fbpx

Q&A คำถามสุดฮิตพิชิตข้อสงสัย (รถเข็นไฟฟ้า)

Q&A คำถามสุดฮิตพิชิตข้อสงสัย (รถเข็นไฟฟ้า)

 

ปัจจุบันนี้เรียกได้ว่าเป็นยุคแห่งเทคโนโลยี หรือเรียกได้ว่าเป็นยุคออนไลน์ ผู้คนมากมายส่วนใหญ่ล้วนรู้จักกับโลกออนไลน์เป็นอย่างดี ตอนนี้คนไทยหลายๆ คน ก่อนจะซื้อสินค้าอะไร มักจะใช้วิธีการค้นหาจากอินเตอร์เน็ตหรือพี่กู (กูเกิ้ล) Google เพื่อเช็คราคา และหาข้อมูลสินค้าที่ต้องการซื้อกันก่อนเพื่อเป็นการประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ และส่วนใหญ่คนไทยมักจะชอบสั่งสินค้าออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ตเช่นเดียวกัน เนื่องจากง่าย สะดวกสบาย และรวดเร็ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเลื่อนดูข้อมูลผ่านจอโทรศัพท์มือถือและคลิกสั่งสินค้าได้เพียงปลายนิ้ว แต่ก่อนจะสั่งซื้อสินค้าที่ราคาหลักหมื่น ต้องผ่านกระบวนการคิดและการตัดสินใจ แน่นอนสิ่งแรกคือต้องคำนึงถึงรายละเอียดข้อมูลของสินค้าเหล่านั้นอย่างละเอียด ลูกค้าหลายๆ ท่าน ก็มักจะมีคำถามมากมายที่ยังไม่เข้าใจสักเท่าไหร่นักเกี่ยวกับรถเข็นไฟฟ้า และวิธีการเลือกรถเข็นไฟฟ้าที่เหมาะสม สะดวก สบาย และใช้งานได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด วันนี้เรามีคำตอบค่ะ

สารบัญคำถามที่พบบ่อยสำหรับมือใหม่ที่กำลังเลือกซื้อรถเข็นไฟฟ้าเพื่อการใช้งานคุ้มค่าที่สุด 

  • รถเข็นไฟฟ้ามีน้ำหนักเบาที่สุดกี่กิโลกรัม ?
  • รถเข็นไฟฟ้ารับน้ำหนักได้สูงสุดเท่าไหร่ ?
  • รถเข็นไฟฟ้าสามารถพกพาขึ้นเครื่องบินได้หรือไม่ ?
  • รถเข็นไฟฟ้าสามารถพับเก็บได้หรือไม่
  • รถเข็นไฟฟ้ามีการรับประกัน หรือบริการหลังการขาย ?
  • อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ใช้ได้นานแค่ไหน ?
  • เลือกรถเข็นไฟฟ้าแบบไหนจึงจะเหมาะกับผู้ใช้งาน ?
  • รถเข็นไฟฟ้ารุ่นไหนที่ผู้สูงอายุ หรือคนแก่เลือกใช้งาน ?
  • ทำไมรถเข็นไฟฟ้าล้อใหญ่ถึงหนัก ?
  • มีหน้าร้านสามารถทดลองสินค้าได้หรือไม่ ?
  • มีบริการจัดส่งสินค้าทั่วประเทศไทยหรือไม่ ?
  • รถเข็นไฟฟ้าสามารถใช้งาน หรือรถเข็นไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนบนพื้นผิวที่ขรุขระได้หรือไม่ ?
  • หากรถเข็นไฟฟ้ามีปัญหา แก้ไขอย่างไรได้บ้าง
  • ซื้อรถเข็นไฟฟ้าสามารถออกใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงินได้หรือไม่ ?
  • ซื้อรถเข็นไฟฟ้ากับ Elife ดีกว่าอย่างไร ?

คำถามเหล่านี้ มักจะเป็นคำถามที่ลูกค้าสอบถามข้อมูลกันเข้ามากันบ่อยที่สุด เพื่อเป็นการประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อรถเข็นไฟฟ้า ผู้ซื้อต้องทราบข้อมูลรถเข็นไฟฟ้าอย่างละเอียด เนื่องจากหากซื้อรถเข็นไฟฟ้าไปใช้งานแล้ว ต้องได้ใช้ประโยชน์จากรถเข็นไฟฟ้าสูงสุด และคุ้มค่ากับเงินที่จะต้องเสียไป เรามาตอบคำถามเหล่านี้กันเลยดีกว่าค่ะ


Q : รถเข็นไฟฟ้ามีน้ำหนักเบาที่สุดกี่กิโลกรัม ? 

A : เมื่อหลายปีที่แล้วรถเข็นไฟฟ้า น้ำหนักเบาสุดจะอยู่ที่ 29 กิโลกรัม สำหรับเมื่อก่อนถือว่าค่อนข้างเบาที่สุดแล้ว และปัจจุบันนี้ ร้านรถเข็นไฟฟ้า Elife ได้มีการพัฒนารถเข็นไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและระบบดีขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด จึงได้ผลิตและจัดจำหน่ายรถเข็นไฟฟ้าที่มีน้ำหนักเบาด้วยกันถึง 4 รุ่น โดยเรียกกลุ่มรถเข็นไฟฟ้ากลุ่มนี้ว่า กลุ่ม Lite หรือที่เรียกว่าน้ำหนักเบานั่งเอง โดยรถเข็นไฟฟ้ากลุ่ม Lite มีน้ำหนักเบาที่สุด 13.5 กิโลกรัม และน้ำหนัก หนักที่สุดอยู่ที่ 18 กิโลกรัมนั่นเอง โดยแต่ละรุ่นนั้นจะมีสเปคที่แตกต่างกันออกไปดังนี้

  •  รุ่น Lite1 รถเข็นไฟฟ้าน้ำหนักเบา 13.5 กิโลกรัม รุ่นนี้เป็นรุ่นที่น้ำหนักเบาที่สุดในตลาดตอนนี้ค่ะ รถเข็นไฟฟ้ารุ่น Lite1 โครงสร้างทำจากแม็กนีเซียม หรือเป็นวัสดุเดียวกันกับที่ใช้ผลิตปีกเครื่องบิน ซึ่งคุณสมบัติก็คือน้ำหนักเบา โครงสร้างแข็งแรง รับน้ำหนักได้สูงถึง 120 Kg.  แบตเตอรี่รุ่นนี้เป็นลิเธียมไอออน ซึ่งสามารถพกพาเดินทางโดยเครื่องบินได้ ถูกต้องตามหลักการบินพลเรือน รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ลูกค้านิยมเลือกใช้กันเป็นอย่างมาก เพราะมีน้ำหนักที่เบามากๆ สามารถยกใส่ท้ายรถได้สบาย รถเข็นไฟฟ้าน้ำหนักเบาต้องยกให้ Lite1 เป็นอันดับ 1 ค่ะ

 

