fbpx

การปรับเตียงไฟฟ้ามีความสำคัญกับท่านอนผู้สูงอายุอย่างไร?

การปรับเตียงไฟฟ้ามีความสำคัญกับท่านอนผู้สูงอายุอย่างไร?

การปรับเตียงไฟฟ้าแต่ละไกร์ อาจเป็นสิ่งที่ใครหลายๆ คน ไม่คาดคิดว่าจะมีประโยชน์อย่างไร บางท่านคิดว่าเตียงนอนผู้สูงอายุ หรือเตียงไฟฟ้าสำหรับผู้ป่วยนั้นไม่จำเป็นเท่าไหร่นัก แต่..การปรับเปลี่ยนท่าทางต่างๆ กลับส่งผลดีทั้งกับตัวผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย และช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ดูแลอีกด้วย

สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีภาวะเคลื่อนไหวได้น้อย หรือถึงขั้นวิกฤติที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เลย มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการปรับท่าทาง หรือจับพลิกตัวผู้ป่วย การที่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหว อาจจะก่อให้เกิดภาวะหรือโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา อาจจะทำให้อาการป่วยที่เป็นอยู่เกิดความรุนแรงขึ้น ซึ่งความสามารถของเตียงปรับระดับไฟฟ้าถูกออกแบบมาเพื่อการปรับท่าทางของผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่เคลื่อนไหวได้ยากโดยเฉพาะ ยกตัวอย่างคือ ท่าศรีษะต่ำ – ปลายเท้าสูง , ท่าชันเข่า , ท่านั่ง ท่าทางเหล่านี้ก่อให้เกิดประโยชน์สำหรับตัวผู้ใช้งาน หรือผู้ดูแลอย่างไร วันนี้มีคำตอบค่ะ

เตียงปรับระดับไฟฟ้า เป็นเตียงที่ถูกออกแบบมา เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย หรือผู้สูงอายุ ทั้งในเรื่องของสุขภาพ และการอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล โดยเฉพาะในเรื่องของฟังก์ชั่นในการปรับ่ท่าทางต่างๆ ซึ่งแต่ละท่าทาง เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างไรบ้างนั้น ไปอ่านกันเลยค่ะ  (อ้างอิงข้อมูลจาก : การพยาบาลพื้นฐาน ปฏิบัติการพยาบาล อาจารย์กรวรรณ สุวรรณสาร)

1.ท่านอนศรีษะสูง – เท้าต่ำ หรือเรียกว่าท่านั่งหลังตรง

ท่าทางนี้ จะช่วยให้ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยหายใจได้สะดวกมากขึ้น ทำให้ปอดสามารถขยายตัวได้ดี ช่วงบรรเทาอาการกรดไหลย้อน หรือผู้ป่วยที่มีแผลผ่าตัด บริเวณหน้าท้อง ท่าท่างนี้จะช่วยระบายหนองออกจากแผล หรือท่อระบายได้ดียิ่งขึ้น จึงช่วยลดอาการอักเสบภายในช่องท้อง นอกจากนี้สำหรับผู้ป่วย หรือผู้สูงอายุ สามารถใช้ท่านี้ในการอำนวยความสะดวกในกิจกรรมต่างๆได้ เช่น การกินข้าว รับประทานอาหาร , อ่านหนังสือ การล้างหน้าแปรงฟัน เป็นต้น และการปรับท่านี้จะช่วยในเรื่องของการลุกออกจากเตียงได้ หากผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการลุกออกจากเตียงยาก ฟังก์ชั่นนี้จะช่วยในเรื่องการลุกออกจากเตียงได้ด้วย

2.ท่าชันเข่า
จะช่วยในการหมุนเวียนเลือดที่บริเวณปลายขา ช่วงเข่า ลดอาการปวดเมื่อยและอาการบวมของขาได้ นอกจากนี้ ท่าชันเข่ายังใช้ในการทำความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ได้ง่ายขึ้นด้วย

