fbpx

ขนรถเข็นไฟฟ้าขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวเชียงคาน วีลแชร์ไฟฟ้ารุ่น PW-301Plus

ขนรถเข็นไฟฟ้าขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวเชียงคาน วีลแชร์ไฟฟ้ารุ่น PW-301Plus

การดำเนินชีวิตในของแต่ละคนล้วนแตกต่างกันออกไป มีสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลยคือความเครียด ความทุกข์ หรือความกังวลใจจากเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจก็ตามถ้าไม่อาจเลี่ยงได้แล้วเราจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไรให้มีความสุข ? คงจะดีไม่น้อยถ้าเราจะหาเวลาพาตัวเองไปชาร์ตแบต ให้ร่างกายและจิตใจบ้าง เผื่อจะได้มีแรงกลับมาสู้กันต่อ “เชียงคาน” เมืองเล็กๆ ติดริมแม่น้ำโขง คนส่วนใหญ่อาจเลยได้ยินสถานที่แห่งนี้ บางคนอาจเคยมาสัมผัสด้วยตัวเอง หรือแม้แต่ฟังจากคำบอกเล่าของคนอื่น
วันนี้แอดมินจะพาไปรู้จักเชียงคานในอีกมุมหนึ่ง…. ปกติแล้วนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเชียงคานมักจะใช้จักรยาน เป็นภาหนะในการชมเมือง ไปวัด ชมวิวริมแม่น้ำโขง หรือไปสถานที่ต่าง ๆ ที่ไม่ไกลมากนัก แต่การเดินทางครั้งนี้เรามีเพื่อนร่วมทางที่ดีอย่างรถเข็นไฟฟ้า PW-301 Plus ที่จะอำนวยความสะดวกในการเดินทางครั้งนี้

รถเข็นไฟฟ้าน้ำหนักเบา

รถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า น้ำหนักเบา สำหรับพาผู้สูงอายุท่องเที่ยว รุ่น PW-301 Plus ความพิเศษที่นอกจากน้ำหนักเบาแล้วยังสามารถพับ-เก็บโหลดขึ้นเครื่องบินได้ เพราะมีแบตเตอรีเป็นลิเธียม (ลักษณะเดียวกับแบต Power Bank โทรศัพท์มือถือ) วันนี้อีไลฟ์จะรีวิว ขนรถเข็นไฟฟ้าคันนี้ไปเที่ยวไกลถึงเชียงคานจะเป็นยังไงไปดูรีวิวกันเลยค่ะ…

ขออธิบายรายละเอียดคร่าวๆเกี่ยวกับรถเข็นไฟฟ้า PW-301 Plus กันก่อนนะคะ วีลแชร์รุ่นนี้เป็นโครงสร้างอลูมิเนียม ดังนั้นน้ำหนักรถที่เบาและไม่ขึ้นสนิม มีน้ำหนักรถเบาเพียง 18.5 กิโลกรัม แต่สามารถรับน้ำหนักผู้นั่งได้ถึง 120 กิโลกรัม และที่สำคัญสามารถพับ-เก็บได้ง่าย ไม่ว่าจะใส่ท้ายรถหรือขึ้นเครื่องบินจึงเป็นวีลแชร์ไฟฟ้าที่เหมาะกับการท่องเที่ยว เดินทางไม่ว่าจะในหรือนอกประเทศ


วันที่ 1 บรรยากาศที่สนามบินก่อนขึ้นเครื่องเดินทาง

รถเข็นไฟฟ้าขึ้นเครื่องบิน

โดยปกติแล้วแต่ละสายการบินจะรถเข็นวีลแชร์คอยให้บริการผู้โดยสาร เห็นได้จากในรูปเลยที่จอดเรียงกันเป็นจำนวนมาก ครั้งนี้อีไลฟ์เดินทางโดยใช้สายการบิน Air Asia ค่ะ ซึ่งก่อนหน้านี้เราได้โทรมาปรึกษากับเจ้าหน้าเกี่ยวกับชั้นตอนและกฎของสนามบิน ซึ่งจริงๆแล้วทุกครั้งที่เราเดินทางไม่ว่าจะสายการบินใด ควรโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนทุกครั้งนะคะ เพื่อความชัวร์เพราะแต่ละสายกรบินจะมีกฏและขั้นตอนที่ไม่เหมือนกัน เรามาดูกฏระเบียบในการนำรถเข็นไฟฟ้าของสายการบิน Air Asia กันดีกว่า

  • แอร์เอเชีย สายการบินจะให้ผู้โดยสารที่ทุพพลภาพ หรือมีปัญหาด้านสุขภาพ หรืออยู่ในภาวะป่วยร่วมเดินทางไปด้วยเที่ยวบินละ 4 ท่าน  ผู้โดยสารที่เป็นอัมพาตทั้งแขนและขาจะถูกจำกัดไม่เกิน    เที่ยวบินละ 2 ท่าน ในบางกรณีทางสายการบินอาจร้องขอให้ผู้โดยสารดังกล่าวต้องมีผู้ร่วมเดินทางด้วย อีกทั้งยังอนุญาตให้ รถเข็นเด็ก รถเข็นวีลแชร์ อุปกรณ์ช่วยเดินและโครงเหล็กช่วยเดิน สามารถนำขึ้นเครื่องได้โดย ไม่เสียค่าใช้จ่าย (รวมไปถึงรถเข็นหรืออุปกรณ์ช่วยเหลือที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่ แต่ต้องถอดแบตเตอรี่ออกจากอุปกรณ์ดังกล่าวแล้ว) น้ำหนักสูงสุดที่อนุญาตคือ 85 กิโลกรัม ทั้งนี้ต้องทำการแจ้งสายการบินก่อนล่วงหน้า 48 ชั่วโมง เพื่อเตรียมการช่วยเหลือ 
  • เงื่อนไขตามหลักการบินพลเรือน CAAT
    กรณีที่เป็นรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า ต้องถอดแบตเตอรีแยก ใส่ในกระเป๋าก่อนโหลดใต้ท้องเครื่อง กำลังไฟฟ้าแบตเตอรี่ 1 ก้อนไม่เกิน 300Wh แบตเตอรี่ 2ก้อนไม่เกินข้างละ 160Wh
  • ประจุไฟของแบตเตอรีของ Pw-301Plus คือ Lithium 12V 6AH ซึ่งเป็นไปตามกฏของสนามบิน โดยทางอีไลฟ์ได้ทำการโหลดรถเข็นไว้ใต้ท้องเครื่องและถอดแบตเตอรีติดตัวขึ้นเครื่องไป ตามมาตรการของสายการบิน

รถเข็นไฟฟ้าขึ้นเครื่องบิน

ขั้นตอนนำรถเข็นไฟฟ้าขึ้นเครื่องบิน

  • หลังจากที่จองตั๋วเครื่องบิน เรียบร้อยแล้ว ให้โทรไปที่ Call center เจ้าหน้าที่จะให้บริการคำแนะนำในการเตรียมเอกสารเกี่ยวกับแบตเตอรี่เพื่อนำขึ้นเครื่องบิน
  • ส่งรายละเอียดต่างๆของรถเข็น + แบตเตอรี่ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่  ไปที่ E-mail : thailand-support@airasia.com
  • หลังจากส่งเรียบร้อยให้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่อีกครั้ง หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะส่งแบบฟอร์มมาให้เรากรอก พอกรอกเอกสารเรียบร้อย ให้ส่งกลับไปที่ Emailเดิม อีกรอบ และโทรแจ้งเจ้าหน้าที่อีกครั้งหนึ่ง
  • หลังจากที่เจ้าหน้าที่คอนเฟิร์มกับเราว่าเอกสารเรียบร้อยแล้ว รอประมาณ 2-3 วัน ให้โทรไปเช็คกับ Call center อีกครั้ง เพื่อการยืนยันที่ถูกต้อง หากทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็ปริ้นแบบฟอร์มไปในวันเดินทางด้วยค่ะ เพราะต้องนำไปประกอบเอกสารชี้แจ้งกับเจ้าหน้าที่สบามบิน.