  • รุ่น Lite pro รถเข็นไฟฟ้าน้ำหนักเบา 16 กิโลกรัม ซึ่งรถเข็นไฟฟ้ารุ่นนี้มีน้ำหนักเบารองลงมา และขอแนะนำเลยว่ารถเข็นไฟฟ้ารุ่น Lite pro มีสมรรถนะที่สูง รับน้ำหนักได้สูงถึง 120 กิโลกรัม  และที่สำคัญคุณภาพดีมากๆ การขับเคลื่อนสมูท เหมาะสำหรับผู้สูงอายุใช้งาน แบตเตอรี่เป็นแบตลิเธียมไอออน สามารถพกพาเดินทางท่องเที่ยวได้ เดินทางโดยเครื่องบินได้ เพราะสามารถพับเก็บได้เล็กที่สุด และกระทัดรัดมากๆ ยกใส่ท้ายรถได้ง่าย จุดเด่นของรถเข็นไฟฟ้ารุ่น Lite pro มี Joystick(ตัวบังคับ) 2 ตัว ตัวแรก ที่ติดมากับตัวรถบังคับโดยผู้นั่ง ตัวที่สอง Wireless บังคับโดยผู้ดูแล หรือสามารถให้ผู้อื่นบังคับให้ได้ รุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่มีตัวบังคับไร้สายและที่สำคัญคุณภาพดีมากๆ อีกด้วย

 

  • รุ่น Lite plus รถเข็นไฟฟ้าน้ำหนักเบา 18 กิโลกรัม รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ชูนวัตกรรมสุดๆ คือหน้าจอเป็นดิจิตอล สามารถเปิดวิทยุฟังได้ เชื่อมต่อบลูทูธเพื่อฟังเพลงได้ เหมาะสำหรับสายสุนทรีย์มากๆ ขับรถเข็นไฟฟ้าไปแถมยังได้นั่งฟังเพลงอีกด้วย รุ่นนี้แบตเตอรี่เป็นลิเธียมไอออน สามารถพกพาขึ้นเครื่องบินได้อีกเช่ากัน จุดเด่นที่สำคัญอีกหนึ่งอย่าง คือรถเข็นไฟฟ้ารุ่น Lite plus สามารถพับเก็บและมีที่จูงลากเหมือนกระเป๋าเดินทางได้อีกด้วย

Q :  รถเข็นไฟฟ้ารับน้ำหนักได้สูงสุดเท่าไหร่ ?

โดยปกติแล้ว รถเข็นไฟฟ้าจะมีกำลังมอเตอร์ข้างละ 250 Wat (วัตต์) นั่นแปลว่าสามารถรองรับน้ำหนักผู้นั่งได้สูงถึง 150 กิโลกรัม และยังสามารถขับเคลื่อนได้ดี และมีกำลังมอเตอร์มากพอที่จะขับขึ้นทางลาดชันได้ ดังนั้น รถเข็นไฟฟ้า จะรับน้ำหนักได้สูงถึง 100-150 กิโลกรัม หากผู้สูงอายุ คนแก่ หรือคนพิการ มีน้ำหนักถึง 120 กิโลกรัม ก็แปลว่าใช้งานได้ สบายมากๆ ค่ะ

 

 Q :  รถเข็นไฟฟ้าสามารถพกพาขึ้นเครื่องบินได้หรือไม่ ? 


รถเข็นไฟฟ้าสามารถพกพาขึ้นเครื่องบินได้ค่ะ เบื้องต้นขออธิบายก่อนว่าปกติตัวรถเข็นไฟฟ้าเอง สามารถพกพาขึ้นเครื่องบินได้อยู่แล้วแน่นอน แต่..กฎการบินพลเรือนมีข้อกำหนดไว้ว่าการพกพารถเข็นไฟฟ้าขึ้นเครื่องบินนั้น แบตเตอรี่จะต้องถอดออกจากตัวรถเข็นไฟฟ้าได้โดยง่าย เพื่อพกแบตเตอรี่ Carry on board (พกใส่กระเป๋า) นำขึ้นเครื่องบินไปด้วย และที่สำคัญไปกว่านั้นยังกำหนดไว้อีกว่า แบตเตอรี่รถเข็นไฟฟ้าที่สามารถพกพาขึ้นเครื่องบินได้นั้นแบตเตอรี่จะต้องเป็นแบตเตอรี่ประเภทลิเธียมไอออนเท่านั้น และความจุของแบตเตอรี่จะต้องไม่เกินกว่าที่สายการบินกำหนด (300Wh) หากเราต้องการพกพารถเข็นไฟฟ้าขึ้นเครื่องบินด้วย แนะนำให้แจ้งทางสายการบินก่อนทุกครั้งค่ะ

 Q :  รถเข็นไฟฟ้าสามารถพับเก็บได้หรือไม่?

รถเข็นไฟฟ้าทุกรุ่นของ Elife สามารถพับเก็บได้ทุกรุ่น เนื่องจากดีไซน์รถเข็นไฟฟ้าของเราถูกออกแบบมาให้เหมือนเก้าอี้รถเข็นไฟฟ้า มากกว่าจะเป็นวีลแชร์ (Wheelchair) ธรรมดาๆ ทั่วๆไป ซึ่งดีไซน์จะถูกใจวัยรุ่นหนุ่่มสาว และผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก เพราะดีไซน์รถเข็นไฟฟ้า Elife ของเราทันสมัย และที่สำคัญโครงสร้างแข็งแรง และใช้งานได้เป็นอย่างดี

 

 Q : รถเข็นไฟฟ้ามีการรับประกัน หรือบริการหลังการขาย ? 

รถเข็นไฟฟ้าสินค้ามีรับประกัน 2 ปี ทางเรามีใบรับประกันสำหรับรถเข็นไฟฟ้าให้กับลูกค้าไว้ 1 ชุด และเก็บไว้กับ Elife อีก 1 ชุด เพื่อเป็นหลักฐานระหว่างเราและลูกค้าว่ารถเข็นไฟฟ้ามีการซื้อขายกันตั้งแต่เมื่อไหร่ และเริ่มต้นและสิ้นสุดวันรับประกันเมื่อไหร่ และที่สำคัญรถเข็นไฟฟ้าของ Elife เอง เป็นสินค้าสั่งผลิตเองโดยตรง มีโรงงานผลิต ดังนั้นอะไหล่ทุกชิ้นส่วน เรามีบริการสำหรับลูกค้าที่ใช้รถเข็นไฟฟ้า Elife โดยเฉพาะ หากในอนาคตใช้งานจนเสื่อมสภาพแล้ว สามารถส่งรถเข็นไฟฟ้าให้เราซ่อมบำรุงและดูแลได้ตลอดอายุการใช้งานเลยค่ะ

 Q : อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ใช้ได้นานแค่ไหน ?  