3.ท่าปรับระดับความสูง-ต่ำ ของเตียง

การปรับระดับความสูง-ต่ำของเตียงนั้น จะช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ดูแล และผู้ใช้งานได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น
🔷 การปรับระดับของเตียงได้ต่ำ จะเหมาะสำหรับคนใช้งาน ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยบางท่านสามารถลุกนั่งแล้ววางเท้าแตะไปกับพื้นได้อย่างพอดี ทำให้ไม่สูญเสียการทรงตัว และลดการเกิดอุบัติเหตุ จะทำให้ผู้สูงอายุนั้นไม่ต้องใช้แรงในการพยุงตัวเองขึ้นมากนัก และสามารถลุกขึ้นจากเตียงได้โดยง่าย
🔷 การปรับระดับของเตียงได้สูง จะเหมาะสำหรับผู้ดูแล เนื่องจากผู้ดูแลจะสามารถป้อนขาว เปลี่ยนแพมเพิส หรือเช็ดตัวทำความสะอาดได้ ในระดับความสูงที่คนดูแลสามารถยืนได้ ผู้ดูแลไม่ต้องก้มๆ เงยๆ บ่อยๆ เพราะส่วนใหญ่แล้วคนดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุจะเป็นวัยกลางคืน ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าหากก้มๆเงยๆ บ่อยๆ สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างแน่นอน การปรับความสูงของเตียงไฟฟ้าจะช่วยลดปัญหาการปวดหลังของผู้ดูแลได้

4.ท่านอนศีรษะต่ำ-เท้าสูง

การปรับท่าทางนี้จะเหมาะสำหรับผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่เสียเลือดมาก ต้องการให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงสมองให้มากขึ้น และช่วยในการลดอาการบวมที่ขา ให้เลือดไหลเวียนกลับสู่หัวใจได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถไปประยุกต์ใช้ในการรักษาพยาบาล เช่น การสวนล้างของช่องคลอด เป็นต้น

5. การปรับทั้งโครงเตียงลาด 45 องศา

หลายๆ คนคงสงสัยว้า ฟังก์ชั่นนี้จะเหมาะสำหรับใคร ฟังก์ชั่นตัวนี้จะเหมาะสำหรับผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคอ้วน เพราะหากจัดท่านอนหงายและท่านอนคว่ำอาจก่อนให้เกิดภาวะปอดแฟบได้ง่าย เพราะมีความจำกัดของการขยายตัวของกล้ามเนื้อกระบังลมและผนังทรวงอก จากแรงกดของน้ำหนักตัว ซึ่งเป็นสาเหตุให้ปริมาตรอากาศลมหายใจออกลดลง ทำให้อัตราการหายใจเร็วขึ้น ลักษณะต่างๆของผู้ป่วยโรคอ้วนพบว่า การนอนในท่านอนศีรษะสูงปลายเท้าต่ำที่ระดับ 45 องศา มีผลให้เพิ่มปริมาตรลมหายใจออก และอัตราการหายใจลดลง หรืออีกกรณีนึงคือ ช่วงปลายเท้ามีขอบเตียงบดบังทัศนียภาพรอบๆ บ้าน หรือรอบๆ ห้อง ก็สามารถปรับในกึ่งท่านั่งแล้ว จากนั้นปรับโครงสร้างของเตียงให้อยู่ในระดับ 45 องศา ก็จะสามารถมองเห็นทรรศนียภาพโดยรอบ


ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนท่าทางการนอนของผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วย จะส่งผลเสียอะไรบ้าง ?? 

หลายคนอาจจะคิดว่า การปรับเปลี่ยนท่านอนให้ผู้ป่วยเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ อาจจะมีปล่อยปะละเลยไปบ้าง แต่รู้ไหมคะ การที่ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยนอนอยู่ในท่าเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน จะส่งผลเสียทำให้เกิดโรค หรือภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่เคลื่อนไหวได้น้อย หรือไม่ได้เลย ถ้าไม่มีผู้ที่พลิกตัวหรือจัดท่าทางให้ บอกเลยว่าอันตรายมากจนถึงขั้นอาจจะทำให้เสียชีวิตได้เลยค่ะ