เมื่อออกจากสนามบินเลยได้ขับรถต่อไปที่เชียงคาน อีไลฟ์มาถึงเชียงคานก็บ่ายแก่ๆแล้วค่ะ เตรียมเก็บของเข้าที่พักแล้วมาเที่ยวตลาดตอนเย็นกัน

บรรยากาศที่เชียงคาน
ถนนคนเดินมีของกินเพียบเลยค่ะ
วันที่ 2 สวนสาธารณะของอำเภอเชียงคาน

รถเข็นไฟฟ้าน้ำหนักเบา

รถเข็นไฟฟ้าพับ เที่ยว

สวนสาธารณะของอำเภอเชียงคาน เป็นอีกหนึ่งจุดชุมวิวที่สวยงาม ยามเช้าไม่ว่าจะหน้าหนาวหรือแม้กระทั่งหน้าร้อน ริมแม่น้ำโขงก็จะมีหมอกภายในสวนร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน และออกกำลังกายยามเช้านี่ถ้าไม่ใช่รถเข็นไฟฟ้า PW-301 Plus ก็ไม่สามารถปรับเอน 45 องศาแบบนี้ได้นะคะ ไม่ว่าจะนอนพักสายตา อ่านหนังสือที่ชอบสักเล่ม ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอเพื่อบันทึกช่วงเวลาดี ๆ ก็สามารถทำได้อย่างสบาย ๆ เลยค่ะ

รถเข็นไฟฟ้าพับ เที่ยว

พับเก็บใส่ท้ายรถสบายๆ แถมสามารถใส่รถเข็นแมนนวลเพิ่มมาได้อีก 1 คัน

รถเข็นไฟฟ้าพับ เที่ยว

PW-301 Plus มีวิธีพับ-กางไม่ซับซ้อมยุ่งยาก ผู้ดูแลสามารถทำเองได้แน่นอนค่ะ

รถเข็นไฟฟ้าพับ เที่ยว

ด้วยที่เป็นรถเข็น PW-301 Plus ล้อยางตันและมีขนาดหน้ายางที่กว้าง จึงมีคุณสมบัติป้องกันแรงกระแทกได้ดี ไม่ว่าจะเป็นถนนพื้นผิวขรุขระ พื้นที่ต่างระดับ เป็นทราย กรวด ก้อนหิน ไม่เป็นปัญหาในการบังคับและอีกคุณสมบัติพิเศษก็คือ PW-301Plus มีระบบเบรคแม่เหล็กไฟฟ้าคือเมื่อผู้ใช้งานหยุดบังคับรถจะหยุดนิ่งทันทีไม่มีการดีเลย์ ซึ่งจะส่งผลทำให้เมื่อหยุดรถเข็นบนทางลาดรถจะไม่ไหลนั้นเอง ถ้าอ่านยังคงไม่เห็นภาพลองไปชมในวีดีโอกันเลยค่ะ….

สรุปรีวิวที่พารถเข็นไฟฟ้า PW-301Plus ไปเที่ยวเชียงคาน
  • ไม่ได้ยุ่งยากแบบที่คิดค่ะ แต่เราต้องวางแผนและโทรแจ้งกับเจ้าหน้าที่สายการบินให้เคลียร์ก่อนวันเดินทางจริง
  • น้ำหนักของรถเข็นค่อนข้างเบาหากเทียบกับรถเข็นไฟฟ้ารุ่นอื่นๆ ซึ่งปกติรถเข็นไฟฟ้าที่อยู่ในหมวดเน้นน้ำหนักเบาจะนั่งไม่ค่อยสบาย โครงสร้างจะเป็นอลูมิเนียมบางแต่ PW-301Plus มีเบาะที่ค่อนข้างกว้าง หนานุ่ม โครงหนารู้สึกมั่นคง สามารถลุยบนถนนขรุขระ หินกรวด ได้สบายๆ มอเตอร์ค่อนข้างแรงไม่ดีเลย์และไม่มีเสียงรบกวน  สำหรับผุ้สูงอายุที่มีช่วงตัวสะโพกกว้างสามารถนั่งได้ชิลๆเลย
  • แบตเตอรีน้ำหนักเบาไม่เป็นปัญหาตอนพกติดตัวขึ้นเครื่องไปด้วย
  • เชียงคานเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่น่าสนใจ หากต้องการพาคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์  บรรยากาศดี อาหารอร่อย แนะนำค่ะ

รวมรถเข็นไฟฟ้าท่องเที่ยว น้ำหนักเบาที่สุดในไทย

รวมรถเข็นไฟฟ้าท่องเที่ยว น้ำหนักเบาที่สุดในไทย

“ตา/ยาย แก่แล้ว ไม่ไปหรอก” , “โอ้ย ไม่ไปหรอกไกลฉันปวดเข่า”  เพราะปวดเข่าหรอถึงไปเที่ยวไม่ได้ การที่สุขภาพนั้นเริ่มเสื่อมถอยลงหรอถึงเป็นอุปสรรคในการเดินทางไปไหนไกลๆ กลัวตัวเองจะเป็นภาระลูกหลานบ้าง กลัวจะไปทำลายบรรยากาศบ้าง แต่ใจเค้าจริงๆอยากไปด้วยนั้นแหละค่ะ การได้ไปเที่ยวกับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เป็นความฝันของผู้สูงอายุเลยก็ว่าได้ สิ่งที่จะมาช่วยให้ผู้สูงอายุให้สามารถเดินทางได้อย่างคล่องตัว ไม่เป็นภาระ สามารถทำอะไรได้ตามใจตัวเอง นั้นก็คือ รถเข็นไฟฟ้า นั้นเอง พูดไปจะหาว่าขายของ ก็ขายนั้นแหละค่ะ แต่รถเข็นไฟฟ้าก็มีความจำเป็นในชีวิตผู้สูงอายุจริงๆ อย่างที่บอกไปแล้วว่าคุณตาคุณยายจะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น ท่านก็ไม่ได้อยากเป็นภาระให้เราสักทีเดียว และการชวนผู้สูงอายุไปเที่ยวนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย (บางท่านดื้อมากๆ) แล้วถ้าท่านสามารถทำให้การท่องเที่ยวของคนที่คุณรัก มันง่ายและสะดวกขึ้น คุณว่าเหล่าผู้สูงวัยจะอยากไปเที่ยวกับเราไหม?

 

ข้อดี เมื่อผู้สูงอายุใช้รถเข็นไฟฟ้าไปเดินทางท่องเที่ยว !

