่ควรเลียริมฝีปาก แนะนำให้ทาลิปสติกมันบ่อยๆ

3.โรคระบบไหลเวียนโลหิต เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น ผู้สูงอายุจึงควรดูแลรักษาให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ ไม่รับประทานอาหารรสจัด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรปรึกษาแพทย์เมื่อรู้สึกว่ามีอาการรุนแรงขึ้น  เช่น บวม รู้สึกเหนื่อยง่าย หรือเจ็บแน่นหน้าอก

4.อาการปวดข้อ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาปวดข้อเรื้อรัง อากาศที่หนาวเย็นอาจจะกระตุ้นให้โรคข้อเกิดการอักเสบขึ้นได้ เช่น โรคเก๊าต์ ดังนั้นการรักษาความอบอุ่นให้แก่ร่างกายจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

อย่างไรก็ตามลูกหลานมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ เพื่อให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง  ยิ่งไปกว่านั้นการดูแลเอาใจใส่ของลูกหลานยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี และถ้ายิ่งเรามีอุปกรณ์ดีๆที่จะช่วยให้ใช้ชีวิตของคนที่เรารักง่ายขึ้น อย่างเช่น รถเข็นไฟฟ้า หรือ รถเข็นธรรมดา ที่คอยช่วยอำนวยความสะดวก คืนอิสระให้แก่ท่านอีกครั้ง  รับรองว่า สุขภาพกายและสุขภาพด้านจิตใจดีขึ้นอีกเท่าตัวแน่นอนค่ะ

ที่มาของเนื้อหาสาระสำคัญ : กรมการแพทย์ , สสส.

รู้ทันโรคซึมเศร้า

 

“โรคซึมเศร้า” เมื่อก่อนผู้คนอาจจะไม่ได้ใส่ใจโรคนี้มากเท่าไร เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว และมองว่าเป็นโรคของคนที่มีอาการทางจิต แต่จริง ๆ แล้ว ภาวะซึมเศร้ามันใกล้ตัวยิ่งกว่าที่คิดโดยเฉพาะผู้คนในสังคมเมือง    แล้วสาเหตุมันเกิดจากอะไร ปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น และใครที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ จะป้องกันหรือมีวิธีรักษาได้อย่างไร วันนี้เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ไปพร้อม ๆ กันนะคะ

ภาวะซึมเศร้า คือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ชนิดหนึ่ง อาการหลัก ๆ คือจะรู้สึกเบื่อหน่ายหรือเศร้า หรือทั้งสองอย่างโดยอาจมีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการกิน การนอน เรี่ยวแรง สมาธิรวมถึงความรู้สึกที่มีต่อตัวเอง การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ถ้าเป็นไม่มากอาจเข้าข่าย “ภาวะซึมเศร้า” แต่หากมีอาการมากและระยะเวลานานก็อาจพัฒนากลายเป็น “โรคซึมเศร้า” ซึ่งจะทำให้ไม่มีความสุขในชีวิต   ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ไม่ดีเหมือนเดิมและบางรายที่รู้สึกท้อแท้หรือหมดหวัง อาจส่งผลรุนแรงถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

ทำไม ? ถึงซึมเศร้า

สาเหตุของโรคซึมเศร้านั้น เชื่อกันว่าสัมพันธ์กับหลาย ๆ ปัจจัยทั้งจากด้านกรรมพันธุ์ การพลัดพรากจากพ่อแม่ในวัยเด็ก พัฒนาการของจิตใจ รวมถึงปัจจัยทางชีวภาพ เช่น การเปลี่ยนแปลงของระดับสารเคมีในสมองบางตัวเป็นต้น ปัจจัยสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคซึมเศร้าได้แก่

  • กรรมพันธุ์ พบว่ากรรมพันธุ์มีส่วนเกี่ยวข้องสูงในโรคซึมเศร้าโดยเฉพาะในกรณีของผู้ที่มีอาการเป็นซ้ำหลาย ๆ ครั้ง
  • สารเคมีในสมอง พบว่าระบบสารเคมีในสมองของผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากปกติอย่างชัดเจน โดยมีสารที่สำคัญได้แก่ ซีโรโทนิน (serotonin) และนอร์เอพิเนฟริน (norepinephrine) ลดต่ำลง รวมทั้งอาจมีความผิดปกติของเซลล์รับสื่อเคมีเหล่านี้ ปัจจุบันเชื่อว่าเป็นความบกพร่องในการควบคุมประสานงานร่วมกัน มากกว่าเป็นความผิดปกติที่ระบบใดระบบหนึ่ง ยาแก้ซึมเศร้าที่ใช้กันนั้นก็ออกฤทธิ์โดยการไปปรับสมดุลย์ของระบบสารเคมีเหล่านี้
  • ลักษณะนิสัย บางคนมีแนวคิดที่ทำให้ตนเองซึมเศร้า เช่น มองตนเองในแง่ลบ มองอดีตเห็นแต่ความบกพร่องของตนเอง หรือมองโลกในแง่ร้าย เป็นต้น บุคคลเหล่านี้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่กดดัน เช่น ตกงาน หย่าร้าง ถูกทอดทิ้งก็มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการซึมเศร้าได้ง่าย ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมอาการอาจมากจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้