  • แผลกดทับ จะเกิดมาจากแรงกดทับที่บริเวณผิวหนังเป็นเวลานาน ซึ่งเกิดมาจากการที่ผู้ป่วยไม่ได้เปลี่ยนท่าทางในการนอนหรือการนั่ง
  • มีปัญหาเกี่ยวกระดูกและกล้ามเนื้อ เนื่องจากการที่ไม่ได้ขยับตัว หรือเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้มีอัตราการสลายตัวของแคลเซียม มากกว่าการสร้างเพิ่ม ทำให้กระดูกเปราะบาง เสี่ยงต่อการหัก หรือข้อติดขัดได้ง่ายมาก นอกจากนี้ยังส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ลีบเล็กลง หรืออาจจะมีอาการปวดหลังตามมาได้
  • หัวใจทำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ในท่านอนเกือบตลอดเวลา ทำให้เลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจมากกว่าปกติ ส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น เพื่อรักษาสมดุลของปริมาณเลือดที่เข้าออกจากหัวใจ
  • เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี เนื่องจากกล้ามเนื้อที่อ่อนแรง มักส่งผลให้เลือดคั่งในหลอดเลือดดำ โดยเฉพาะบริเวณขา จึงอาจส่งผลให้เกิดอาการขาบวมได้ นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด ซึ่งอาจจะทำให้ไปอุดตันในหลอดเลือดต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของระบบอวัยวะต่างๆ อีกด้วย
  • ปอดขยายตัวลดลง ซึ่งเกิดจากการนอนในท่านอนหงายเป็นเวลานาน ทำให้เสมหะคั่งค้างมากขึ้น เสี่ยงต่อภาวะปอดแฟบ เลือดเป็นกรดจากการหายใจด้วย
  • ภาวะเบื่ออาหาร เพราะการนอนในท่าเดิมๆ อาจจะทำให้เกิดความอยากอาหารน้อยลง ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคขาดสารอาหาร มีอาการอ่อนเพลีย หรือเพิ่มความวิตกกังวลได้
  • ท้องผูก เพราะการที่ผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุนอนอยู่ในท่าเดิมนานๆ ทำให้ลำไส้บีบตัวลดลงส่งผลให้อุจจาระค้างในลำไส้ ขับถ่ายได้ยากลำบาก เกิดภาวะท้องอืด ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายตัว
  • นิวในทางเดินปัสสวะ เนื่องจากที่ไม่ค่อยได้ขยับร่างกาย ทำให้แคลเซียมเกิดการสลายตัวอยู่ในกระแสเลือดมากกว่าปกติ แล้วตกผลึกกลายเป็นนิ่วไปอุดตันที่ทางเดินปัสสาวะ
  • ด้านจิตใจ ถ้าหากผู้ป่วยต้องอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานานๆ อาจจะทำให้เกิดภาวะที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ป่วยมากกว่าเดิมในระยะยาวอาจส่งผลให้อาการที่กำลังเป็นอยู่แย่ลงได้

สำหรับท่านที่กำลังตัดสินใจที่เลือกซื้อเตียงไฟฟ้าเพื่อผู้สูงอายุ แต่ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ สามารถชมรีวิวและวิธีการแนะนำการใช้งานเตียงไฟฟ้าได้ตามได้เลยค่ะ
 สิ่งที่ควรคำนึงถึงการตัดสินใจในการเลือกซื้อเตียงไฟฟ้าผู้สูงอายุนั้น ควรเลือกเตียงที่สามารถช่วยลดภาระของผู้ดูแล เรื่องดีไซน์ของเตียงไฟฟ้า ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะยังสามารถช่วยฟื้นฟูจิตใจให้กับผู้สูงอายุให้ดีขึ้นได้ 

” ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูแลผู้ป่วยติดเตียง และผู้สูงอายุ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องวิธีการดูแลเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของคนดูและ และทุกคนในครอบครัว และเตียงไฟฟ้าปรับระดับได้ จึงเป็นอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วย ทั้งการรับประทานอาหาร การทำความสะอาดร่างกาย เตียงไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมา เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ดูแล โดยเฉพาะฟังก์ชันในการปรับท่าทางต่าง ๆ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดท่าผู้ป่วย โดยที่ผู้ดูแลไม่ต้องใช้แรงเยอะ ส่งผลดีให้ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ น้อยลง และยังป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ดูแล ในขณะที่ช่วยเหลือผู้ป่วยในการทำกิจกรรมต่าง ๆ อีกด้วย การจัดท่านอนและสภาพแวดล้อม หรือทำกายภาพบำบัดเล็กน้อยเพื่อให้ร่างกายได้รับการฟื้นฟู ซึ่งหากมีอาการผิดปกติใดๆ ต่างไปจากเดิม ควรรีบไปพบแพทย์ทันที  ” 