  • อีไลฟ์เคยสอบถามลูกค้ามาค่ะ ว่าให้คุณแม่ใช้รถเข็นไฟฟ้าเนี่ยคุณแม่รู้สึกยังไงบ้าง “คุณแม่ชอบมาก เวลาเราไปซุปเปอร์มาร์เก็ต เค้าก็ไม่ต้องมารอเรา เราอยากดูผักเค้าอยากไปดูเสื้อผ้า เค้าสามารถไปดูเองได้เลย ถ้าจะมาเจอกันก็ค่อยโทรหา”  หลักๆก็คือท่านสามารถไปใช้ชีวิตส่วนตัวได้มากขึ้นนั้นเอง
  • ไม่ลำบากเวลาเดินทางไกล ยืดเวลาเที่ยวให้นานมากขึ้น
  • ทำกิจกรรมได้มากขึ้น
  • ไม่เมื่อย ไม่ปวดเข่า (ปวดก้นแทน 555)
  • สามารถใช้ในที่สาธาณะและในที่แคบได้
  • ช่วยผู้สูงอายุถือของได้ จริงๆแล้วรถเข็นวีลแชร์ไม่ได้นั่งอย่างเดียว ยังสามารถแขวนของได้ด้วยนะคะ
  • ผู้สูงอายุรู้สึกอิสระ

และปัจจุบันรถเข็นไฟฟ้าออกแบบมาน้ำหนักเบา สามารถนำขึ้นเครื่องบินได้ ใส่ท้ายรถได้ และลักษณะเด่นของรถเข็นไฟฟ้าสำหรับท่องเที่ยวก็คือจะเป็นแบตลิเธียม เพราะเป็นแบตเตอรี่ที่มีความจุเยอะ ใช้งานได้นาน ที่สำคัญน้ำหนักเบามากไม่ต้องแบกให้หนักเหมือนเมื่อก่อนแล้วค่ะ ถูกใจผู้สูงวัยหัวใจฟรุ้งฟริ้งแน่นอน

มาดูลักษณะรถเข็นไฟฟ้าสำหรับการท่องเที่ยวกันดีกว่า ว่าต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ?

  • ข้อแรกแน่นอนเลยค่ะว่าต้องมีน้ำหนักเบา แต่อย่างลืมนะคะว่ารถเข็นไฟฟ้าเป็นระบบไฟฟ้า มีมอเตอร์และแบตเตอรี่ในการทำงานดังนั้นน้ำหนักเบาที่ว่าเนี่ย ไม่ใช่ 2-3 กิโลแน่นอน  แต่รถเข็นไฟฟ้าสำหรับท่องเที่ยวโดยทั่วไปจะมีน้ำหนักเริ่มต้นที่ 13.5 กิโลกรัมค่ะ
  • สามารถพับ-เก็บได้ เพื่อการขนย้ายสะดวก ไม่ว่าจะใใส่ท้ายรถหรือเครื่องบิน
  • ล้อยางตันและขนาดเล็ก ความพิเศษของล้อยางตันคือไม่ต้องเติมลม ทนทานต่อแรงกระแทก ที่สำคัญสวยค่ะ
  • แบตเตอรี่ส่วนใหญ่เป็นแบตลิเธียม เพราะมีน้ำหนักเบา และความจุของแบตมากกว่าแบตธรรมดาทั่วไป จะมีน้ำหนักไม่เกิน 9 กิโลกรัม
  • โครงสร้างเป็นอลูมิเนียม เชื่อมโยงกับข้อแรกค่ะ เพราะอลูมิเนียมจะมีน้ำหนักเบากว่าเหล็ก ไม่ขึ้นสนิม ทำให้เกิดความสึกหลอได้ยาก

รถเข็นไฟฟ้ากับผู้สูงอายุ หากเรามองจริงๆ คงเป็นของคู่กันไปแล้ว จริงๆอีไลฟ์อยากลบภาพสำหรับใครที่รู้สึกไม่ดีกับรถเข็นอยู่ อะไรที่เข้ามาช่วยใก้ชีวิตเรามันง่ายขึ้นยังก็คือของมีประโยชน์ชิ้นนึง อยากให้ท่านมองวีลแชร์ให้เหมือนกับท่านใช้สมาร์ทโฟนเพราะเป็นเรื่องปกตินั้นเอง แต่หากยังไม่อยากใช้รถเข็นวีลแชร์จริงๆ รถสกูตเตอร์ไฟฟ้าก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นเดียวกันค่ะ

 


วิธีดูแลความรู้สึกทางจิตใจในวัยสูงอายุ

วิธีดูแลความรู้สึกทางจิตใจในวัยสูงอายุ

ผู้สูงอายุถือว่าเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลง อวัยวะต่างๆมีการเสื่อม ไม่ว่าจะเป็นกำลังวังชา หรือสุขภาพร่างกายที่เริ่มถดถอยน้อยลง ความแข็งแรงของสุขภาพร่างกาย กล้ามเนื้อ และสุขภาพทางการเดินเคลื่อนไหวค่อนข้างยากลำบาก สายตาสั้นลง เนื้อหนังเหี่ยวย่น  หรือว่าแม้แต่กระทั่งความรู้สึกทางจิตใจและอารมณ์ ยิ่งอายุมากขึ้นตัวผู้สูงอายุเองจะกลายเป็นคนที่คิดเยอะขึ้น มีบางอารมณ์ก็น้อยใจ เรียกง่ายๆได้ว่าหลายร้อยอารมณ์นั่นเอง เนื่องจากผู้สูงอายุจะประสบพบเจอกับการสูญเสียในชีวิตมากมากเช่น สูญเสียคนใกล้ตัว สูญเสียคู่ชีวิต สูญเสียคู่แต่งงาน และสูญเสียหน้าที่การงาน  หรือมีความรู้สึกว่าตัวเองไม่อยากเป็นภาระของลูกหลาน ไม่อยากที่จะต้องให้ลูกหลานต้องคอยมานั่งดูแล


“นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุจะต้องปรับตัวมากขึ้น เมื่อก้าวเข้าสู่วัยผู้สุงอายุ หากผู้สูงอายุไม่สามารถปรับตัวได้และหากสะสมเป็นระยะเวลานานก็อาจจะพบปัญหาเรื้อรังจนทำให้ผู้สูงอายุอาจป่วยกลายเป็นผู้ป่วยโรคซึ่มเศร้า ซึ่งอาจทำให้ผู้สูงมีความเสี่ยงในการที่จะฆ่าตัวตาย ซึ่งปัญหาสุขภาพจิตของผู้สูงอายุที่พบบ่อย ได้แก่ ความวิตกกังวล ซึมเศร้า นอนไม่หลับ ระแวง และความจำเสื่อม” 

สาเหตุของปัญหาสุขภาพจิตผู้สูงอายุ
ปัจจุบันผู้สูงอายุที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่วัยทองหรือสูงอายุเต็มตัวนั้น มักจะพบปัญหาที่รบกวนจิตใจของผู้สูงอายุจะเป็นเรื่องสัมพันธภาพในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นโดยเฉพาะคนในครอบครัว และสิ่งที่ไวต่อความรู้สึกของผู้สูงอายุเอง โดยจะมีสุขภาพที่ไม่สดชื่นแจ่มใสเท่าที่ควร เนื่องจากมีสาเหตุได้หลากหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบถึงต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้สูงอายุ จนทำให้เสียสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ และสิ่งที่ไวต่อความรู้สึกของผู้สูงอายุที่สุดคือการเสียหน้า การเสียคุณค่า และการเสียความเคารพจากผู้อื่น ส่วนปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุก็คือ เรื่องความเครียด ความวิตกกังวล ความรู้สึกเหงา ความรู้สึกหว่าเว้ จู้จี้ ขี้บ่น การกลัวถูกทอดทิ้ง รู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า และนอนไม่หลับ โดยมีความรู้สึกดังนี้