 

 

 

โรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในผู้ชาย

ว่ากันว่าจำนวนของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่เป็นผู้ชายจะพบได้น้อยกว่าผู้หญิง แต่น่าแปลกที่อัตราการฆ่าตัวตายในผู้ชายมีมากกว่า ซึ่งเมื่อเพศชายป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแล้ว โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจก็มีสูงมาก ส่วนใหญ่มักใช้ยาเสพติดและเครื่องที่มีแอลกอฮอล์เป็นตัวช่วยแก้ปัญหาภาวะซึมเศร้านั้น

โรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในผู้หญิง

ซึ่งในผู้หญิงนั้นเป็นโรคซึมเศร้าในจำนวนที่มากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนอาทิ มีประจำเดือน , การตั้งครรภ์ , ภาวะหลังคลอด หรือการเข้าสู่วัยทอง อีกทั้งในชีวิตของพวกเขายังจะต้องรับผิดชอบในหลาย ๆ อย่าง ทั้งในบ้านและนอกบ้านทำให้เกิดความเครียด

 

โรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในเด็ก

ไม่ใช่แค่วัยผู้ใหญ่เท่านั้นที่เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า แต่ในเด็กโอกาสที่จะเกิดโรคนี้ก็มีเช่นกัน อาการที่สังเกตเห็นได้ในเด็กเล็กอาทิ ไม่ไปโรงเรียน , แกล้งทำเป็นป่วย , ติดพ่อแม่ หรือเป็นกังวลกลัวว่าพ่อแม่จะเสียชีวิตส่วนในเด็กโตก็จะมีอาการเงียบ ไม่ยอมพูดยอมจา , มักมีปัญหาที่โรงเรียน , มองโลกในแง่ร้าย

 

 

โรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในผู้สูงอายุ

แล้วการเข้าสู่วัยทองนั้นมักทำให้อารมณ์ผกผันไม่เป็นปกติ ซึ่งคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนวัยนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่ใช่เสียทั้งหมด เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่จะแสดงอาการออกทางกายซะมาก  โดยตัวยาที่ใช้ก็จะมีผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดอาการของโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน หากส่งตัวเข้ารับการวินิจฉัยและรักษา ก็จะทำให้การใช้ชีวิตของผู้ป่วยในวัยนี้มีความสุขอย่างแน่นอน

วิธีรับมือ “โรคซึมเศร้า”