ปกติแล้ว แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานได้นาน 2-3 ปี ขึ้นอยู่กับดูแลของแต่ละท่าน หากเราไม่ปล่อยให้รถเข็นไฟฟ้าใช้งานจนแบตหมดเกลี้ยงแล้วดับบ่อยๆ จะยืดอายุการใช้งานของแบตได้นาน เปรียบเหมือนแบตโทรศัพท์มือถือหากใช้งานหนักจนทำให้แบตหมดจนเครื่องดับ มีโอกาสทำให้แบตเตอรี่เสื่อมไวขึ้น หรือหากรถเข็นไฟฟ้าไม่ได้ใช้งานนานๆ แนะนำว่า 1 เดือน ให้นำแบตเตอรี่ออกมาชาร์จแบตทิ้งไว้ 1-2 ครั้ง และหลังจากนั้นดึงขั้วแบตเตอรี่ออกจากรถเข็นไฟฟ้าด้วย ก็จะช่วยทำให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้นค่ะ และทุกๆ การชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 1 ครั้ง จะใช้งานได้นานต่อเนื่อง 25-27 กิโลเมตรค่ะ แต่แบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้กับรถเข็นไฟฟ้าอยู่ 2 ประเภท
1. แบตลิเธียมไอออน (Lithium-Ion ) เป็นแบตประเภทเดียวกับแบตโทรศัพท์มือถือ ข้อดีของแบตเตอรี่ประเภทลิเธียมไอออน คือแบตเตอรี่ จะมีน้ำหนักเบา พกพาได้ง่าย ไม่หนัก และที่สำคัญจะสามารถเก็บประจุไฟได้ดี ใช้งานได้ยาวนานกว่าแบตแห้งตะกั่วกรด (Lead Acid) แต่ข้อเสียของแบตเตอรี่ประเภทลิเธียมไอออนนั้นราคาจะค่อนข้างสูง และที่สำคัญรถเข็นไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ประเภทลิเธียมไอออน สามารถพกพาขึ้นเครื่องบินได้
2. แบตแห้งตะกั่วกรด (Lead Acid) แบตแห้งหรือแบตตะกั่วกรด จะเป็นแบตแห้งประเภทเดียวกับแบตเตอรี่ที่ใช้ในรถยนต์ ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น แต่จะมีขนาดใหญ่และหนัก ส่วนใหญ่รถเข็นไฟฟ้าที่ใช้แบตแห้ง จะมีราคาที่ไม่สูงมากนัก เนื่องจากผู้ใช้งานไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพกพารถเข็นไฟฟ้าขึ้นเครื่องบิน

 

 Q : เลือกรถเข็นไฟฟ้าแบบไหนจึงจะเหมาะกับผู้ใช้งาน ?  

” เน้นใช้งานในบ้านหรือบริเวณบ้าน “
เบื้องต้นให้สำรวจความต้องการของผู้ใช้งานและผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้พิการเป็นหลักที่มีความต้องการไม่เหมือนกัน บางคนต้องการรถเข็นไฟฟ้าที่ใช้งานภายในบริเวณบ้าน ไม่ต้องมีการยกหรือเคลื่อนย้าย สามารถเลือกซื้อรถเข็นไฟฟ้าที่มีน้ำหนักเยอะได้ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้งานนอกบ้านบ่อยๆ ราคาก็จะประหยัดลง ช่วยให้เซฟเงินในกระเป๋าได้เยอะ เนื่องจากโครงสร้างผลิตจากคาร์บอนสตีล และโครงสร้างทำจากอลูมิเนียม มีความเหนียว หนา แข็งแรง รับแรงกระแทกได้ดี

” เน้นนำไปใช้งานนอกสถานที่เป็นประจำ “  หากการใช้งานเน้นพกพา นำไปใช้นอกสถานที่ ต้องเลือกใช้งานรถเข็นไฟฟ้าที่มีน้ำหนักเบา คนยกจะได้สะดวกเพราะรถเข็นไฟฟ้าไม่หนักมาก และโครงสร้างรถเข็นไฟฟ้าน้ำหนักเบาเป็นโครงสร้างเกรดพรีเมียม วัสดุมีน้ำหนักเบาแล้ว ยังสามารถรองรับน้ำหนักได้ดี รถเข็นไฟฟ้าน้ำหนักเบา รับน้ำหนักผู้นั่งได้สูงถึง 120 กก.  รถเข็นไฟฟ้าของ Elife มีสินค้าประเภทน้ำหนักเบาอยู่ด้วยกันทั้ง 3 รุ่นตามคำถามที่พบบ่อยในข้อ 1 ด้านบน มีดังนี้

*ข้อแนะนำ : ไม่ควรเลือกรถเข็นไฟฟ้าที่มีที่นั่งขนาดใหญ่ให้กับผู้ใช้ที่มีขนาดตัวเล็กเพราะจะทำให้ในการใช้งานโดยเฉพาะเวลาขับขี่ตัวของผู้ใช้จะไม่กระชับกับที่นั่งซึ่งนั่นอาจทำให้ตัวของผู้ใช้โครงเครงในระหว่างที่ขับขี่เลี้ยวรถ หรือขับขี่บนทางขรุขระ ​และเนื่องจากรถเข็นไฟฟ้ารุ่นที่มีที่นั่งขนาดใหญ่นั้นก็จะมีคุณสมบัติที่สามารถรับน้ำหนักได้เยอะ และตัวโครงสร้างก็จะใหญ่และมี่น้ำหนักมากกว่ารถเข็นไฟฟ้าที่มีที่นั่งขนาดเล็ก ตัวอุปกรณ์ไฟฟ้าและโครงสร้างก็จะมีการออกแบบมาให้รับน้ำหนักของผู้นั่งได้มากตามขนาดของที่นั่งด้วย เช่นรถเข็นไฟฟ้าที่มีขนาดที่นั่งใหญ่ก็จะมักจะมีมอเตอร์ที่มีกำลังมากกว่ารถเข็นไฟฟ้าที่มีขนาดที่นั่งเล็ก และแบตเตอรี่ของรถเข็นไฟฟ้าที่มีที่นั่งขนาดใหญ่ก็จะมีแบตเตอรี่ที่มีความจุไฟมากกว่า

*ข้อแนะนำ : ผู้ใช้ควรสังเกตุสเปคของรถเข็นไฟฟ้าที่มีที่นั่งขนาดใหญ่ และขอให้แน่ใจว่ามีสเปค (เช่นโครงสร้าง กำลังมอเตอร์ และ ความจุแบตเตอรี่) จะต้องสูงกว่ารถเข็นไฟฟ้าที่มีที่นั่งขนาดเล็ก เนื่องจากรถเข็นไฟฟ้าที่มีที่นั่งขนาดใหญ่ ต้องรับน้ำหนักมากกว่า และนอกเหนือจากนั้น ลูกค้าบางท่านที่ต้องการใช้รถเข็นไฟฟ้าในที่แคบๆ เช่นในบ้าน โดยขับขี่เข้า-ออกประตูห้องต่างๆ ก็ควรเลือกรถเข็นไฟฟ้าที่มีขนาดเหมาะสมกับขนาดของประตู (โดยปกติ ขนาดประตูห้องน้ำจะประมาณ 75ซม. ประตูห้องนอนจะประมาณ 80ซม.) หรือเหมาะสมกับขนาดของทาง หรือ ทางลาดที่ต้องใช้รถเข็นไฟฟ้าวิ่งผ่าน

 

 Q : รถเข็นไฟฟ้ารุ่นไหนที่ผู้สูงอายุ หรือคนแก่เลือกใช้งาน ?  