ความเครียด เป็นสภาวะจิตใจและร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นผลจากการปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมในการรับมือต่อสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้าต่างๆ ในสิ่งแวดล้อมที่บีบคั้น กดดัน คุกคามให้เกิดความทุกข์ความไม่สบายใจ หรือความไม่พอใจ รู้สึกหงุดหงิด โกรธ คนหรือสภาวการณ์รอบๆตัวอาการความเครียดของผู้สูงอายุเหล่านี้ เราสามารถช่วยเหลือได้โดยวิธีการเข้าไปพูดคุย สร้างสัมพันธภาพให้ผู้สูงอายุ สอบถามสารทุกข์สุขดิบให้สมาชิกคนในครอบครัวสามารถชวนผู้สูงอายุพูดคุย ไม่ให้รู้สึกว่าผู้สูงอายุจะต้องอยู่ตัวคนเดียว ชวนออกไปเที่ยวข้างนอกเปิดหูเปิดตา ทานข้าวนอกบ้าน เดินทางไปเปลี่ยนบรรยากาศการนอนที่ต่างจังหวัด หรืออย่างผู้สูงอายุบางท่าน ไม่สามารถเคลื่อนไหว หรือ เดินนานๆ ได้ เราก็สามารถหาตัวช่วยสำหรับพาผู้สูงอายุเดินทางออกไปข้างนอก นั่นก็คือรถเข็นไฟฟ้า หรือวีลแชร์ไฟฟ้า ที่เหมาะสำหรับการพกพาใส่ท้ายรถ มีน้ำหนักเบา ให้ผู้สูงอายุช่วยเหลือตัวเองโดยเป็นการบังคับรถเข็นไฟฟ้าเอง รู้สึกว่าตัวเองเป็นอิสระ ไม่เป็นภาระของใคร อยากจะไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการจะไปก็สามารถไปได้ รถเข็นไฟฟ้าจะช่วยทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกผ่อนคลาย รู้สึกว่ายังสามารถไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเอง จะให้ความรู้สึกดีกว่าการนอนอยู่บนเตียงที่บ้านด้วยบรรยากาศแบบเดิมซ้ำๆ

เดินทางขึ้นเครื่องบินโดยรถเข็นไฟฟ้า รุ่น Lite1

รีวิวผู้สูงอายุนั่งรถเข็นไฟฟ้าเที่ยวเชียงคาน จังหวัดเลย


การพาผู้สูงอายุได้เดินทางท่องเที่ยว ถือเป็นการเปิดหูเปิดตาที่ดี ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกผ่อนคลายความเครียด สนุกสนาน เพลิดเพลิน และทำให้มีความสุขเป็นอย่างมาก วัยสูงอายุเองก็เป็นวัยที่ต้องการท่องเที่ยว ได้พบปะสังสรรค์ พบปะผู้คน ชื่นชมความงานเช่นเดียวกันกับวัยรุ่นหนุ่มสาว แต่ด้วยข้อจำกัดต่างๆ ที่เป็นปัญหาทำให้ไม่สามารถทำในสิ่งที่ชื่นชอบได้ ลูกหลานและสมาชิกในครอบครัวเองควรเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่จะพาผู้สูงอายุไปเที่ยวทุกครั้งเมื่อมีโอกาส เพราะบางทีผู้สูงอายุอาจจะรอคุณชวนอยู่ก็ได้ ที่สำคัญอย่าเพิ่งไปกังวลว่าทริปที่มีผู้สูงอายุร่วมไปด้วย จะทำให้การเดินทางลำบากมากขึ้น หรือจะเคลื่อนพลไปไหนก็กลัวจะไม่สะดวก ไม่คล่องตัว แล้วจะทำให้ทริปนั้นหมดความสนุกไป แต่ที่จริงแล้วหากคุณมีการวางแผนล่วงหน้าที่ดี เตรียมตัวกับเรื่องต่างๆ ให้พร้อม สิ่งที่คุณกังวลก็จะหมดไปได้  หากผู้สูงอายุรู้สึกผ่อนคลาย อาจจะให้ปัญหาที่เกิดจากความเครียด ความวิตกกังวล  แต่สำหรับผู้สูงอายุหลายๆ ท่านที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเดินช้า เดินไม่ไหว หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว จำเป็นจะต้องมีอุปกรณ์ช่วยเหลือ นั่นก็คือรถเข็นวีลแชร์ วีลแชร์ไฟฟ้า หรือรถเข็นไฟฟ้า คงจะมีความกังวลไม่น้อยว่าจะเที่ยวสนุกหรือไม่ พื้นที่ในการพกพารถเข็นวีลแชร์ วีลแชร์ไฟฟ้า หรือรถเข็นไฟฟ้านั้นไม่เพียงพอที่จะสามารถใส่ท้ายรถไปด้วยได้ แต่ในปัจจุบันเรามีรถเข็นที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งรูปลักษณะ คุณสมบัติ ที่เหมาะสมกับบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล หรือเหมาะสำหรับการพกพาให้เลือกหลากหลายยิ่งขึ้น โดยรถเข็นวีลแชร์ วีลแชร์ไฟฟ้า หรือรถเข็นไฟฟ้าที่คนนิยมกันส่วนใหญ่จะเลือกใช้งานจะเป็นรถเข็นวีลแชร์ที่มีน้ำหนักเบา สามารถพับเก็บได้เล็ก กระทัดรัด และที่สำคัญคนดูแลสามารถยกขึ้นรถได้ มีทั้งแบบเป็นรถเข็นวีลแชร์ธรรมดา (Wheelchair Manual) และวีลแชร์ไฟฟ้า,รถเข็นไฟฟ้า (Power Wheelchair) หลากหลายรูปแบบให้ได้เลือกใช้งานได้ตรงตามลักษณะของผู้สูงอายุอีกด้วย

ความวิตกกังวล โดยส่วนใหญ่ผู้สูงอายุมักจะมีความวิตกกังวลที่ต้องพึ่งพาลูกหลาน และมักจะแสดงออกชัดเจน เป็นความกลัว ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง กลัวไม่มีคนเคารพยกย่องนับถือกลัว ว่าตนเองไร้ค่ากลัวถูกทอดทิ้ง  บางอย่างอาจะจะเป็นปัญหาการวิตกกังวลไปเอง โดยวิธีแก้ปัญหาจะเริ่มด้วยการสอนให้คิด และวิธีปรับมุมมองให้กว้าง หรืออาจจะดึงลูกหลานเข้ามาสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้สูงอายุ

รู้สึกว่าลูกหลานไม่เคารพ รู้สึกว่าตนเองถูกลูกหลานทอดทิ้ง รู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า เป็นธรรมดาเมื่อผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้นก็กลัวว่าลูกหลานที่ค่อยๆเจริญเติบโต จะไม่เชื่อฟังคำสอน และเวลาคุยด้วยจะไม่มีใครฟัง เมื่อบอกลูกหลานแล้วลูกหลานหรือคนในครอบครัวไม่รับฟัง ก็จะมีความรู้สึกน้อยใจ รู้สึกเสียใจคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่า การแก้ไขปัญหานี้คือทุกคนในครอบครัวต้องให้เวลากับผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก พูดคุยด้วยบ่อยๆ ไม่ให้ผู้สูงอายุรู้สึกเหงา หาเวลาว่างทำกิจกรรมร่วมกัน หรือพาไปเปลี่ยนบรรยากาศนอกบ้าน เท่านี้ผู้สูงอายุก็รู้สึกว่าคนในครอบครัว และลูกหลานยังให้ความสำคัญ