ท่านอนชันเข่า…มีประโยชน์ที่ผู้สูงอายุไม่ควรมองข้าม

ท่านอนชันเข่า…มีประโยชน์ที่ผู้สูงอายุไม่ควรมองข้าม

ถ้าผู้สูงอายุหากนอนหงายขาตรงไประยะเวลานานๆอาจส่งผลให้นอนกรนหนักกว่าเดิมหรือปวดเมื่อยตามร่างกาย เช่น น่อง ขา โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ขยับร่างกายลำบากทำให้มีอาการเมื่อยล้าและเกิดการเกร็งตัวเอ็นข้อเข่าและรอบสะโพก การนอนชันเข่าสามารถช่วยให้ความผ่อนคลาย และช่วยให้ข้อเข่าและข้อสะโพกของผู้ป่วยได้เปลี่ยนอิริยาบถจากเหยียดตรงเป็นงอบ้าง  ซึ่งจะมีผลช่วยลดแรงตึงของข้อต่อได้

ท่านอนชันเข่า

การนอนหงายชันเข่าเหมาะสำหรับผู้สูงอายุไปจนถึงผู้ป่วยติดเตียงทำให้ผู้ป่วยได้เปลี่ยนอริยบทท่านอนป้องกันแผลกดทับที่หลัง,ก้นและช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดบริเวณเข่าและกล้ามเนื้อข้างเคียง

ซึ่งท่านอนลักษณะนี้สามารถทำได้ง่ายคนดูแลอาจใช้หมอนข้างหรือผ้านำมาม้วนกลมๆก็สามารถใช้ได้แต่วิธีนี้อาจจะเป็นวิธีแก้ขัดใช้เพียงชั่วคราวและไม่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยติดเตียงนั้นเอง ปัจจุบันการนอนชันเข่าเป็นฟังก์ชันของเตียงไฟฟ้าสามารถปรับได้ง่ายด้วยรีโมทและผู้ป่วยยังสามารถปรับชันเข่าได้ด้วยตัวเอง

ราวกั้นอลูมิเนียมสำหรับเตียงไฟฟ้า ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย Bed rail รุ่น EB-3C

นอกจากปรับนอนชันเข่าได้ยังสามารถปรับนั่งในท่าชันเข่า ทำให้ผู้ป่วยสามารถเปลี่ยนอริยบทต่างๆได้ง่ายและสะดวกชึ้น

สรุป การนอนชันเข่าให้ความผ่อนคลายมากดีกว่าการนอนเหยียดขาตรงเป็นระยะเวลานานๆ ใช้ได้ดีในผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงช่วยลดแผลกดทับ ลดอาการปวดเมื่อย ช่วยระบบไหลเวียนเลือกที่น่องและกล้ามเนื้อ


กำจัด”ตะคริว”ตัวร้าย…ให้ห่างไกลผู้สูงอายุ

กำจัด”ตะคริว”ตัวร้าย…ให้ห่างไกลผู้สูงอายุ

โดยทั่วไปตะคริวมักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุในเวลากลางคืน สร้างความเจ็บปวดทรมานไม่น้อยเลย ถึงไม่อันตรายถึงชึวิต แต่อาจสร้างอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เช่นกัน อีไลฟ์จะพาทุกคนมารู้จักเจ้า “ตะคริว” ว่ามีสาเหตุเกิกขึ้นจากอะไรพร้อมวิธีการรักษาและบรรเทาอาการเจ็บ…ไปดูกันเลย

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักตะคริวกันก่อน ? ตะคริว (Muscle cramps) หมายถึง อาการเกร็งตัวหรือหดเกร็งของกล้ามเนื้อทำให้มีอาการปวดและเป็นก้อนแข็ง อาการนี้จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยที่ไม่สามารถบังคับได้ ร่วมกับมีอาการปวดหรือเจ็บกล้ามเนื้อมัดที่เกิดการหดเกร็ง แต่จะเป็นอยู่เพียงชั่วขณะแล้วอาการจะทุเลาลงไปเอง โดยทั่วไปมักเป็นในระยะเวลาสั้นๆ ไม่เกิน 2 นาที แต่ในบางรายก็เป็นนานกว่านั้น รวมถึงอาจเป็นบ่อยจนทำให้เกิดความทรมานได้

สาเหตุและสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ผู้สูงอายุเป็นตะคริว

  • จากการศึกษาเชื่อว่าอาจเกิดจากการที่เอ็นและกล้ามเนื้อไม่ได้มีการยืดตัวบ่อย ๆ จึงทำให้มีการหดรั้งหรือเกร็งได้ง่ายเมื่อมีการใช้กล้ามเนื้อส่วนนั้นมากเกินไป นอกจากนั้นยังเชื่อว่าอาจเกิดจากเซลล์ประสาทและเส้นประสาทที่ควบคุมการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติไป หรืออาจเกิดจากการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่ดี เป็นต้น       