  1. หัดยอมรับตัวเอง ฝึกสำรวจตัวเอง เรียนรู้ รู้จักตัวเองมากขึ้นและฝึกยอมรับในสิ่งที่ตนเองเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย เพื่อที่จะช่วยให้คุณรับมือกับสถานการณ์ที่ทำให้ผิดหวังเสียใจได้ รู้จักขอบคุณตัวเอง และแสดงความภาคภูมิใจในตัวเองอยู่เสมอ เมื่อได้ลงมือทำในสิ่งที่ดี ชีวิตมีขึ้นมีลงแค่รับมือกับมันได้ตัวคุณก็จะเบาสบายขึ้น
  2. หัวเราะเยอะ ๆ เมื่อรู้สึกทุกข์ ควรพาตัวเองอยู่กับสิ่งที่ทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน เช่น ดูภาพยนตร์ตลก หรืออ่านเรื่องขำขัน หรือพูดคุยกับเพื่อน ๆ ในเรื่องขบขันสนุกสนาน เพื่อช่วยคลายเครียด ช่วยคลายความทุกข์ในใจได้ดีทีเดียว
  3. ระบายความรู้สึก ควรเรียนรู้ที่จะหาวิธีปลดปล่อยความรู้สึกเศร้า โกรธ ผิดหวัง หรือเสียใจออกมา เพราะอาการซึมเศร้ามักเกิดจากการเก็บกดอารมณ์ความรู้สึกไว้ เราทำได้โดยการพูดคุยกับคนที่ไว้ใจได้ ตะโกนหรือร้องไห้ออกมาดังๆ หรือเขียนความรู้สึกลงในสมุดบันทึก
  4. ออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายช่วยต้านโรคซึมเศร้าได้ เนื่องจากการออกกำลังกายช่วยเพิ่มระดับสารเคมีเซโรโทนินในสมอง รวมถึงเพิ่มการหลั่งสารเอนดอร์ฟีนที่ช่วยทำให้ผ่อนคลายและอารมณ์ดีขึ้น แถมยังช่วยให้สุขภาพด้านอื่น ๆ ดีขึ้นด้วย โดยการออกกำลังกายที่ดีต่อทั้งสุขภาพกายและใจนี้ หากการปรับพฤติกรรมการกินควบคู่ไปกับการออกกำลังกายเป็นประจำ ก็ยิ่งส่งผลดีต่อสุขภาพใจและ ป้องกันโรคซึมเศร้า ไม่ให้มากล้ำกรายคุณได้ ไม่ว่าจะเป็น การว่ายน้ำ การวิ่ง ยกน้ำหนัก หรือเล่นกีฬาที่ชอบ หรือเพียงแค่ขยับร่างกายด้วยการทำงานบ้านเป็นประจำก็ส่งผลดีกับสุขภาพกายและใจแล้ว ควรออกกำลังกายในแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 30 นาที และในหนึ่งสัปดาห์มีเวลารวมในการออกกำลังกายไม่ต่ำกว่า 150 นาที อย่างไรก็ตามแค่เริ่มออกกำลังกายครั้งแรก คุณก็จะสัมผัสได้แล้วว่าอารมณ์จะค่อยๆ เปลี่ยนไปในทางดีขึ้น
  5. ทำงานอดิเรคหากมีเรื่องเครียด ๆ หรือเรื่องที่ทำให้เศร้าอยู่นาน ต้องพยายามสะบัดความรู้สึกเหล่านั้นออกไป แล้วไปหาอะไรทำที่สร้างสรรค์ ฝึกสมาธิ อย่างการทำงานอดิเรกก็ช่วยได้ เช่น ปลูกต้นไม้ วาดรูป ระบายสี ทำอาหาร เย็บปักถักร้อย เป็นต้น
  6. ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนมากขึ้น แนะนำให้เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่าง ลดปริมาณการดื่มกาแฟให้น้อยลง กำหนดเวลาการเข้านอนไม่ให้ดึกจนเกินไปในแต่ละวัน และตั้งนาฬิกาปลุกให้ตื่นในตอนเช้าในเวลาเดียวกันทุกเช้าให้ได้ หากคุณมีปัญหานอนไม่หลับ และนอนไม่หลับเกิน 20 นาที ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องข่มตาให้นอนหลับ ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมเบาๆ ที่สามารถทำได้โดยเปิดไฟสลัวๆ จนกระทั่งร่างกายคุณง่วงและนอนหลับไปเองจะดีที่สุด
  7. ระบายออกบ้าง ขอความช่วยเหลือบ้าง แม้ว่าเราจะถูกบอกเสมอว่า ต้องเข้มแข็ง ต้องอดทน แต่นั่นก็ไม่ใช่คำแนะนำสุดท้ายที่ต้องเชื่อถ้าคุณรู้สึกไม่ไหวแล้ว ฉันไม่อยากสู้แล้ว จงเชื่อในเสียงที่ออกมาจากใจตัวเอง ปล่อยวางเรื่องหนักๆ แล้วหาคนข้างกายที่คุณรัก ไว้ใจได้ ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว หรือเพื่อน เพื่อระบายความรู้สึกอัดอั้นนั้น หรือแม้กระทั่งเพื่อขอความช่วยเหลือจากเขาเหล่านั้น ทั้งในรูปแบบของการแนะนำ การเป็นที่ปรึกษา ไปจนถึงการเป็นเพื่อนพาไปหาผู้เชี่ยวชาญหรือจิตแพทย์ที่จะช่วยทำให้คุณสบายใจขึ้น
  8. ออกไปที่ยว การเดินทางท่องเที่ยวถือเป็น “ยาดี” สำหรับคนที่มีภาวะซึมเศร้า เพราะเป็นการหนีห่างจากสิ่งแวดล้อมเดิม ๆ ที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยหน่าย เศร้า เบื่อ ฯลฯ เปลี่ยนไปสู่สิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ที่สดใสทำให้มีพลังมากขึ้น ได้พบเห็นสิ่งใหม่ ๆ วัฒนธรรมใหม่ ๆ ผู้คนใหม่ ๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผ่อนคลายความเครียด และคลายความเศร้าได้ดีเช่นกัน สำหรับผู้สูงอายุที่อาจจะเดินทางไม่คล่องตัวสามารถใช้ตัวช่วยอย่างรถเข็นไฟฟ้าที่น้ำหนักไม่มากในการเดินทางไปด้วยได้ >> อย่างรุ่น Lite1 หรือรุ่น PW301Plus

 

โรคซึมเศร้านั้นไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเท่านั้น เหมือนกับการป่วยเป็นไข้หวัดก็มักเกิดจากร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนน้อย ไม่ได้ออกกำลังกาย ขาดสารอาหาร ถูกฝน อากาศเย็น ร่วมกับการได้รับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัด ถ้าเราแข็งแรงดีแม้จะได้รับเชื้อหวัดก็ไม่เป็นอะไร ในทำนองเดียวกันถ้าร่างกายเราอ่อนแอ แต่ไม่ได้รับเชื้อหวัดก็ไม่เกิดอาการ  ซึ่งการเริ่มเกิดอาการของโรคซึมเศร้านั้นมักมีปัจจัยกระตุ้นมากบ้างน้อยบ้าง อย่างไรก็ตามการมีสาเหตุที่เห็นชัดว่ามาจากความกดดันด้านจิตใจนี้ ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนเราไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน การพิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นผิดปกติหรือไม่ เราดูจากการมีอาการต่าง ๆ และความรุนแรงของอาการเป็นหลัก ผู้ที่มีอาการเข้ากับเกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้านั้น บ่งถึงภาวะของความผิดปกติที่จำต้องได้รับการช่วยเหลือ