จู้จี้ขี้บ่น เป็นธรรมชาติและธรรมดาของผู้สูงอายุที่จะจู้จี้ จุกจิก และบ่นเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจมากนัก เนื่องจากผู้สูงอายุไม่สามารถลงมือทำอะไรด้วยตัวเอง ด้วยเนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพและการเคลื่อนไหว จึงจำเป็นต้องมีผู้ช่วย หรือผู้ดูแล เมื่อผู้ช่วยหรือผู้ดูแลทำไม่ถูกใจ ก็จะบ่น จู้จี้ จุกจิก เป็นเรื่องธรรมดา ที่สำคัญต้องไม่ชวนทะเลาะหรือเก็บเรื่องที่ผู้สูงอายุบ่นมาเป็นอารมณ์ แต่พยายามทำความเข้าใจธรรมชาติของผู้สูงอายุที่มีลักษณะ ยํ้าคิดยํ้าทำและติดอยู่กับอดีต และไม่ควรตอบโต้ด้วยอารมณ์ที่รุนแรง

ดังนั้นกล่าวคือสุขภาพจิตใจของผู้สูงอายุ ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่ง ที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวต้องช่วยกันดูแลและเอาใจใส่ จิตใจของผู้สูงอายุเปราะบางคล้ายคลึงกับเราในสมัยเด็กที่ไม่ว่าเจออะไรนิดๆหน่อย ก็มีผลต่อจิตใจ เสียใจ น้อยใจ หรือร้องไห้ นั่นก็เหมือนกับผู้สูงอายุ ที่เมื่ออายุมากขึ้นก็รู้ว่าไม่อยากเป็นภาระของลูกๆหลานๆ และสมาชิกในครอบครัว อยู่ๆ ก็มีอาการน้อยใจ หดหู่ มีความวิตกกังวล เราเป็นลูกเป็นหลาน เป็นคนดูแลผู้สูงอายุ สิ่งที่เราสามารถทำได้นั่นก็คือพูดคุย สอบถามถึงกิจวัตรประจำวัน สารทุกข์สุขดิบทั่วๆไป หรือพูดคุยสอบถามเกี่ยวกับปัญหาที่เจอในแต่ละวัน ให้คำปรึกษาและให้กำลังใจผู้สูงอายุ ไม่ควรปล่อยให้ผู้สูงอายุอยู่แต่ในบ้าน ควรพาออกไปข้างนอก พบปะสังสรรค์กับครอบครัว หรือพาไปพบเพื่อน แต่หากในขณะที่พาผู้สูงอายุเดินทางออกนอกบ้านแล้วพบปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุ อาจจะแนะนำให้ผู้สูงอายุใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน หรืออาจนั่งรถเข็นวีลแชร์ แต่ปกติแล้วผู้สูงอายุที่ยังพอสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จะไม่คอยชอบเป็นภาระของผู้อื่น อยากที่จะเดินทางไปไหนมาไหนอย่างเป็นอิสระ ดังนั้นรถเข็นไฟฟ้า หรือวีลแชร์ไฟฟ้าจึงเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ชอบใช้ชีวิตแบบอิสระมากที่สุดค่ะ


เตียงไฟฟ้าสำหรับผู้สูงอายุรุ่น EB-55 ปรับได้ 5 ฟังก์ชั่น

นอนไม่หลับ ผู้สูงอายุที่มีปัญหานอนไม่หลับ มักจะชอบตื่นขึ้นกลางดึกหรือไม่ก็ ตื่นเช้ากว่าปกติและเมื่อตื่นแล้วก็หลับต่อยาก ทำให้รบกวนสมาธิคนอื่นในบ้านที่กำลังนอนหลับอยู่ด้วย ทั้งนี้สาเหตุของการนอนไม่หลับ อาจเกิดจากการนอนกลางวันมากเกินไป ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายหรือใช้แรงงาน ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียเมื่อได้เวลานอนอาจวิตกกังวลบางเรื่องอยู่ ที่นอนไม่สบายอากาศร้อนหรือเย็นเกินไป มีปัญหาทางร่างกายที่รบกวนการนอน ดังนั้นเราควรสร้างบรรยากาศการนอนให้กับผู้สูงอายุ ให้รู้สึกอบอุ่น เหมือนมีคนคอยดูแลตลอดเวลา หากเป็นผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ควรใช้เตียงไฟฟ้าปรับระดับได้สำหรับผู้สูงอายุ แต่..จะมีผู้สูงอายุหลายๆ ท่านไม่อยากใช้เตียงไฟฟ้าที่เป็นไฟเบอร์กลาส หรือเตียงผู้ป่วยแบบมือหมุนเนื่องจากจะรู้สึกว่าตัวเองเหมือนผู้ป่วยตามโรงพยาบาล ดังนั้นเตียงไฟฟ้าสำหรับผู้สูงอายุที่เราเลือกใช้ ควรเน้นเป็นเตียงไฟฟ้าแบบโฮมแคร์ (Homecare) เตียงไฟฟ้าบ้านๆ ที่สร้างบรรยากาศอบอุ่นให้กับผู้สูงอายุรู้สึกว่าอยู่บ้าน ไม่ใช่ผู้ป่วย เพราะสภาพแวดล้อมก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ผู้สูงอายุนอนไม่หลับได้เช่นกัน



และในเวลากลางคืน หากผู้สูงอายุนอนหลับ ไม่ควรที่จะปิดไฟจนมืดเกินไป อาจทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกอึดอัด หายใจไม่ออก นั่นอาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุนอนไม่หลับก็ได้  เราจึงควรมีแสงไฟเพื่อส่องสว่างให้กับผู้สูงอายุ ให้ผู้สูงอายุพอจะมองเห็นสิ่งของรอบๆ ตัว ทำให้ไม่อึดอัด แต่หลอดไฟทั่วไปมีแสงที่สว่างจ้ามากเกินไป อาจทำให้รบกวนสายตาของผู้สูงอายุและรบกวนเวลาการพักผ่อนหลับนอนของคนในครอบครัว แต่จะมีอุปกรณ์เสริมไฟใต้เตียงเรียกว่า Smart Care  เป็นอุปกรณ์เสริมที่ช่วยในเรื่องดีไซน์ความสวยงาม การสร้างบรรยากาศการนอนให้กับผู้สูงอายุ มีแสงสว่างเล็กน้อยในการนอนเวลากลางคืน และเพื่อฝึกให้ผู้สูงอายุสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ นั่นก็คือการ เปิด-ปิดไฟ หรือปรับระดับแสงสว่างของไฟได้ตามความต้องการ ไฟดวงนี้เป็นไฟ Warm light ถนอมสายตา ไม่สว่างจ้า รบกวนการนอนของผู้สูงอายุและคนในครอบครัว และหากผู้สูงอายุเกิดต้องการลุกขึ้นจากที่นอนกลางดึก ไฟใต้เตียงก็จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถมองเห็นสิ่งกีดขวางได้ ถือว่าช่วยในเรื่องการมองเห็นได้ดีและปลอดภัยมากๆ ค่ะ

“ข้อดีของไฟใต้เตียง จะช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกอบอุ่น รู้สึกปลอดภัยทุกครั้งเมื่อตื่นขึ้นมากลางดึก ทำให้ผู้สูงอายุมองเห็นรอบๆ หรือเห็นคนในครอบครัวกำลังหลับอยู่ ดังนั้นความรู้สึกของผู้สูงอายุ ที่รู้สึกว่าไม่ปลอดภัย รู้สึกเครียดหรือรู้สึกกังวลจะค่อยๆ คลายออกไป การสร้างบรรยากาศในการนอนหลับ เป็นเรื่องที่สมาชิกในครอบครัวสามารถสร้างจำลองให้กับผู้สูงอายุได้ เพื่อการนอนหลับพักผ่อนที่ดีของผู้สูงอายุ “

เตียงไฟฟ้าเพื่อผู้สูงอายุ ติดไฟใต้เตียง (ไฟสามารถปรับระดับความสว่างได้)