สาเหตุ ทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้อย่างแน่ชัด แต่พบว่ามีปัจจัยหลายด้านที่ส่งผลต่อการเกิดตะคริว ได้แก่

  • ปัจจัยที่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เนื่องจากกล้ามเนื้อไม่ได้ยืดเหยียด และอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานานๆ หรือเป็นคนที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ใช้กล้ามเนื้อรุนแรงก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดตะคริวได้เช่นกัน เพราะเลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงขาขาได้สะดวก
  • ปัจจัยด้านยา มียาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ (Diuretic drugs), ยาลดไขมัน (Nicotinic acid), ไนเฟดิพีน (Nifedipine – ยาลดความดัน), ซาลบูทามอล (Salbutamol – ยาขยายหลอดลม), ไซเมทิดีน (Cimetidine – ยารักษาโรคกระเพาะ), เพนิซิลลามีน (Penicillamine), ฟีโนไทอาซีน (Phenothiazine), ราโลซิฟีน (Raloxifene), มอร์ฟีน, สเตียรอยด์ ฯลฯ
  • ปัจจัยเกี่ยวกับโรคทางกาย ตะคริวเป็นสัญญาณถึงโรคทางกายบางชนิด เช่นโรคเบาหวาน โรคไตวาย โรคของต่อมไทรอยด์ ฯลฯ
  • ปัจจัยเกี่ยวกับการรับของเหลวเข้าร่างกาย การดื่มน้ำน้อย ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อขาดน้ำ (มักเป็นในผู้สูงอายุ) การดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์ส่งผลให้มีการเพิ่มการขับน้ำทางปัสสาวะ ร่างกายจึงมักขาดน้ำรวมทั้งกล้ามเนื้อด้วย
  • ปัจจัยเกี่ยวกับอายุ อายุที่มากขึ้น ทำให้เซลล์ทุกชนิดในร่างกายเสื่อมถอยลง เป็นต้น
  • ภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายแข็ง หรือหลอดเลือดตีบตัน จึงส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดไม่ดี กล้ามเนื้อจึงขาดเลือด โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ผู้สูบบุหรี่จัด อาจเป็นตะคริวที่ขาได้บ่อยในขณะที่ออกกำลัง เดินเป็นเวลานาน ๆ หรือเดินเป็นระยะทางไกล ๆ หรือเป็นในขณะที่อากาศเย็นตอนดึกหรือเช้ามืดเนื่องจากการไหลเวียนของเลือดไปที่ขาไม่ดี
  • ตะคริวที่พบร่วมกับโรคเรื้อรังหรือภาวะอื่น ๆ เช่น โรคพาร์กินสัน, โรคโลหิตจาง, โรคเบาหวาน (ทำให้เกิดความผิดปกติในการใช้พลังงานของร่างกาย), ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ, โรคของต่อมไทรอยด์ ภาวะขาดไทรอยด์ ภาวะขาดพาราไทรอยด์ (เกิดความผิดปกติทางฮอร์โมน และรวมไปถึงการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดซึ่งเป็นยาฮอร์โมน), โรคตับและโรคไต ตับแข็ง ไตวาย (เพราะตับและไตมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับสมดุลของน้ำและเกลือแร่ของร่างกาย) เป็นต้น

วิธีรับมือง่ายๆเมื่อเป็นตะคริว

  • หยุดเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อส่วนนั้นทันที
  • พยายามยืดกล้ามเนื้อเช่นหากเกิดตะคริวที่น่องให้ค่อยๆเหยียดขาออกช้า หักข้อเท้าขึ้นลงเบาๆแต่ห้ามกระตุกหรือกระชากแรงๆ อย่างรวดเร็ว เพราะจะทำให้เจ็บปวดและกล้ามเนื้ออาจฉีกขาดได้
  • ใช้มือนวดบริเวณที่เป็นก้อนตะคริวเบาๆ
  • ใช้น้ำอุ่นประคบ
  • หากหลังเป็นตะคริวยังมีอาการเจ็บให้ทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล
  • หากเกิดบ่อยครั้งจนผิดปกติควรปรึกษาแพทย์