 

ถ้าคนใกล้หรือคนในครอบครัวเกิดเป็นโรคซึมเศร้าขึ้นมา สิ่งที่จะทำได้อันดับต้น ๆ คือความเข้าใจและคอยพูดคุย ให้คำปรึกษา พาไปทำกิจกรรมต่าง ๆ และพึงระลึกไว้ว่า “มันเป็นส่วนหนึ่งของอาการของโรค และจะหายไปเมื่ออาการของโรคดีขึ้น”

 

 

รีวิว รถเข็นนั่งไฟฟ้าตัวท็อป ProWheel PW-501

รีวิว รถเข็นนั่งไฟฟ้าตัวท็อป ProWheel PW-501

เกริ่นนำ + Coming Soon

รูปร่างภายนอก – ส่วนประกอบ
xx

การพับ-กางไฟฟ้า
xx

การบังคับ
xx

แบตเตอรี่ – Lithium Ion
xx

ระบบ Safety
xx

อื่นๆ
xx

การเคลื่อนย้าย เดินทางท่องเที่ยว
xx

สรุป
xx

จุดเด่น
xx

จุดด้อย
xx

เพิ่มเติม
xx

 

 

ลดความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน

ลดความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน

สาเหตุสำคัญของโรคหัวใจมาจากโรควิถีชีวิตและพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ความอ้วน และสูบบุหรี่ ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจแข็งตัว หรือตีบตัน ดังนั้น ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป จึงควรตรวจสุขภาพประจำทุกปี เพื่อติดตามประเมินภาวะสุขภาพ ซึ่งหากพบมีผิดปกติจะได้รับการส่งต่อเพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด หรือรับคำแนะนำในการปฏิบัติตนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่อไป

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ตำแหน่งปัจจุบัน) ให้ข้อมูลว่า ในการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่เป็นปัจจัยหลักของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ทำได้โดยรับประทานอาหารสุขภาพ เช่น ผัก ผลไม้ พืชเมล็ดถั่ว ปลารสไม่หวานไม่มันไม่เค็ม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็วประมาณ 30 นาทีอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม ไม่สูบบุหรี่ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง รักษาอย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตนตามคำแนะนำแพทย์

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ แนะนำให้ออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น เต้นแอโรบิก เดินเร็ว ขี่จักรยาน วิ่งเหยาะๆ และว่ายน้ำ ที่สำคัญคือ ต้องปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อน และออกกำลังแต่พอเหมาะ เริ่มเบาๆ ค่อยเป็นค่อยไป หยุดพักเมื่อเริ่มเหนื่อยหรือแน่นหน้าอก หลังจากที่เริ่มเคยชินก็ค่อยๆ เพิ่มเวลาของการออกกำลังกายจนสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องนานอย่างน้อย 15 นาทีขึ้นไป ที่สำคัญต้องไม่ลืมเตรียมร่างกาย (Warming up and down) ก่อนและหลังการออกกำลังกายทุกครั้ง

และสำหรับบุคคลที่ต้องนั่งรถเข็นเป็นประจำ ที่ต้องใช้Wheelchair ก็สามารถออกกำลังกายได้เช่นกัน แต่อาจจะออกแต่พอเหมาะให้ร่างกายได้มีการขยับเคลื่อนไหว เช่น การยืดเส้นในท่วงท่าต่างๆ ซึ่งElife ก็มีบทความการออกกำลังกายสำหรับผู้ใช้รถเข็น ทั้งรถเข็นไฟฟ้า หรือรถเข็นนั่งธรรมดา ซึ่งเป็นบทความที่ดีมากๆ ลองปรับใช้ตามความเหมาะสมกับร่างกายเรานะคะ รับรองว่าเป็นประโยชน์อย่างมากเลยทีเดียว รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่าง……..

 **การออกกำลังกายสำหรับผู้ใช้รถเข็น รถเข็นไฟฟ้า รถเข็นไฟฟ้าพับได้**

การห่างไกลจากโรคภัยต่างๆเราสามารถป้องกันได้ โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน ที่มักจะเกิดเป็นเหตุกระทันหันไม่ทันได้ตั้งตัว แต่การป้องกันสามารถเริ่มได้จากตัวเรา การเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโชยน์ การออกกำลังกายให้ตามความเหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ก็คือเป็นกำไรชีวิตที่ดีอีกด้าน สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้นเราต้องใส่ใจดูแลตัวเราและคนในครอบครัวเรานะคะ

ที่มา: สสส.