วิธีช่วยให้ผู้สูงอายุนอนหลับได้ดียิ่งขึ้นดังนี้
1. ให้ความรู้กับผู้สูงอายุเพื่อปรับแผนการนอนให้เหมาะสม
2. ดูแลให้ผู้สูงอายุที่มีอาการเจ็บป่วยทางด้านร่างกายให้ได้รับการจัดการหรือควบคุมอาการต่างๆ ที่ทำให้เกิดความไม่สุขสบายตัว ได้รู้สึกดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อการนอนหลับ ลดปัญหาการปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน โดยแนะนำให้ผู้สูงอายุปัสสาวะก่อนเข้านอนหรือจัดที่นอนให้อยู่ใกล้ห้องน้ำ หรือเตรียมกระโถนไว้ภายในห้องนอน
3. แนะนำให้ผู้สูงอายุรับประทานมื้อเย็นในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ควรรับประทานอาหารในปริมาณที่มากเกินไป อาหารที่ย่อยยากจะทำให้เกิดการอึดอัดแน่นท้อง นอนไม่หลับ ควรให้ผู้สูงอายุสวมใส่เสื้อผ้าที่สบาย  และสุดท้ายอาจจะให้ผู้สูงอายุดื่มนมอุ่นๆ หรือโอวัลตินก่อนนอน
4. ควรมีกิจกรรมให้กับผู้สูงอายุได้ทำในระหว่างวัน เช่น ทำความสะอาดบ้าน รดน้ำต้นไม้ หลีกเลี่ยงการนอนหลับในเวลากลางวัน
5. ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทถั่ว ผักดิบ ของหมักดอง เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้เกิดแก๊ซในกระเพราะอาหารมาก ส่งผลให้รู้สึกไม่สบายตัว ทำให้นอนหลับยาก นอกจากนี้ควรงดอาหารที่มีไขมันสูงก่อนนอน เพราะทำให้ระบบการย่อยอาหารต้องทำงานหนัก
6. ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายก่อนนอน 3 ชั่วโมง เนื่องจากการออกกำลังกายในตอนเย็นหรือก่อนนอนจะเพิ่มระดับการกระตุ้นของระบบประสาทโดยอัตโนมัติ ทำให้นอนหลับได้ยากขึ้น และถ้านอนไม่หลับภายใน 30 นาทีให้ลุกจากเตียงและทำกิจกรรมอื่นเบาๆ จนกว่าจะรู้สึกง่วงนอนอีกครั้ง
7. ช่วยผู้สูงอายุผ่อนคลายกล้ามเนื้อก่อนนอนโดยการนวดตามร่างกายของผู้สูงอายุ ทำให้เกิดการผ่อนคลายทั้งด้านจิตใจและอารมณ์ ช่วยลดความเครียด การฝึกสมาธิช่วยให้จิตใจสงบ จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว การฝึกหายใจแบบลึกๆ ก็เป็นการผ่อนคลายร่างกายช่วยให้การนอนหลับของผู้สูงอายุนั้นดีขึ้น
8. ให้ผู้สูงอายุฟังเพลง ฟังธรรมมะเปิดฟังเบาๆ หรืออ่านหนังสือสวดมนต์และหนังสือที่ชอบเพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียด ช่วยทำให้การนอนหลับดีขึ้นด้วยค่ะ

” ปัญหาของผู้สูงอายุที่นอนไม่หลับ เป็นปัญหาหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการนอนหลับเป็นเวลาที่ร่างกายจะได้พักผ่อนและฟื้นฟูซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ซึ่งหากผู้สูงอายุไม่ได้นอนหลับพักผ่อนหรือพักผ่อนไม่เพียงพอแล้ว ก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เช่น ความคิดความอ่านช้าลง อ่อนเพลีย ความจำไม่ดี ดังนั้น ต้องหันมาดูแลผู้สูงอายุ ให้สามารถนอนหลับพักผ่อนได้อย่างเพียงพอประเด็นหลักของอาการนอนไม่หลับเป็นสิ่งที่เกิดกับผู้ที่เข้าสู่วัยผู้สูงอายุ คนดูแลหรือคนใกล้ตัวผู้สูงอายุจึงจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจและปรับตัวเพื่อตั้งรับและแก้ไขปัญหาได้ แนะนำให้ลองนำวิธีทั้ง 8 ข้อข้างต้นไปปฏิบัติตาม  ถ้าอาการนอนไม่หลับยังไม่ดีขึ้น ก็ควรไปปรึกษาแพทย์ ให้แพทย์ตรวจค้นหาโรค ที่เป็นสาเหตุของการนอนไม่หลับค่ะ ” 

 

รวมวีลแชร์ไฟฟ้าท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุ ราคาดี มีรีวิว (เกรดพรีเมียม)

รวมวีลแชร์ไฟฟ้าท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุ ราคาดี มีรีวิว (เกรดพรีเมียม)

สำหรับใครที่กำลังมองหารถเข็นไฟฟ้าดีๆสักคันพาคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศต้องดูเลย วันนี้อีไลฟ์จะมารวบรวมวีลแชร์ไฟฟ้าท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุจะลงรายละเอียดอย่างลึก การใช้งาน รวมถึงราคาและรีวิวด้วยค่ะ ซึ่งวันนี้จะรวบรวมมาด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่นตัวดังตัวท็อปของทางร้าน และเป็นรถเข็นไฟฟ้าที่น้ำหนักเบาที่สุดในตลาดตอนนี้ มาดูกันเลย

1 Lite1 หรือ Pw-37  รุ่นนี้เป็นรถเข็นไฟฟ้าที่น้ำหนักเบาที่สุด

รถเข็นไฟฟ้าขึ้นเครื่องบิน Lite1
รถเข็นไฟฟ้าพับเก็บได้ Lite1

รายละเอียด

  • รถเข็นไฟฟ้าน้ำหนักเบา 13.5 กิโลกรัม เหมาะสำหรับท่องเที่ยว เดินทางทั้งในและต่างประเทศ สามารถพับเก็บใส่ท้ายรถได้
  • พับแล้วตั้งได้ ลากได้
  • โครงสร้างอลูมิเนียม
  • แบตลิเธียม
  • เป็นล้อยางตันทั้ง 4 ล้อและมีล้อกันหงาย
  • Joystick สามารถย้ายข้างซ้าย-ขาวได้
Model/SKU Lite1 / Pw-37
มอเตอร์ / Motor DC200W*2
เบรค / Brake Electronic Brake ระบบเบรคไฟฟ้า
แบตเตอรี่ / Batteries แบตลิเธียม 29.4V 10AH
ล้อหน้า / Front Wheel 6 นิ้ว
ล้อหลัง / Rear Wheel 12 นิ้ว
รับน้ำหนักผู้นั่งสูงสุด / Max Load 100 กิโลกรัม
ความกว้างโดยรวม / Overall Width 60 เซนติเมตร
ความยาวโดยรวม / Overall Length 98 เซนติเมตร
ความสูงโดยรวม / Overall Height 89 เซนติเมตร
ความสูงจากเบาะถึงพื้น / Seat Height 49 เซนติเมตร
เบาะกว้าง / Seat Width 46 เซนติเมตร
ความสูงของพนักพิง / Backrest Height 40 เซนติเมตร

รถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า  Lite1 หรือ Pw-37  เหมาะกับผู้สูงอายุ น้ำหนัก50-100กิโลกรัม ที่ต้องการใช้ท่องเที่ยวหรือใช้นอกบ้านเป็นหลัก ด้วยที่เป็นรถเข็นที่น้ำหนักเบาที่สุดทำให้พกพาสะดวก