ในรายที่เป็นตะคริวบ่อย ๆ เป็นตะคริวแบบเป็น ๆ หาย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเป็นในขณะที่เดินเป็นเวลานาน ๆ หรือในขณะนอนหลับ ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาไปตามสาเหตุ เพราะอาการตะคริวอาจพบร่วมกับโรคหรือภาวะอื่น ๆ ได้ เช่น โรคพาร์กินสัน โรคเบาหวาน ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ โรคโลหิตจาง โรคของต่อมไทรอยด์ โรคตับและไต ฯลฯ ส่วนในรายเป็นตะคริวแล้วมีอาการปวดมาก (อาการไม่ดีขึ้นหลังจากดูแลตนเองหรือหลังจากตะคริวหายไป) อาการตะคริวไม่ดีขึ้นหรือไม่หายไปหลังจากดูแลตนเองเป็นเวลานานเกินกว่า 30 นาที หรือเมื่อมีความกังวลในอาการ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุเช่นกัน

วิธีป้องตะคริวแบบเห็นผล

  • ฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (Stretching) ในบริเวณที่มักเป็นตะคริวอยู่บ่อย ๆ อาจช่วยลดโอกาสการเกิดตะคริวได้ เพราะตะคริวมักเกิดกับกล้ามเนื้อน่องและต้นขา ซึ่งสามารถฝึกทำได้โดยปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์ออร์โทปิดิกส์ (Orthopaedics) หรือนักกายภาพบำบัด ทั้งนี้การฝึกยืดกล้ามเนื้อควรทำอย่างน้อยวันละ 1-3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 3-5 นาที และในครั้งสุดท้ายของวันควรทำก่อนเข้านอน เพื่อช่วยลดโอกาสเป็นตะคริวในตอนกลางคืน แต่ก่อนทำการยืดกล้ามเนื้อควรทำการอบอุ่นร่างกายทุกครั้งด้วยการเดินเบา ๆ ประมาณ 5 นาที และเมื่ออาการตะคริวห่างหายไปแล้ว ก็สามารถลดการทำเหลือเพียงวันละ 1 ครั้งก่อนเข้านอนก็ได้
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • ผู้สูงอายุหลีกเลี่ยงการนอนในที่หนาวเย็นเกินไป ควรใส่ถุงเท้าห่มให้ความอบอุ่นที่พอดี
  • ไม่นั่งหรือนอนอยู่ในถ้าเดิมเป็นเวลานาน
  • ผู้สูงอายุไม่ควรนอนในลักษณะที่เท้าทิ่มลงพื้นแต่ควรใช้หมอนรองใต้เข่าเพื่อให้ข่าสูงขึ้นจากเตียงประมาณ 10 ซม.หรือ 4 นิ้ว (หากมีเตียงปรับไฟฟ้าให้ปรับชันเข่าขึ้น)
  • รับประทานผักและผลไม้ให้มาก เพราะมีวิตามินและเกลือแร่ที่ช่วยในการทำงานของกล้ามเนื้อ เช่น โพแทสเซียม แมกนีเซียม วิตามินบี วิตามินอี
  • พักผ่อนให้เพียงพอ


 

ทำไมต้องเลือกใช้รถเข็นวีลแชร์เป็นล้อยางตัน ?

ทำไมต้องเลือกใช้รถเข็นวีลแชร์เป็นล้อยางตัน ?

หากนึกถึงรถที่ช่วยผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ในการเคลื่อนที่ไปไหนมาไหนได้สะดวกก็คงต้องคุ้นเคยกับ รถเข็นวีลแชร์ กันใช่ไหมละคะ ? และปัจจุบันมีให้เลือกใช้หลายรูปแบบหลายราคาไม่ว่าจะเป็น รถเข็นแมนนวล รถเข็นช่วยเดิน (Rollator Walker) หรือจะเป็น รถเข็นไฟฟ้าที่สามารถบังคับทิศทางได้อัตโนมัติ ราคาเริ่มต้นมีตั้งแต่ 2000 บาทขึ้นไป (ไม่ได้ราคาสูงแบบที่คิดแล้วนะคะ) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับวัสดุ โครงสร้างของรถซึ่งจะมีผลต่อการใช้งานระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นส่วนของโครงสร้าง เบาะ ล้อรถ นั้นเองและส่วนที่สำคัญของรถเข็นนอกจากโครงสร้างก็คือในส่วนของล้อรถวันนี้อีไลฟ์จะมาอธิบายชนิดของล้อวีลแชร์ให้ทุกคนตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ไปดูกันเลย…

ล้อรถเข็นวีลแชร์ส่วนใหญ่มีให้เลือก 2 แบบ คือล้อเติมลมธรรมดาและล้อยางตัน ซึ่งปกติแล้วหากเป็นรถเข็นวีลแชร์ที่มีคุณภาพดีจะเริ่มพัฒนามาใช้ล้อยางตันไปดูกันเลยว่ามีข้อดี ข้อแตกต่างอย่างไร ?