รีวิว เตียงผู้ป่วยไฟฟ้า EB-55 ดีไซน์สวย 5Function

รีวิว เตียงผู้ป่วยไฟฟ้า EB-55 ดีไซน์สวย 5Function

โดยทั่วไปแล้วเตียงนอนผู้ป่วยปรับไฟฟ้าทั่วไปนั้น หน้าตาจะเหมือนๆกัน เราจะเห็นได้ในโรงพยาบาล (โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชน) ส่วนเตียงไฟฟ้า EB-55 ที่จะมา Review ในบทความนี้จะค่อนข้างมีดีไซน์แตกต่างออกไป โครงสร้างยังเป็นเหล็กเหมือนแบบที่โรงพยาบาลทั่วไปใช้ แต่เปลี่ยนด้านนอกที่คลุมด้วย PVC มาเป็นเนื้อไม้จริง ให้เค้ารูปสึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน ผลทางจิตวิทยาสำหรับคนใช้และคนดูแลรู้สึกสบายใจ เตียงดีไซน์นี้ค่อยได้รับความนิยมมากขึ้น ใช้ทั่วไปในตลาดยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี และเริ่มนิยมใช้ในบ้านพักคนชรา

เตียงผู้ป่วยไฟฟ้าที่ใช้บ้าน หรือ บ้านพักคนชรา นิยมใช้แบบที่ ดีไซน์เป็นเนื้อไม้ เพื่อความรู้สึกผ่อนคลายของคนใช้งาน ตย.ในภาพ มาจาก ญี่ปุ่น ยุโรป
เปรียบเทียบ ดีไซน์ของเตียงผู้ป่วยไฟฟ้าทั่วไป กับแบบ EB-55

ลักษณะโดยรวม

เกริ่นก่อนว่า เตียงไฟฟ้า ต่างจากเตียงนอนธรรมดาอย่างไง? เตียงนอนธรรมดานั้นไม่สามารถปรับระดับความสูง-ต่ำ ความสูงของเตียงนอนทั่วๆไปจะอยู่ที่ 50-60cm จากพื้น และมีเตียงให้เลือกหลายขนาดเช่น Single Bed, Double bed, Queen – King bed ขนาดของฟูกเตียงทั่วไปจะอยู่ที่ 3.5, 4.5, 5 และ 6 ฟุตตามลำดับ ในขณะที่เตียงผู้ป่วย/เตียงคนแก่ส่วนมากจะปรับความสูงได้ ปรับเอนหลังและชันเข่าได้ ขนาดฟูกเตียงมาตราฐานสำหรับเตียงผู้ป่วยจะอยู่ที่ 3 ฟุต และที่สำคัญที่สุดเตียงมีราวกั้นทั้งสองข้างกันผู้นอนตกลงจากเตียง

ทำไมต้องปรับระดับได้? คนทั่วๆไปนั้นสามารถลุกขึ้นจากเตียงได้ง่าย สามารถนั่งพิงหัวเตียงได้ง่ายๆ แต่กรณีคนแก่ที่ไม่มีแรง หรือผู้ป่วยผู้ปาดเจ็บ การเคลื่อนไหวไม่สะดวก การลุกจากเตียงหรือการเปลี่ยนท่าทางเป็นเรื่องยาก เตียงผู้ป่วยออกแบบมาให้สามารถปรับระดับสูงต่ำได้ กรณีต้องลุกออกจากเตียงไปห้องน้ำ เป็นต้น เตียงที่ปรับระดับสูงต่ำได้ สามารถปรับความสูงให้เท่ากับสรีระของคนๆนั้น ไม่เหมือนเตียงทั่วไปที่ปรับความสูงไม่ได้ / อีก function หนึ่งของเตียงผู้ป่วยคือเอียงหลังได้ สามารถให้ผู้ใช้งานทำกิจกรรมต่างๆได้บนเตียง เช่นกินอาหาร ดูทีวี ตรวจรับการรักษา พูดคุย, การชันเข่าได้เป็นการปรับเปลี่ยนท่าทางของร่างกายผู้ป่วย (โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง) ให้มีการเคลื่อนที่ของร่างกายด้วย หลายๆรุ่นสามารถปรับเอียงเตียงให้ลาดลงไปด้านหน้าได้กรณีให้ผู้นั่งดูทีวี หรือกิจกรรมต่างๆที่จำเป็นได้อีกด้วย

ทำไมเตียงมาตรฐานผู้ป่วยต้องเล็กแค่ 3ฟุต? คล้ายกับเตียงนอนผ่าตัดต้องมีขนาดเล็กและกว้างน้อยที่สุดให้แพทย์เข้าทำการรักษาได้ง่าย เตียงผู้ป่วยถึงแม้จะไม่ได้เล็กเหมือนเตียงผ่าตัว แต่มีเหตุผลการออกแบบให้เป็น 3ฟุตลักษณะเดียวกัน คือให้ผู้ดูแล สามารถดูแลผู้ป่วย/คนแกได้สะดวก