โดยปกติแล้วลูกหลานจะกังวลว่าผู้สูงอายุจะสามารถใช้งานรถเข็นไฟฟ้าได้มั้ย หากขณะใช้งานแล้วจะอันตรายหรือไม่ จริงๆ แล้วการบังคับรถเข็นไฟฟ้าสำหรับผู้สุงอายุไม่ใช่เรื่องยากค่ะ เพราะรถเข็นไฟฟ้าสำหรับผู้สูงอายุบังคับง่ายมาก ควบคุมทิศทางได้ด้วยปลายนิ้ว หากเราอยากเดินหน้าถอยหลัง เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา ก็สามารถผลัก Joystick ไปตามทิศทางที่ต้องการจะไปได้เลย และเมื่อเราอยากหยุด เราก็ปล่อยมือจากตัวบังคับ รถเข็นไฟฟ้าก็จะไม่เคลื่อนที่ โดยรถเข็นไฟฟ้ามีระบบความปลอดภัยอยู่ 2 ประเภท 1.ระบบหน่วงไฟฟ้า 2.ระบบเบรคไฟฟ้า
” ระบบหน่วงไฟฟ้า ” คือระบบเบรค ในขณะที่เราบังคับรถเข็นไฟฟ้าอยู่ แล้วเราปล่อยมือจาก Joystick (คันโยกบังคับ) การหยุดตัวของรถเข็นไฟฟ้าจะช้าลงโดยประมาณ 3 วินาที รถจึงค่อยๆหยุดจะเรียกว่าระบบหน่วงไฟฟ้า แต่ข้อดีของระบบหน่วงไฟฟ้าคือเวลาเราปล่อยมือ เวลารถหยุดจะนิ่มนวล ไม่กระชาก
“ระบบเบรคไฟฟ้า “  คือระบบเบรค ในขณะที่เราบังคับรถเข็นไฟฟ้าลงทางลาดชัน แล้วเราปล่อยมือจาก Joystick (คันโยกบังคับ) รถเข็นไฟฟ้าจะหยุดทันที ไม่ไหล หรือเรียกว่าระบบความปลอดภัยสูงนั่นเอง จะเหมาะสำหรับผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก

ระบบหน่วงไฟฟ้า และระบบเบรคไฟฟ้า ทั้งสองอย่างนี้ก็ไม่มีอันตรายใดๆ ต่อผู้ใช้งานขึ้นอยู่กับความชอบในการขับเคลื่อนเสียมากกว่า แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้สูงอายุมีแนวคิดว่าหากนั่งรถเข็นไฟฟ้า จะเหมือนคนพิการ นั่งแล้วเขินอาย กลัวจะมีคนมอง ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวไปไกลแล้ว ดังนั้นดีไซน์รถเข็นไฟฟ้าของ Elife จะทันสมัย เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัน เด็กใช้ได้ ผู้ใหญ่ใช้ดี ซึ่งรถเข็นไฟฟ้าที่ใช้งานแล้วมองเผินๆเหมือนเก้าอี้รถเข็นเสียมากกว่า เพราะทันสมัย ใครๆ เห็นแล้วก็ชอบ โดยรุ่นที่เป็นที่นิยมในกลุ่มขาโจ๋สูงวัย (ผู้สูงอายุ) จะมีดังนี้

 Q : ทำไมรถเข็นไฟฟ้าล้อใหญ่ถึงหนัก ?  

รถเข็นไฟฟ้าล้อใหญ่ จะเป็นรถเข็นที่สามารถใช้งานได้ 3 ระบบ คือ 1. คนนั่งสามารถบังคับเองได้ด้วยระบบไฟฟ้า 2. คนนั่งสามารถหมุนล้อได้ด้วยตัวเอง(กรณีแบตหมด) 3. คนอื่นสามารถเข็นให้ได้
ดังนั้นโครงสร้างรถเข็นจะมีโครงสร้างใหญ่ขึ้นและเป็นล้อใหญ่ทำให้วัสดุที่ใช้มีน้ำหนักเยอะตามขนาดของล้อ หากลูกค้าต้องการรถเข็นไฟฟ้าที่มีน้ำหนักเบา ต้องเลือกใช้งานรถเข็นไฟฟ้าที่มีล้อขนาดเล็ก

 Q : มีหน้าร้านสามารถทดลองสินค้าได้หรือไม่ ?  

ร้านรถเข็นไฟฟ้าเปิดให้บริการมานานกว่า 6 ปี เป็นเจ้าแรกๆที่นำเข้าและจัดจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ ประเภทรถเข็นไฟฟ้า วีลแชร์ไฟฟ้า หรือเก้าอี้รถเข็นไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำรงใช้ชีวิตในแต่ละวันให้เรียบง่าย และสะดวกสบายมากที่สุด เรามี Showroom สำหรับทดลองสินค้า Elife ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 89/7 โครงการ เจ.เอส.พี. เพลส 4 ถนนกัลปพฤกษ์ แขวงคลองบางพราน เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร 10150  (บางบอน ถ.กัลปพฤกษ์) มีหน้าร้านที่ชัดเจน หากต้องการเข้ามาทดลองสินค้า สามารถเดินทางเข้ามาได้ เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-เสาร์ เวลา 8.00-17.30 น. วันอาทิตย์-วันหยุดนักขัตฤกษ์ 9.00-17.00 น. มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคอยให้บริการ แนะนำรถเข็นไฟฟ้าให้เหมาะสมกับคนนั่ง และตรงจุดประสงค์กับการใช้งานมากที่สุด

 

 Q : มีบริการจัดส่งสินค้าทั่วประเทศไทยหรือไม่ ?  

  • รถเข็นไฟฟ้าเรามีบริการจัดส่งสินค้าฟรีทั่วประเทศไทย กรณีอยู่ใน กทม. และปริมณฑล เรามีบริการจัดส่งสินค้าฟรี พร้อมมีเจ้าหน้าที่ไปสาธิตและแนะนำถึงบ้าน ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • กรณีอยู่ต่างจังหวัด รอยติดต่อชายแดน เราก็มีบริการจัดส่งสินค้าฟรี โดยขนส่งเอกชน มีรูปแบบการชำระเงิน 2 แบบ สำหรับการจัดส่งสินค้า
    ” ชำระเงินเลย “ เป็นการโอนเงินเข้าบัญชีบริษัท (สามารถเช็คเครดิตร้านได้)
    ” เก็บเงินปลายทาง “ เมื่อสินค้าถึงมือผู้รับแล้ว สามารถชำระเงินกับเจ้าหน้าที่ขนส่งได้เลย จะใช้ระยะเวลาการจัดส่งสินค้า  3-5 วันทำการแล้วแต่บางพื้นที่

 

 Q : ซื้อรถเข็นไฟฟ้าสามารถชำระเงินผ่านบัตรเครดิตได้หรือไม่ ?  