ล้อยางเติมลม

  • จุดเด่นคือ เวลาขับเคลื่อนมีความนุ่มนวลกว่า สามารถปรับความแข็งของลมยางได้ ราคาประหยัด หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป
  • จุดด้อยคือ  อาจจะต้องคอยเติมลมอยู่บ่อย ๆ  ต้องระวังวัตถุแหลมคม เช่น ตะปู เพราะหากโดนตำเข้าไปแล้วจะทำให้ยางรั่วได้ แต่ก็สามารถปะได้เช่นเดียวกับยางรถยนต์

ล้อยางตัน

  • จุดเด่นคือ เป็นล้อที่ไม่มียางด้านนอกดังนั้นไม่ต้อคอยเติมลมยาง ไม่ยุ่งยากกับการดูแลรักษา สามารถรองรับแรงกระแทกจากพื้นผิวขรุขระได้ดี เช่น หิน กรวด มีอายุการใช้งาน 2-3 ปีขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้
  • จุดด้อยคือ น้ำหนักมากกว่ายางเติมลม ยางตันในปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าอดีตเยอะมาก วัสดุที่นำมาผลิตมีคุณภาพ และประสิทธิภาพดีมาก ทำให้ราคาค่อนข้างสูง

สรุป

ล้อยางตัน ล้อยางเติมลม
ราคาสูงกว่า ราคาถูก
ไม่ต้องเติมลม ดูแลรักษาง่าย เติมลมยาง ต้องคอยดูแลเช็คยาง
มีความหนาแน่น แข็ง ให้ความสมูท นุ่มนวล ไม่รู้สึกแข็งทื่อ
ค่อนข้างมีน้ำหนัก มีน้ำหนักเบา
รองรับพื้นที่ขรุขระได้ดี ต้องคอยระวังพื้นขรุขระเพราะอาจจะทำให้ยางรั่วได้
หาซื้อได้ตามศูนย์บริการ หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป
สามารถรับน้ำหนักผู้นั่งได้ดี ไม่ผลเสียขณะที่ใช้งาน ค่อนข้างจะฟิกเรื่องน้ำหนักคนนั่ง

สุดท้ายการเลือกอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอย่างเช่นวีลแชร์นอกจากเราต้องดูวัสดุภายนอกอย่างละเอียด อะไหล่และวัสดุทุกชิ้นส่งผลกับการใช้งานระยะยาว และของใช้เหล่านี้ต้องอยู่ใกล้กับผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ ซึ่งจัดเป็นกลุ่มเปราะบาง หากเลือกรถเข็นที่มีคุณภาพไม่ดี เน้นราคาถูกอาจไม่คุ้มกับสิ่งที่ต้องจ่ายในอนาคตก็ได้ค่ะ อีกหลักที่ไม่ควรมองข้ามคือการรับประกันสินค้าหรือบริการหลังการขายที่เป็นอีกส่วนที่สำคัญมาก ราคาสูงขึ้นมานิดหน่อยแลกกับผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวนะคะ

 


ผู้สูงอายุใช้รถเข็นช่วยเดิน(Rollator)ดีกว่าใช้ไม้เท้าอย่างไร ?

ผู้สูงอายุใช้รถเข็นช่วยเดิน(Rollator)ดีกว่าใช้ไม้เท้าอย่างไร ?

อุปกรณ์เสริมช่วยให้ผู้สูงอายุทรงตัวเดินได้ปลอดภัย ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ปัญหาเรื่องเกี่ยวกับการใช้แรงขา ช่วยให้การเดินปลอดภัยและมีความมั่นคงมากขึ้น ปัจจุบันมีหลายประเภทให้เลือกใช้งาน ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างแพร่หลายเลยคือ ไม้เท้าซึ่งไม้เท้าก็มีหลากแบบให้เลือกบางรูปแบบสามารถเป็นร่มได้ด้วย ข้อดีของไม้เท้าก็คือสามารถพกพาได้สะดวกเพราะมีรูปลักษณะที่ผอม เพรียว แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ? ไม้เท้าไม่ได้เหมาะกับผู้สูงอายุทุกคน ยิ่งเป็นผู้สูงอายุที่ทรงตัวเริ่มไม่มั่นคงและผู้ที่ที่น้ำหนักตัวเยอะการใช้ไม้เท้าก็จะไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร…