EB-55 ต่างจากเตียงโรงพยาบาล อย่างไร การทำงานของเตียง EB-55 ทำงานได้ครบ Function เหมือนเตียงไฟฟ้าในโรงพยาบาลทั่วไป ต่างตรงที่ Design โดยมากเตียงในโรงพยาบาล จะทำเพื่อรองรับคนใช้งานจำนวนมาก จึงนิยมหุ้มโครงสร้างเตียงด้วยพลาสติก PVC หรือ ABS ส่วนเตียง EB-55 ออกแบบมาใช้ในอยู่บ้าน หรือใน Nursing Home เป็นของใช้ส่วนตัว เน้นให้วัสดุไม้ และสามารปรับรูปแบบการใช้งานเข้ากับบุคคล เลือกราวกันตกได้ เมื่อเป็นวัสดุธรรมดาเนื้อไม้จริง คนใช้ คนอยู่ด้วยย่อมรู้สึกผ่อนคลายกว่า เหมือนตัวเองใช้ชีวิตปกติอยู่บ้าน

ดีไซน์พับประกอบง่าย
Packaging สินค้าออกแบบมาดีทำได้ค่อนข้างเล็ก เพื่องานในการขนส่ง เคลื่อนย้าย (คิดถึงสินค้า IKEA ที่ทำ Package มาเล็กมากเพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้าย) ออกแบบมาให้สามารถติดตั้งโดยผู้ใช้เอง หรือ ให้ช่างติดตั้งง่าย ที่สำคัญกรณีไม่ได้ใช้แล้วสามารถถอดเก็บได้ (ขนาดพอๆกับโต๊ะปิงปอง) มอเตอร์ที่ใช้ต่อกับไฟตรงบ้านได้ กรณีเมื่อใช้ไปนานๆแล้วมอเตอร์เสีย สามารถเปลี่ยนมอเตอร์ได้เป็นตัวๆไป

รูปประกอบ Package ของเตียงจะเห็นว่าเล็กมาก กรณีไม่ได้ใช้สามารถพับได้

ดีไซน์ไม้เหมือนอยู่บ้าน ไม่เหมือนอยู่รพ.

แตกต่างจากเตียงในโรงพยาบาลทั่วไป EB-55 เน้นออกแบบให้เหมือนเตียงไม้ที่ใช้ในบ้าน โดยโครงสร้างทั้งหมดยังคงเป็นเหล็ก เพื่อรองรับน้ำหนักผู้ใช้และความแข็งแรง ส่วนหน้าสัมผัสเกือบทั้งหมดเป็นวัสดุไม้จริง สีอ่อนดูสบายตา หากเปรียบเทียบกับเตียงโรงพยาบาลแล้วจะดูแข็งๆ เนื่องจากวัสดุที่หุ้มโครงสร้างส่วนมากเป็นโพลิเมอร์ ABS หรือ PVC เพื่อรองรับการใช้งานผู้ป่วยได้หลายๆคน ดีไซน์ไม้ในเตียง EB-55 จึงเหมือนเป็นเตียงส่วนบุคคลมากกว่า อบอุ่นกับผู้ใช้มากกว่า

ตัวอย่างบ้านพักคนชรา และเตียงไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านในประเทศญี่ปุน ระยะหลังจะเน้นไปทางเตียงไม้ หน้าสัมผัสไม้ ดูกลมกลืนไปกับชีวิตประจำวัน

จะเห็นว่าโครงสร้างเป็นเหล็กทั้งหมด กรุด้วยวัสดุเนื้อไม้จริง

เลือกราวกันตกได้หลายแบบ

เหตุการไม่ตั้งใจเกิดได้กับคนชรา และผู้ป่วย หลายๆครั้งการบาดเจ็บเกิดการตกเตียง (คนนอนพยายามจะพลิกตัว หรือ พยายามลุกจากเตียงแต่พลาดตกเตียง) ยิ่งคนแก่หรือคนที่บาดเจ็บอยู่แล้ว การตกเตียงอาจทำให้กระดูกหัก ราวกั้นมีส่วนสำคัญมากในการรักษาความปลอดภัยกับผู้นอน EB-55 สามารถปรับแต่งราวกั้นด้านข้างได้แตกต่างกัน 3 แบบ สามารถเลือกได้ทั้งด้านซ้ายหรือด้านขวา (เช่นขวาเหล็ก, ซ้ายอลูมิเนียม 2 ตอน)

  • A ราวไม้ยาวเต็ม – เป็นมาตรฐานของเตียงนี้ มีข้อดีตรงที่ป้องกันเต็มส่วน จุดด้อยคือผู้นอนเปิดเองลำบาก
  • B ราวเหล็กครึ่งตอน – เป็นมาตรฐานและนิยมเช่นกัน ข้อดีคือคนนอนสามารถเปิดเองได้ไม่ยากนัก
  • C ราวอลูมิเนียมสองตอน – เป็นรุ่น Premium ข้อดีคือกันเต็ม สามารถเปิดหรือกั้นแยกกันได้ สวยงาม ข้อเสีย เสียเงินเพิ่ม