รถเข็นไฟฟ้าผู้หญิงสามารถยกได้ Lite1
รถเข็นไฟฟ้าท่องเที่ยว Lite1
รถเข็นไฟฟ้าผู้หญิงสามารถยกได้ Lite1


2 รุ่น Litepro หรือ Pw-39 ตัวที่2 นี้ก็เป็นตัวเด็ดเหมือนกันค่ะ เพราะมีขนาดที่เล็กแต่นั่งสบาย สามารถพับ-ลากได้ แถมมีจอยสติ๊กบังคับถึง2ตัว (สำหรับผู้ใช้งานและผู้ดูแล)

รถเข็นไฟฟ้าน้ำหนักเบา 16 กิโลกรัม Litepro

Litepro (Pw-39) รถเข็นไฟฟ้าน้ำหนักเบาเพียง 16 กิโลกรัม สำหรับการเดินทางและท่องเที่ยว

  • น้ำหนักเพียง 16 กิโลกรัม
  • สามารถพับ-กางได้
  • โครงสร้างอลูมิเนียม ออกแบบพิเศษให้เบา แต่คงความแข็งแรง
  • Joystick 2 ตัว ตัวแรกที่ตัวรถบังคับโดยผู้นั่ง ตัวที่สอง Wireless บังคับโดยผู้ดูแล
  • ล้อยางตัน 4 ล้อ เจาะรูพิเศษ
  • แถมฟรีกระเป๋าใส่รถเข็นไฟฟ้า
Model/SKU DY01111 / Pw-39
น้ำหนักรวม / Gross Weight 16 กิโลกรัม
รับน้ำหนักได้สูงสุด / Max Load 100 กิโลกรัม
โครงสร้าง /Frame อลูมิเนียม Aluminium
แบตเตอรี่ / Battery ลิเธียม DC24V 10AH
มอเตอร์ / Motor Brushless 250W*2
Controller 1wired 1wireless

รถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า Litepro (Pw-39) เหมาะสำหรับผู้นั่งที่มีน้ำหนัก 50-100 กิโลกรัม ใช้ในการท่องเที่ยวเป็นหลักหรือต้องการใช้ในที่แคบ เพราะเป็นวีลแชร์ไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กกระทัดรัด (เห็นคันเล็กแบบนี้จริงๆแล้วนั่งสบายมากๆ)

วีลแชร์ไฟฟ้าน้ำหนักเบา Litepro
วีลแชร์ไฟฟ้าขึ้นเครื่องบิน
วีลแชร์ไฟฟ้าพับเก็บได้


3. รุ่นสุดท้าย Pw-301Plus เป็นรถเข็นไฟฟ้าที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันในบ้านและสามารถนำไปท่องเที่ยวต่างๆ ได้ทั้งในและนอกประเทศ สามารถพับเก็บใส่ท้ายรถ และปรับเอนนอน 45 องศาได้ด้วย

รถเข็นไฟฟ้าปรับเอนนอน 45 องศา

วีลแชร์ไฟฟ้าผู้สูงอายุ เกรดพรีเมียมเหมาะสำหรับการเดินทางและการท่องเที่ยวและใช้ในชีวิตประจำวัน น้ำหนักเบา สามารถพับเก็บได้

  • รถเข็นไฟฟ้าโครงสร้างอลูมิเนียม
  • รับน้ำหนักผู้นั่งสูงสุด 120 กิโลกรัม
  • มีเบรคล็อคล้อ+ล้อกันหงาย
  • ที่พักแขนสามารถเปิดได้
  • พนักพิงพับเก็บได้
  • รถเข็นไฟฟ้าพับเก็บได้
ระยะทางสูงสุดต่อการชาร์จแบต 1ครั้ง / Max Driving range 25 km
น้ำหนักรถ / Net Weight 18.5 กิโลกรัม
น้ำหนักรวม / Gross Weight 22  กิโลกรัม
ชาร์จแบต / Charger Charging time Ac220 50hz 2A , ใช้เวลาชาร์จ 6 ชั่วโมง
Packaging size 66*39*87  เซนติเมตร

รถเข็นไฟฟ้ารุ่น  Pw-301Plus  เหมาะสมกับผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักเยอะ สรีระใหญ่ น้ำหนักตั้งแต่ 60-120 กิโลกรัม และเป็นผู้ที่ต้องใช้เวลาในการนั่งรถเข็นวีลแชร์บ่อยๆสามารถใช้เป็นรถเข็นไฟฟ้าสำหรับท่องเที่ยวหรือไปโรงพยาบาลและยังสามารถพับเก็บใส่ท้ายรถหรือนำขึ้นเครื่องบินได้อีกด้วย

 


ขับขี่ปลอดภัย เมื่อวัยสูงขึ้น

ขับขี่ปลอดภัย เมื่อวัยสูงขึ้น

การขับรถเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งของความเป็นอิสระ  การพึ่งพาตนเองได้  ผู้สูงอายุไทยจำนวนไม่น้อยที่ยังขับรถแม้อายุมากกว่า 60 ปี  ถึงแม้ไม่มากเท่าฝรั่ง  เพราะผู้สูงอายุที่เป็นฝรั่งมักไม่ได้อยู่กับลูกหลาน  จึงยังต้องช่วยเหลือตัวเองเท่าที่ทำได้  ต้องไปซื้อของเอง ไปธนาคารเอง  ไปนัดสังสรรค์ก็บ่อย  อย่างไรก็ตามในอนาคตข้างหน้าจะมีผู้สูงอายุไทยที่ขับรถมากขึ้น เพราะคนเราอายุยืนขึ้น  แถมปัจจุบัน หนุ่ม ๆ สาว ๆ ก็ขับรถกันมากขึ้น คิดง่าย ๆ นะครับว่าถ้าตอนนี้เรายังขับรถ  พอเราอายุเกิน 60 ปี เราจะเลิกขับหรือเปล่า   ในปัจจุบันนี้ยังไม่ได้มีความตื่นตัวมากนักในด้านระบบการประเมินความพร้อมของผู้สูงอายุที่ยังขับรถอยู่  ทั้งที่อุบัติเหตุทางการจราจรเป็นสาเหตุของการบาดเจ็บพิการ และเสียชีวิตที่สำคัญในประเทศและผู้สูงอายุก็เป็นกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญเนื่องจากสุขภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป

การเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถ
โดยส่วนใหญ่แล้วผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถน้อยกว่าคนหนุ่ม  ๆ สาว ๆ ครับ  สาเหตุก็เพราะว่าผู้สูงอายุมักจะขับรถช้ากว่า ประสบการณ์การขับรถก็ยาวนานกว่า  มักคาดเข็มขัดนิรภัย  และมักไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับรถ แต่ถ้ายิ่งผู้สูงอายุคนไหนขับรถยิ่งเร็วขึ้น ๆ โอกาสการเกิดอุบัติเหตุยิ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าคนหนุ่มสาวครับ โดยส่วนใหญ่  ถ้าอายุเกิน 70 ปี โอกาสเกิดอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้นและยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากถ้าอายุเกิน 80 ปี  และถ้าเมื่อไหร่เกิดอุบัติเหตุขึ้น ผู้สูงอายุมีแนวโน้มเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรง ได้รับอันตรายมากกว่าและโอกาสถึงแก่ชีวิตสูงกว่าคนหนุ่มสาวถึง 9 เท่าครับ