ร้านรถเข็นไฟฟ้า เรายินดีรับบัตรเครดิตทุกธนาคาร
” กรณีมารับสินค้าหน้าร้าน “ ลูกค้าสามารถชำระเงินผ่านบัตรเครดิตได้โดยไม่เสียค่าบริการ อีกทั้งยังมีบริการผ่อนชำระผ่านบัตรเครดิต 0% อีกด้วย
” กรณีจัดส่งสินค้า “ หากลูกค้าต้องการใช้บัตรเครดิต ลูกค้าสามารถสั่งออนไลน์แล้วกดเลือกชำระเงินผ่านระบบ Paypal เป็นระบบที่ใช้สำหรับการชำระเงินแบบตัดยอดเงินผ่านบัตรเครดิตโดยไม่เสียค่าบริการ

 

 Q : รถเข็นไฟฟ้าสามารถใช้งาน หรือรถเข็นไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนบนพื้นผิวที่ขรุขระได้หรือไม่ ?  

รถเข็นไฟฟ้าสามารถขับได้ทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นราบเรียบ ขึ้นทางลาดชัน หรือพื้นที่เป็นหินขรุขระ ก็สามารถบังคับไปได้ในทุกๆ ที่ ที่อยากไป เนื่องจากรถเข็นไฟฟ้าของเรา เป็นล้อยางตันทั้ง 4 ล้อ ไม่ต้องเติมลมยาง ดังนั้นเราสามารถขับไปได้ในทุกที่ ไม่ต้องกลัวลมยางรั่ว และไม่ต้องคอยเติมลมให้เสียเวลา เพราะ Elife คำนึงถึงลูกค้าเสมอว่า หากใช้ยางตัน จะช่วยลดการดูแลปัญหาจุกจิกไปได้มาก

 

 Q : หากรถเข็นไฟฟ้ามีปัญหา แก้ไขอย่างไรได้บ้าง?  

รถเข็นไฟฟ้าเรามีรับประกันสินค้า 2 ปี ปกติแล้วหากสินค้ายังอยู่ในรับประกันเราบริการดูแลฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่..หากหมดรับประกันสินค้าแล้ว ลูกค้าไม่ต้องกังวลเลยค่ะ เรามีบริการดูแลตลอดอายุการใช้งาน แต่ก็มักจะมีคำถามอยู่บ่อยๆว่า หากลูกค้าซื้อไปใช้งานที่ต่างจังหวัดหากมีปัญหาจะทำอย่างไรได้บ้าง ?? โดยปกติแล้วเทคโนโลยีในสมัยนี้ก้าวหน้าไปมาก มีโซเชียลออนไลน์ มี Facebook มีไลน์ ในการเข้าถึงและพูดคุยกันได้ง่ายขึ้น เรียกได้ว่าไม่มีใคร ไม่รู้จักแอปพลิเคชั่นเหล่านี้แน่นอน  โดยลำดับแรกเราจะสอบถามอาการเบื้องต้นก่อน แล้วให้ลูกค้าบันทึกวิดิโออาการเสียของรถเข็นไฟฟ้านั้นๆ  ส่งให้ดูที่ช่องทาง ไลน์@ ของร้าน หรือเพจเฟสบุ๊คของร้านเองโดยตรง โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำเบื้องต้นอยู่ตลอด แต่ถ้าหากเจ้าหน้าที่แนะนำไปเบื้องต้นแล้ว แก้ไม่หาย ลูกค้าสามารถส่งรถเข็นโดยขนส่งเอกชนเข้ามาให้เราดูแล โดยจะมีข่างผู้ชำนาญการด้านรถเข็นไฟฟ้า ดูแลให้ หายห่วงได้เลยค่ะ

 

 ซื้อรถเข็นไฟฟ้าสามารถออกใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงินได้หรือไม่ ?  

ร้านรถเข็น Elife ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2556 โดยเปิดให้บริการจำหน่ายรถเข็นวีลแชร์ วีลแชร์ไฟฟ้า รถเข็นไฟฟ้า รถเข็นผู้สูงอายุ และเตียงไฟฟ้า โดยสินค้าจะเป็นสินค้ากลุ่ม Home care (เน้นใช้งานภายในบ้าน) มานานมากกว่า 6 ปี มีที่ตั้งหน้าร้าน (Showroom) ที่ชัดเจน และหากซื้อรถเข็นไฟฟ้าจากทางร้าน ลูกค้ายังสามารถขอใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงิน เพื่อนำไปใช้เบิกในรูปแบบบริษัท , เบิกหน่วยงานราชการ , หรือเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

 

 ซื้อรถเข็นไฟฟ้ากับ Elife ดีกว่าอย่างไร ?  

และยังคงมีหลายๆ ท่าน ที่กำลังมองหารถเข็นไฟฟ้าไปไว้ใช้งาน แน่นอนว่าหากมีความต้องการที่จะซื้ออะไรแล้ว ต้องรอบคอบ และเปรียบเทียบราคาอย่างแน่นอน แต่หากซื้อสินค้าในราคาที่ถูกมาก สินค้าไม่มีรับประกัน ไม่มีบริการหลังการขาย หรือบริการหลังการขายที่ไม่ดี หากใช้งานไปแล้วในอนาคต เกิดปัญหาขึ้น รถเข็นไฟฟ้าชำรุด เสื่อม โทรม จะหาร้านที่รับซ่อมหรือซื้ออะไหล่ น่าจะเป็นเรื่องยาก แต่สำหรับรถเข็นไฟฟ้าของทาง Elife เอง ถือว่าราคาไม่สูงมากนัก ลูกค้าทั่วไปสามารถจับต้องได้ สามารถเลือกซื้อไปไว้ใช้งานได้ ที่สำคัญเรามีบริการหลังการขายที่ดีลูกค้าที่เคยได้ใช้บริการแล้วติดใจ บอกต่อกันแบบปากต่อปาก และที่สำคัญรถเข็นไฟฟ้าเป็นสินค้าที่เราสั่งผลิตเอง ดังนั้นอะไหล่ทุกชิ้นส่วนเรามีไว้คอยบริการลูกค้า Elife โดยเฉพาะ ดังนั้นอยากจะแนะนำว่าหากเปรียบเทียบราคากันแล้วราคาไม่ต่างกันมาก แนะนำให้ลูกค้าเลือกใช้บริการรถเข็นไฟฟ้าจากทางแบรนด์ Elife ที่มีทั้งหน้าร้านให้ทดลองรถเข็นไฟฟ้า มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญที่คอยให้คำแนะนำ และที่สำคัญมีบริการซ่อมบำรุงโดยช่างเฉพาะทางอีกด้วยค่ะ


ปัจจุบันการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์มาแรงมากในปีนี้ แต่ยังมีหลายท่านที่ยังกังวลว่าการสั่งซื้อสินค้าโดยไม่ได้ลอง ไม่ได้เห็นสินค้าตัวจริงจะทำให้การตัดสินใจค่อนข้างยากลำบาก และในการตัดสินใจซื้อนั้นก็มักจะมีคำถามอยู่ในใจเกี่ยวกับรายละเอียดของสินค้าเหล่านั้นอีกมากมาย ดังนั้นเราจึงรวบรวมคำถามและคำตอบที่สำคัญมาให้ลูกค้าเรียบร้อยแล้วค่ะ