มอเตอร์ไฟฟ้าเงียบ คุณภาพสูง/ Remote ควบคุม
มอเตอร์ที่ใช้ในรุ่น EB-55 เป็นมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง 24V ยี่ห้อ Dewert Okin แบรนด์เยอรมัน โดยให้มา 4 ตัวในการควบคุมการทำงาน ตัวที่ 1 ส่วนหัว ตัวที่ 2 ส่วนขา ตัวที่ 3-4 คือส่วน คือส่วนหัวและท้ายของตัวเตียงตามลำดับ เท่าที่รองใช้มอเตอร์ทำงานเงียบ และ ราบรื่นไม่กระตุก การปรับระดับจะค่อนข้างช้า เข้าใจว่าเพื่อความปลอดภัยของผู้นอนนั้นเอง

เราสามารถเสียงไฟบ้าน 220V เตียงจะมีตัวแปลงไฟฟ้าเป็นไฟ 24V เพื่อจ่ายไฟฟ้าไปยังมอเตอร์ทั้ง 4 ผ่านการประมวลผลของชุดควบคุม Processor อีกที

ซ้ายภาพ Motor Dewert-Okin, ขวาภาพ Controller
ตำแหน่งของมอเตอร์ทั้ง 4

ทำไมต้อง 5 Function
xx ตามที่เขียนไว้ในข้างต้น เตียงประกอบด้วยมอเตอร์ 4 ตัวช่วยกับปรับเตียงให้อยู่ในตำแหน่งต่างๆ

  • Function ที่ 1 (มอเตอร์ 1 ทำงาน) ปรับระดับเอียงหลังขึ้น-ราบ การปรับระดับในฟังก์ชั่นนี้เพื่อปรับให้ผู้นอนลุกขึ้นนั่ง เช่น เพื่อป้อนอาหาร, ดื่นน้ำ กินยา, อ่านหนังสือ, พูดคุย
  • Function ที่ 2 (มอเตอร์ 2 ทำงาน) ชันเข่าขึ้น-ราบ การปรับระดับในฟังก์ชั่นนี้เพื่อเป็นการเปลี่ยนอิริยาบถ ท่าทางผู้นอน เช่น เปลี่ยนท่าเพื่อป้องกันแผลกดทับ, ชันเข่าเพื่อการหมุนเวียนของเลือดเป็นต้น
  • Function ที่ 3 (มอเตอร์ 1-2 ทำงาน) ปรับระดับหลัง-ชันเข่า เป็นการปรับระดับใน Function ที่ 1-2 พร้อมๆกัน เพื่อเปลี่ยนท่าท่างของผู้นอน กรณีที่ผู้นอนขยับตัวลำบาก เป็นการปรับท่าทาง เพื่อทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
  • Function ที่ 4 (มอเตอร์ 3-4 ทำงาน) ปรับความสูงของเตียง ตัวเตียงสามารถปรับให้ต่ำสุดที่ 38cm วัดจากพื้นถึงตัวเตียง (ในกรณีเบาะมีความหนา 10cm) ระยะต่ำสุดจากพื้น-เบาะอยู่ประมาณ 48cm เนื่องจากเตียงปรับได้ค่อนข้างต่ำ ทำให้สะดวกในการขึ้นเตียงจากรถเข็นวีลแชร์ หรือ ให้คนค่อยพยุง// Max Height หรือ ความสูงสุดที่เตียงทำได้คือ 81cm การปรับเตียงให้สูงนี้เพื่อความสะดวกกับผู้ดูแล สามารถดูแลผู้นอนได้ไม่ต้องก้ม เช่นการ ช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า, ทำความสะอาด, การนวดการพลิกร่างกาย, การป้อนอาหาร
  • Function ที่ 5 (มอเตอร์ 3-4 ทำงาน) ปรับตัวเตียงให้เอียงหน้า หรือ หลัง อันนี้มีประโยชน์กับผู้นอนเอง และ ผู้ดูแล / ผู้นอนเองสามารถปรับ ตัวขึ้นเพื่อดูหนังสือ, ดูทีวี และ พูดคุยกับคนที่มาเยี่ยม การเอียงเตียงยังช่วยในเรื่องการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ได้หลากหลายมากขึ้นป้องกันแผลกดทับได้อีกส่วนหนึ่ง (กรณีที่เตียงเอนราบตลอด นน.ร่างกายจะกดทบที่ส่วนก้น การเปลี่ยนท่าเป็นเอียงจะช่วยเรื่องกดทับนี้) / ผู้ดูแลสามารถจัดท่าทางง่ายขึ้น เช่นการเปลี่ยนเสื้อผ้าให้คนนอน