ส่วนของร่างกายที่ใช้ในการขับรถ

การขับรถต้องอาศัยกระบวนการทางร่างกายเหล่านี้ประกอบกัน คือ

  1. สมองแจ่มใส ไม่ขุ่นมัว
  2. สมาธิและความตั้งใจดี
  3. การตัดสินใจที่ว่องไว และแม่นยำ
  4. ความปราดเปรียว แคล่วคล่อง ว่องไว เมื่อเกิดเหตุการณ์คับขัน
  5. การประสานงานของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างดี เช่น ระหว่างมือ แขน ขา คอ เป็นต้น
  6. กำลังกล้ามเนื้อที่เพียงพอ
  7. การขยับส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดีเช่น แขน ข้อไหล่ ลำคอ เป็นต้น
  8. การมองเห็นและการได้ยินที่ดี

* ถ้าเรามีความผิดปกติในด้านใดด้านหนึ่ง จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

ทำไมผู้สูงอายุถึงมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่รถยนต์ได้ง่าย

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถในผู้สูงอายุ คือ

  • อายุมากกว่า85 ปี
  • มีปัญหาด้านการมองเห็น
  • มีภาวะสมองเสื่อม

ผู้สูงอายุมีภาวะต่าง  ๆ ที่เกิดจากความเสื่อมสภาพของร่างกาย คือ กำลังกล้ามเนื้อลดลง ความว่องไวในการตอบสนองต่อเหตุการณ์คับขันช้าลง การทำงานระหว่างอวัยวะต่าง  ๆ ให้ประสานกันได้ไม่ดี และสมาธิลดลงด้วย นอกจากนั้นยังอ่อนล้าง่ายถ้าต้องขับรถนาน  ๆ

โรคต่าง ๆที่เกิดขึ้นในผู้สูงอายุก็มีส่วนในการทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ขอยกตัวอย่างโรคเด่น ๆ ที่มีผลกระทบชัดเจนดังนี้

  • โรคตาชนิดต่าง ๆ เช่น ต้อหิน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม ทำให้ขับรถในเวลาโพล้เพล้หรือตอนกลางคืนแล้วมองไม่ชัดในผู้ป่วยต้อหินยังอาจมีลานสายตาที่แคบทำให้มองเห็นภาพส่วนรอบได้ไม่ดี  ผู้ป่วยโรคต้อหินจะมองเห็นแสงไฟบอกทาง ไฟหน้ารถพร่าได้
  • โรคสมองเสื่อม ในที่นี้หมายถึงเพิ่งเป็นไม่มากนะครับ เพราะถ้าเป็นมากแล้วคงไม่มีใครยอมให้ขับรถแล้ว ผู้ที่สมองเสื่อม มีอาการหลงลืม ขับรถหลงทาง เลี้ยวผิดเลี้ยวถูก การตัดสินใจและสมาธิไม่ดี
  • โรคอัมพฤกษ์ จากโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นโรคที่พบได้พอสมควรในผู้สูงอายุ ทำให้แขนขาไม่มีแรงที่จะขับรถ เหยียบคันเร่ง เหยียบเบรกหรือเปลี่ยนเกียร์ได้ดีบางคนมีอาการเกร็งมากจนขากระตุกเวลาเหยียบคันเร่งหรือเบรก บางคนมีการประสานงานระหว่างแขน ขาไม่ดี หรือสมองสั่งให้แขนขา ทำงานไม่ได้ดีเหมือนเดิม ความไวของการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ลดลง
  • โรคพาร์กินสัน มีอาการแข็งเกร็งมือสั่น บางทีมีเท้าสั่นด้วย ทำอะไรเชื่องช้าลง  ทำให้ขับรถได้ไม่ดี
  • โรคลมชัก ซึ่งพบได้ในผู้สูงอายุมากกว่าคนหนุ่มสาว เมื่อมีอาการชัก จะเกร็ง กระตุก ไม่รู้สึกตัว ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
  • โรคข้อเสื่อม ข้ออักเสบต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อการขับรถเช่น ข้อเข่าเสื่อม ทำให้เหยียบเบรกได้ไม่เต็มที่ ข้อเท้าอักเสบ ปวด จากโรคเก๊าท์ ทำให้ขยับลำบาก โรคกระดูกคอเสื่อม ทำให้ปวดคอ เอี้ยวคอดูการจราจรได้ลำบาก หรือมีอาการปวดหลัง จากกระดูกหลังเสื่อม ทำให้นั่งขับรถได้ไม่นาน
  • โรคอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจ ทำให้อาจมีอาการแน่นหน้าอกเมื่อขับรถนาน ๆ เครียดจากรถติด โรคเบาหวาน ทำให้มีอาการหน้ามืด ใจสั่น สมาธิไม่ดี ตาพร่า ถ้าน้ำตาลในเลือดต่ำลง
  • ยาผู้สูงอายุส่วนใหญ่ต้องรับประทานยา  บางคนรับประทานหลายชนิด บางชนิดมีผลทำให้ง่วงซึม เช่น ยาแก้เวียนศีรษะ ยาลดน้ำมูก ยานอนหลับ ยาคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น ทำให้ง่วงนอน มึนงง สับสนได้เวลาขับรถ  และทำให้การตัดสินใจ สมาธิ และความรวดเร็วในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน ไม่ดี ควรทำอย่างไรถ้ายังต้องการขับรถเมื่ออายุมากแล้ว

ถ้ามีโรคประจำตัว  ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อนว่าสามารถที่จะขับรถได้หรือไม่  ในบ้านเรายังไม่มีผู้ชำนาญการและระบบในการประเมินความปลอดภัยของผู้ขับขี่ที่สูงอายุ  แพทย์จะประเมินการมองเห็น  กำลังกล้ามเนื้อ  การทำงานประสานกันของแขนขา  การเกร็ง สั่นของกล้ามเนื้อ ความสามารถของสมอง และประเมินกระดูกและข้อต่อ  ซักประวัติการรับประทานยาชนิดต่าง ๆ และประเมินโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคลมชัก ภาวะสมองเสื่อม โรคข้อเสื่อม เป็นต้น ว่าเหมาะสมกับการขับรถหรือไม่

 

วิธีปฏิบัติตัวให้ปลอดภัยเมื่อต้องขับขี่รถ

  1. ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความพร้อมของร่างกายในการขับขี่รถที่สำคัญคือ การมองเห็น กำลังกล้ามเนื้อ ความสามารถของสมอง และกระดูกและข้อต่อ
  2. ควรตรวจสอบสภาพรถเป็นระยะเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องฉุกเฉิน
  3. ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เมื่อจะขับรถตลอดจนหลีกเลี่ยงยาต่าง ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม  มึนงง เมื่อต้องขับรถ
  4. หลีกเลี่ยงการขับรถในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย อย่าขับเร็ว
  5. หลีกเลี่ยงการขับรถในช่วงกลางคืน
  6. หลีกเลี่ยงการขับรถในสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม เช่น ฝนตกหนัก เป็นต้น เนื่องจากทำให้มองเห็นเส้นทางไม่ดี
  7. คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่ขับรถ
  8. ถ้าเป็นไปได้ควรมีคนนั่งรถไปด้วยเพื่อช่วยกันดูเส้นทาง  สัญญาณไฟจราจรและดูรถ
  9. ไม่ควรขับรถทางไกลหรือไปในที่รถติดซึ่งต้องใช้เวลาในการขับขี่เป็นเวลานาน มีเบอร์โทรศัพท์ที่จำเป็นติดตัวเสมอ เพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉิน เช่น เบอร์โรงพยาบาล เบอร์ศูนย์รถยนต์ หรือเบอร์ช่วยเหลือฉุกเฉินต่างๆที่จำเป็น

ข้อมูลจาก

รศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันละสังคม
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ขอบคุณรูปจาก http://www.mqdc.com/