แก้ไขปัญหานอนไม่หลับ(ของผู้สูงอายุ)ภายใน3วัน

แก้ไขปัญหานอนไม่หลับ(ของผู้สูงอายุ)ภายใน3วัน

อาการนอนไม่หลับ… ไม่ได้พบในผู้สูงอายุอย่างเดียวในบุคคลทั่วไปก็มีปัญหานอนไม่หลับเช่นเดียวกัน มักจะชอบนอนหลับไม่สนิท หลับๆตื่นๆ ตื่นขึ้นมากลางดึกหรือไม่ก็ตื่นเช้ากว่าปกติ เมื่อตื่นขึ้นมาก็นอนต่อยาก ต้องลุกขึ้นมาทำโน้นทำนี้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้นอกจากสร้างความรำคาญใจกับผู้สูงอายุแล้วยังรบกวนสมาชิกภายในบ้านที่กำลังนอนอยู่ด้วย


สาเหตุของการนอนไม่หลับอาจเกิดได้หลายสาเหตุ
  • การนอนกลางวันที่มากเกินไป
  • ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายหรือใช้แรงงาน
  • อาการเคลียดหรืออาการวิตกกังวลต่างๆ
  • เตียงนอนหรือที่นอนไม่สบาย
  • อากาศร้อนหรือหนาวเกินไป
  • เสียงและแสงสว่างรบกวน
  • มีปัญหาทางร่างกายที่รบกวนการนอน เช่น อาการปวดหลัง ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องลุกขึ้นปัสสาวะบ่อยๆ
หลักการวิเคราะห์อาการนอนไม่หลับ 
  • ประเมินลักษณะการนอนว่านอนประมาณกี่ชั่วโมง โดยปกติผู้สูงอายุควรนอนอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง
  • ประเมินด้าน “คุณภาพ” หรือ “ปริมาณ” การนอนโดยการให้ผู้สูงอายุลองนึกเปรียบเทียบดูว่า ช่วงที่รู้สึกว่าหลับไม่ดีเป็นช่วงไหน เช่น นอนหลับไม่ดีช่วงต้น นอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่นานกว่าจะหลับ(แสดงถึงปริมาณที่นอนไม่พอ) หรือนอนไม่หลับช่วงท้ายคือหลับนานแล้วตื่นขึ้นมาแล้วจะนอนไม่หลับช่วงดึกๆจนกระทั่งสว่าง(แสดงถึงคุณภาพการนอนที่ไม่ดี)
  • ประเมินความรุนแรงของปัญหาการนอนไม่หลับที่เกิดขึ้นต่อว่า “อะไรที่เป็นสาเหตุทำให้เรานอนไม่หลับ” เช่น ที่นอน หมอนสูงเกินไป อากาศร้อน เป็นต้น
 แนะนำสุขลักษณะการนอนที่ดี ช่วยให้นอนหลับง่าย 
  • เข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรออกกำลังกายก่อนนอน และเมื่อออกกำลังกายให้พอเมื่อยไม่ต้องถึงกับเหนื่อยมากจะช่วยทำให้หลับง่ายขึ้น
  • จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงเสียงดัง อากาศร้อน มียุง
  • ทำจิตใจให้สบายก่อนนอน หลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นจิตใจ
  • หลีกเลี่ยงการใช้สมาร์ทโฟนก่อนนอน
  • หากนอนไม่หลับเกิน 30 นาที ให้ลุกจากเตียงทำกิจกรรมอะไรก็ได้จนง่วง แล้วจึงเข้านอนใหม่อีกครั้ง
  • งดการใช้สารกระตุ้นต่อจิตประสาท เช่น สุรา กาแฟ น้ำอัดลม ก่อนนอน
  • ไม่นอนหลับในเวลากลางวันแต่สามารถงีบได้วันละ 1 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ชั่วโมง ไม่ควรงีบหลับหลัง 15.00 น.
  • หากิจกรรมให้ผู้สูงอายุทำในเวลากลางวัน เช่น การปลูกต้นไม้ การทำอาหารหรือขนม เป็นต้น
  • เป็นที่ปรึกษา คอยปลอบโยนไม่ให้ผู้สูงอายุเคลียดหรือวิตกกังวล
  • รักษาอาการป่วยทางกายให้ทุเลา
  • หากอาการนอนไม่หลับไม่ทุเลาลง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการบำบัดต่อไป

ทางเลือกเพิ่มเติม แก้อาการนอนไม่หลับภายใน3วัน 
  • การดื่มชา

ชาที่ควรดื่มก่อนนอน แน่นอนว่าคุณต้องมองหาชาที่ไม่มีส่วนผสมของ คาเฟอีน (Caffeine) นอกจากนั้นยังอาจพบสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติอีกหลายชนิด และนี่คือชนิดของชาที่ควรดื่มก่อนนอน

ชนิดของชา สรรพคุณ
ชาคาโมมายล์ ช่วยลดอาการอักเสบ ลดอาการวิตกกังวล ดอกคาโมมายล์จัดเป็นยากล่อมประสาทอ่อนๆสำหรับแก้อาการนอนไม่หลับอีกด้วย
วาเลอเรียน เป็นสมุนไพรที่ใช้บรรเทาอาการนอนไม่หลับมาเป็นเวลานาน ช่วยลดอาการวิตก และอาการเศร้า แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทานเพื่อไม่ให้ไปรบกวนกับยาที่รับประทานอยู่
แคตนิป หรือ กัญชาแมว เป็นพืชตระกูลเดียวกับมินต์และใบสาระแหน่  ซึ่งมีสารอินทรีย์ที่ช่วยเรื่องของ การนอนไม่หลับ ส่งเสริมการพักผ่อน และอาการง่วงนอน
ชาลาเวนเดอร์ มีกลิ่นทีช่วยทำให้ผ่อนคลาย ดังนั้นกลิ่นจะทำให้นอนหลับง่ายขึ้น
ชาเลมอน บาล์ม เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมและำให้รู้สึกผ่อนคลาย เมื่อดื่มก่อนนอนจะทำให้นอนได้ง่ายขึ้น
ชาเสาวรส ทุกส่วนของเสาวรสมีสรรพคุณช่วยบรรเทาความวิตก และทำให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้น
เปลือกแมกโนเลีย แมกโนเลียถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์แผนจีน เพื่อบรรเทาอาการต่างๆ รวมถึงความรู้สึกไม่สบายท้อง คัดจมูก และลดความเครียด
ชาขิง ชาขิงนั้นอาจจะสามารถช่วยให้บรรเทาอาการปวดท้องและ ช่วยให้คุณ นอนหลับ ได้ดียิ่งขึ้น
  • เสียงเพลงบำบัด