ปรับเตียงสูง-ต่ำ เอียงหน้า-หลัง ดีอย่างไง?
Function พื้นฐาน 3 อย่างที่กล่าวมาแล้ว คือ ปรับเอนหลัง ชันเข่า หรือ สองส่วนพร้อมกัน 3 Function ดังกล่าวเป็นขั้นพื้นฐาน อาจจะเหมาะในผู้สูงอายุที่ยังมีแรงอยู่ ได้ต้องการดูแลมากนัก

Function 4-5 มีไว้เพื่อประโยชน์อะไร เท่าที่เราทดลองเรามาดูกัน

  • กับผู้ใช้เตียงเอง สามารถปรับเตียงให้อยู่ในระดับที่เหมาะในการทำกิจกรรม เช่น ปรับเตียงเอียงไปข้างหน้าเพื่อดูโทรทัศน์ หรือ พูดคุยกันคนอื่น, ปรับทางท่าต่างๆ เพื่อบริหารร่างกาย หรือ ป้องกันแผลกดทับ, สามารถช่วยเหลือตัวเอง ขึ้นลงเตียงได้ง่ายมากขึ้น (หากขึ้นเตียงจากเก้าอี้-วีลแชร์ก็เลื่อนเตียงลงมาระดับต่ำสุด, หากขึ้นเตียงจากท่ายืนก็สามารถปรับเตียงให้สูงขึ้นเพื่อให้นั่นเตียงได้สะดวกมากขึ้น)
  • กับผู้ดูแล ร่างกายคนเราสูงไม่เท่ากัน คนดูแลสามารถปรับความสูงให้พอเหมาะในการดูแล (ปรับให้สูงขึ้นไม่ต้องก้มดูแล ปวดหลัง) เช่นการป้อนอาหาร, การเปลี่ยนท่าทาง, การเปลี่ยนเสื้อผ้า ทำความสะอาดร่างกาย

สรุป

เตียงผู้ป่วยไฟฟ้า EB-55 เป็นเตียงดีไซน์ใหม่แตกต่างจากเตียงทั่วๆในตลาดหรือในโรงพยาบาล การนำสัมผัสไม้มาประกอบกับเตียงไฟฟ้าทำให้คนใช้และผู้ดีแลรู้สึกผ่อนคลายเหมือนอยู่บ้าน จะเห็นได้จากความนิยมในดีไซน์แบบนี้มากขึ้นในประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป โดยนิยมใช้ที่บ้านหรือ บ้านพักคนชรา เตียง EB-55 สามารถปรับเลือกราวกันตกได้ 3 แบบด้วยกันเหมาะตามสภาพการใช้งานของแต่ละคน เรื่องการทำงานของเตียงใช้มอเตอร์ 4 ตัว DC Motor ยี่ห้อ Dewert-Okin เยอรมัน ทำงานเงียบและไม่กระตุก

ด้วยฟังก์ชั่นการทำงาน 5 แบบทำให้เป็นผู้ใช้งาน และ ผู้ดูแล สามารถปรับเตียงให้เข้ากับกิจกรรมต่างๆตลอดวันได้สะดวก เช่น คนนอนสามารถปรับเพื่อขึ้นลงเตียงเอง ปรับตัวเตียงเอียงด้านหน้าเพื่อดูทีวี, คนดูแลเองก็สามารถปรับตัวเตียงขึ้นเพื่อดูแลคนนอน ตามหลัก Ergonomic เช่นการป้อนอาหาร, การเปลี่ยนเสื้อผ้า, นวดหรือเปลี่ยนท่าทางผู้นอน คนดูแลไม่ต้องปวดหลัง-ก็ไม่ต้องก้มลงดูแล

เตียงไฟฟ้านี้เหมาะกับทุกคน ทั้งคนป่วย คนแก่ ทั้งที่ดูแลตัวเองได้ และดูแลตัวเองไม่ได้ เนื่องจากเตียงมีความสามารถ 5 Function

ข้อดี

  • ดีไซน์ใหม่ เนื้อไม้ ให้ความรู้สึกสบาย อบอุ่น ผ่อนคลาย
  • เลือกราวกันตกได้ถึง 3 แบบ ตามความต้องการ
  • มอเตอร์ 4 ตัว DC Motor – Dewert-Okin ทำงานเงียบ
  • ปรับ 5 Function สะดวกกับผู้นอน และ ผู้ดูแล
  • เหมาะกับใช้ที่บ้าน หรือ บ้านพักคนชรา

ข้อด้อย

  • ราคาสูงกว่าเตียง 3 Function
  • ไม่เหมาะกับการใช้ในโรงพยาบาล (ใช้กับผู้ป่วยหลายๆคน) EB-55 เหมือนเป็นของใช้ส่วนตัวมากกว่า

สนใจเตียง EB-55 สามารถสั่งซื้อได้ที่นี่ 095-348-0712 หรือ 02-415-4347 หรือใน Website https://www.elifegear.com/shop/eb-55-5funtion-electric-bed/