รถเข็นช่วยเดิน

อีกหนึ่งทางเลือกที่พัฒนาต่อมาจากไม้เท้านั้นก็คือ รถเข็นช่วยเดิน (Rollator walker) ที่มีการออกแบบพิเศษผสมระหว่างรถเข็นวีลแชร์และไม้เท้ารวมไว้ในคันเดียวนั้นเอง รถเข็นช่วยเดินปัจจุบันก็มีให้เลือกใช้หลายรูปแบบ ข้อดีของการใช้รถเข็นประเภทนี้ในการช่วยเดินก็คือสามารถทุ่นแรงให้กับผู้สูงอายุสามารถเดินได้ง่ายและคล่องตัวมากขึ้น ส่วนใหญ่นอกจากผู้สูงอายุใช้ในการช่วยเดินทั่วไปแล้วยังสามารถใช้กับผู้ป่วยกายภาพบำบัดที่ยังทรงตัวเดินได้ไม่มั่นคงได้อีกด้วย

หลักการใช้อุปกรณ์ช่วยเดินที่ถูกต้อง

  • ให้ความสูงของด้ามจับอยู่ในระดับที่พอดีโดยที่ผู้ใช้งานหลังไม่โค้ง ไม่ก้ม
  • ระยะห่างตัวจากอุปกรณ์ควรห่างเพียง 5-6 นิ้ว กระชับตัวมากที่สุด
  • ในการเดินให้ยืนตรง หลังไม่งอ

ข้อดีของการใช้รถเข็นช่วยเดิน รถเข็นช่วยเดิน (Rollator walker)

  • มีฐาน 4 ล้อ ดังนั้นจะให้ความมั่นคงได้ดีกว่าไม้เท้าที่เป็นไม้เพียงด้ามเดียว รับน้ำหนักการใช้งานได้ค่อนข้างเยอะกว่า
  • ส่วนใหญ่ออกแบบมาให้ปรับระดับความสูง-ต่ำของแฮนด์จับได้ ดังนั้นผู้ใช้งานสามารถปรับให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมกับความสูงได้อย่างพอดี ไม่ต้องคอยก้มไปเดินไปลดอาการปวดหลังจากการใช้งาน
  • มีล้อในการช่วยเดิน เพราะเป็นรถเข็นดังนั้นต้องมีล้อเป็นส่วนประกอบด้วยการมีล้อนั้นสามารถช่วยลดภาระการทรงตัวให้กับผู้ใช้งานได้ ไม่ต้องการยกขึ้น-ลงเหมือนการใช้ไม้เท้า หลีกเลี่ยงการพลิกคว่ำ จึงทำให้การเดินของผู้ใช้งานมั่นคงและคล่องตัว

  • มีเบาะสำหรับนั่งพักชั่วคราว สำหรับการใช้งานระยะทางไกลๆ ให้ผู้สูงอายุนั่งพักเหนื่อยส่วนใหญ่สามารถรับน้ำหนักได้ตั้งแต่ 100-140 กิโลกรัม แต่รถเข็นประเภทนี้มีการออกแบบให้นั่งพักชั่วคราวได้แต่ไม่สามารถเข็นไปนั่งไปได้เหมือนรถเข็นวีลแชร์
  • มีช่องกระเป๋าสำหรับใส่ของอเนกประสงค์ของผู้สูงอายุ
  • ถึงจะมีขนาดที่ใหญ่ไม้เท้ากว่าแต่สามารถพับเก็บได้เช่นกัน

รถเข็นช่วยเดิน

สรุปข้อแตกต่างระหว่างไม้เท้าและรถเข็นช่วยเดิน (Rollator walker)

  • สามารถปรับระดับความสูงให้เหมาะสมกับคนใช้งาน ลดการบาดเจ็บ
  • รถเข็นช่วยเดินใช้งานได้หลากหลาย เป็นทั้งรถช่วยเดินที่สามารถนั่งพักได้ชั่วคราว มีช่องใส่ของต่างๆ
  • ขนาดใหญ่กว่าแต่ให้ความมั่นคงในการทรงตัวดีแต่กินพื้นที่การใช้งาน
  • ไม้เท้าเหมาะกับผู้สูงอายุทั่วไปที่ยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ระดับหนึ่ง รถเข็นช่วยเดินจะเหมาะกับผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยที่ไม่ค่อยมีแรงพยุงตัวแล้ว