เสียงดนตรีจะช่วยทำให้ราผ่อนคลายทำให้เราหายใจช้าลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดความเครียดและความกังวล รวมถึงยังกระตุ้นฮอร์โมนเซโรโทนินและออกซิโทซิน ช่วยลดฮอร์โมนคอร์ติซอลแห่งความเครียดที่ทำให้นอนไม่หลับ ซึ่งเพลงที่เปิดควรจะเป็นเพลงที่ฟังแล้วผ่อนคลาย มีความถี่ต่ำ ไม่มีเนื้อร้อง โดยในขณะนอนหลับร่างกายของเราจะรับรู้ถึงดนตรี และปรับสภาพร่างกายตามที่กล่าวไว้ด้านบน ช่วยทำให้หลับได้ง่ายขึ้นนั่นเอง ยกตัวอย่างจาก Youtube เช่น Jacob’s PianoMaxRichterMusic,ThePianoGuys,YirumaVEVO

  • เทียนหอม

เพราะกลิ่นหอมของเทียนสามารถช่วยทำให้ลดความเคลียด ความวิตก ทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ปัจจุบันเทียนหอมมีหน้าตาที่สวยงามยังสามารถนำมาตกแต่งห้องนอนได้อีกด้วย

  • เตียงนอนปรับไฟฟ้า

หากเตียงหรือที่นอนทำให้รู้สึกไม่สบายตัวแน่นอนว่าเป็นปัญหากับการนอนไม่หลับอย่างแน่นอน แต่เตียงธรรมดาทั่วไปก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์กับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยได้ดังนั้นเตียงนอนปรับไฟฟ้าถือเป็นทางเลือกที่ดี ที่จะสามารถช่วยทำให้อาการนอนไม่หลับในผู้สูงอายุและผู้ป่วยบรรเทามากขึ้น นอกจากจะช่วยปัญหานี้แล้ว เตียงนอนปรับไฟฟ้ายังให้ความสะดวกสบายกับผู้ใช้งานอีกด้วย


 

 

วิธีดูแลผิวแห้งคันในผู้สูงวัย

วิธีดูแลผิวแห้งคันในผู้สูงวัย

ตอนนี้อากาศเริ่มเย็นลงมามากแล้วในหลายพื้นที่ และปีนี้คาดว่าอากาศจะเย็นมาก และนานกว่าทุกปี นับว่าเป็นเรื่องที่ดีหลังจากที่ร้อนติดต่อกันมาหลายปี แต่อากาศหนาวก็มาพร้อมกับความแห้ง ซึ่งผลที่ตามมาก็คืออาการผิวแห้ง แตก คัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้สูงอายุที่อาการผิวแห้งจะมีความรุนแรงกว่าผู้อยู่ในวัยหนุ่มสาว เพราะร่างกายผลิตไขมันที่ผิวหนังที่ไม่เพียงพอ ทำให้ผิวหนังไม่สามารถเก็บกักน้ำและไขมันไว้ได้ตามปกติ

นอกจากอากาศแห้งที่เป็นสาเหตุหลักของผิวแห้งแล้ว ยังเกิดจากสภาพผิวของบุคคล การดื่มน้ำน้อย การอาบน้ำร้อน หรือฟอกสบู่บ่อยเกินไป การใช้น้ำหอม เครื่องสำอาง และยังเกิดได้จากสภาพร่างกายของแต่ละคน เช่นผู้ที่อยู่ในภาวะขาดสารอาหาร ผู้ป่วยไตวายที่ต้องฟอกไต ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ป่วยโรคเอดส์  ผู้ป่วยโรคผิวหนังเกล็ดปลา และผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ผิวหนัง เป็นต้น

Side view of elderly woman drinking water

และผลพวงจากผิวแห้งนี่เองจะทำให้เกิดอาการคัน เมื่อคันแล้วคนเราก็จะเกา มันเป็นเรื่องยากมากที่จะต่อสู้กับความอยากเกา ดังนั้นคุณควรตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันผิวจากการถูกทำลาย การประคบเย็นในบริเวณที่มีอาการของผื่นภูมิแพ้หรือผื่นคันจะช่วยลดความรู้สึกคัน คุณควรประคบเย็นร่วมกับการดูแลตนเองที่แนะนำไปทั้งหมดเพื่อหลีกเลี่ยงการระคายเคืองและสาเหตุร่วมที่ก่อให้เกิดอาการของโรค

การรักษา และป้องกันทำได้ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการถู แกะ เกา ที่จะทำให้เกิดเป็นผื่นผิวหนังอักเสบ มีสะเก็ดแห้งแตกลอก
  • สวมเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายที่หลวมสบาย ระบายเหงื่อได้ดี
  • อาบน้ำด้วยน้ำอุณหภูมิปรกติ ไม่ร้อนจนเกินไป และไม่ใชเวลาอาบน้ำนานเกินไป
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหรือสบู่ที่มีสารรุนแรง สารเคมี และน้ำหอม หรือเลือกใช้สบู่กลีเซอรีนจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนังได้ดี สังเกตได้จากเมื่ออาบน้ำเสร็จแล้วจะรู้สึกว่าผิวลื่นเหมือนล้างสบู่ไม่หมด
  • หากเกิดอาการคันให้ใช้การประคบเย็น ทาครีมที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังเป็นประจำเช่น ปิโตรเลียมเจลลี่

ทั้งนี้ถ้ามีอาการกำเริบมากขึ้นควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังไม่ควรซื้อยามาใช้เอง

ขอขอบคุณ   นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์  และโฆษกกรมการแพทย์
แพทย์หญิงมิ่งขวัญ  วิชัยดิษฐ์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์

“ตกเตียง” ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ

“ตกเตียง” ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ

การป้องกันผู้ป่วยตกเตียง

การพลัดตกเตียง เป็นปัญหาสำคัญ มักพบเจอในผู้ป่วยเรื้อรังและผู้สูงอายุ ซึ่งพบถึงร้อยละ 70-80 และ 2 ใน 3เป็นเรื่องที่สามารถป้องกันได้ และการพลัดตกเตียงมักเกิดขึ้นในขณะที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ขณะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยขึ้นลงเตียง การเดินเข้าห้องน้ำ เป็นต้น ซึ่งเรามักจะพบเห็นในข่าวอยู่เสมอ

ผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่ประสบอุบัติเหตุตกเตียงส่วนมากจะเป็นผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ ผู้เป็นโรคลมชัก โรคละเมอเดิน หรือมีพฤติกรรมที่ผิดปกติขณะหลับ อันตรายจากการตกจากเตียงของผู้สูงอายุอาจทำให้กระดูกในส่วนต่าง ๆ หัก และเกิดผลเสียตามมาอย่างใหญ่หลวง

 

แม้จะมีอุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ เช่น ราวกันตก แต่มันก็อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุอย่างอื่นตามมาอีก โดยที่มันมีโอกาสที่แขน หรือศีรษะของผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุจะเข้าไปติดขณะที่เขาไม่รู้สึกตัว ทำให้เกิดอันตรายซ้ำซ้อน

บางคนเลือกจะใช้สายรัดผู้ป่วยให้อยู่กับที่ แต่ก็สร้างความอึดอัด ไม่สบายตัวกับผู้ป่วย และยังเป็นภาพที่ไม่น่าดูอีกด้วย

Australia — Elderly patient strapped to hospital bed — Image by © Beau Lark/Corbis

บางคนอาจจะใช้เบาะรองข้างเตียง ซึ่งก็ช่วยลดแรงกระแทกได้เล็กน้อย เนื่องจากระดับความสูงของเตียงก็ยังสูงมากพอให้เกิดอาการบาดเจ็บของอวัยวะภายในได้อยู่ดี

วิธีป้องกันการตกเตียงอีกอย่างหนึ่งที่ได้ผลดีมาก และไม่เป็นการทำร้ายผู้ป่วยโดยไม่จำเป็น นั่นก็คือการเลือกใช้เตียงชนิดที่ปรับได้ต่ำเป็นพิเศษ จะตัดโอกาสที่คนป่วยจะเกิดการบาดเจ็บจากการพลัดตกเตียงได้ โดยเตียงระดับต่ำพิเศษควรมีความสูงไม่เกิน 10 ซม. จากพื้นจึงจะป้องกันการบาดเจ็บได้สูงสุด

เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงอันตรายจากการตกเตียง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก หรือผู้ใหญ่ จนถึงคนชราก็มีโอกาสบาดเจ็บรุนแรงจากการตกเตียงได้ ขอให้คุณผู้อ่านและครอบครัวมีสุขภาพที่แข็งแรงตลอดไปนะคะ

ความจริง 8 เรื่องจากใจผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์

เมื่อผู้คนมองเห็นใครคนหนึ่งที่กำลังใช้งานรถเข็นวีลแชร์ พวกเขามักจะด่วนสรุปตามความเชื่อแต่เดิม เพื่อเป็นการไขปริศนาเหล่านั้น นี่เป็นความจริงที่ทุกคนควรรู้

เพื่อเป็นการช่วยให้ความกระจ่าง และความเข้าใจที่ถูกต้อง เราได้รวบรวมความจริง 8 ประการที่ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์อยากให้คุณเข้าใจ

#1. ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ไม่ได้ “ยึดติด” กับรถเข็น

ในความเป็นจริง ผู้ใช้งานรถเข็นวีลแชร์ไม่ได้ยึดติด หรือผูกติดกับรถเข็น มันเป็นเพียงอุปกรณ์ที่ช่วยให้พวกเขาเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้สะดวกเท่านั้นเอง และมันค่อนข้างตรงกันข้ามกับการยึดติด มันช่วยยกระดับชีวิต และเพิ่มการเข้าถึงให้บุคคลอีกด้วย

พึงระลึกไว้เสมอว่าไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการใช้รถเข็นวีลแชร์อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงไม่ต้องรู้สึกประหลาดใจ หรือกล่าวหาว่าคนใช้รถเข็นวีลแชร์แสร้งทำ หากคนนั้นลุกยืนขึ้นมา

ความจริงก็คือมันมีเหตุผลมากมายที่ใครคนหนึ่งจำเป็นต้องใช้รถเข็นวีลแชร์ในช่วงเวลาหนึ่ง มีหลายสภาพการณ์เช่น มีความเจ็บป่วยเรื้อรัง ความเมื่อยล้า หรือความจำกัดในการเคลื่อนไหว หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าคน ๆ นั้นเป็นโรคปลอกประสาทเสื่อมซึ่งบางวันเขาก็สามารถเดินได้ แต่ในวันที่แย่เขาก็จำเป็นต้องใช้รถเข็นวีลแชร์

#2. รถเข็นวีลแชร์ถือเป็นพื้นที่ส่วนตัว

สำหรับหลาย ๆ คนแล้วรถเข็นวีลแชร์ถือเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของเขา ดังนั้นควรให้ความเป็นส่วนตัวกับเขาด้วย

นั่นหมายถึงไม่ควรเอาเท้าพาดรถเข็น ยืนพิง หรือเอาไปใช้แทนเก้าอี้ปรกติ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการบุกรุกพื้นที่ส่วนตัว เหมือนกับการที่คนแปลกหน้าเดินเข้ามาแล้วเท้าแขนบนบ่าของคุณ

นอกจากนี้ก็ไม่ควรจับ หรือเข็นรถเข็นของผู้อื่นโดยพลการ ซึ่งหมายรวมถึงรถเข็นวีลแชร์ที่ไม่มีผู้ใช้งานนั่งอยู่เช่นเดียวกัน

#3. ไม่ควรทึกทักเอาว่าคนที่นั่งรถเข็นวีลแชร์ต้องการความช่วยเหลือ

บ่อยครั้งที่คนเรารู้สึกว่าจะต้องรีบเข้าไปช่วยเหลือเมื่อเห็นคนนั่งอยู่บนรถเข็นวีลแชร์ แต่ก็มีบ่อยครั้งเช่นกันที่เกิดการช่วยเหลือที่มากเกินไป ในขณะที่ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ยังไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือ

จริง ๆ แล้วส่วนใหญ่ไม่ได้จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ และพวกเขาค่อนข้างจะมีความสะดวกระดับหนึ่งในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว

แต่ถ้าหากคุณเห็นผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ แต่ไม่แน่ใจว่าเขาต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ วิธีที่ดีที่สุดคือเดินเข้าไปถามว่าต้องการให้ช่วยอะไรไหม? หากเขาตอบปฏิเสธ ก็จบแค่นั้น ง่าย ๆ เท่านั้นเอง

#4. ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ก็สามารถมีความสุขทางเพศได้นะ

ความสุขทางเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ก็มีความรู้สึกได้ไม่แตกต่างจากทุกคนบนโลกใบนี้

แม้ว่าความพิการบางชนิดทำให้การมีความสุขทางเพศลำบากกว่าปรกติ แต่พวกเขาก็ยังมีความรู้สึกในส่วนนั้นอยู่อย่างเต็มที่ และความสุขทางเพศที่เรากล่าวถึงยังหมายรวมถึงความใกล้ชิดเช่น การจูบ หรือการสัมผัส

ตัวช่วยบางอย่างเช่นราวจับ อาจจะช่วยให้พวกเขามีความสุขได้ง่ายขึ้น พึงระลึกไว้ว่า หากมีความต้องการ ย่อมมีหนทางเสมอ

#5. การใช้วีลแชร์ไม่ได้หมายความว่าคุณจะโชว์ลีลาบนฟลอร์เต้นรำไม่ได้

มันอาจจะดูไม่แปลกที่คนทั่วไปจะจ้องมองคนใช้รถเข็นวีลแชร์เข้าไปในคลับ บาร์ หรืองานปาร์ตี้ แต่ทำไมเขาจะออกไปเต้นบ้างไม่ได้ล่ะ หากเขาต้องการ

สเตลล่า ยัง ผู้ล่วงลับเคยกล่าวไว้ว่า “ฉันไม่เคยกังวลกับร่างกายของฉันเมื่อถึงเที่ยงคืนวันศุกร์ ฉันมักจะออกไปเต้น ให้จังหวะเพลงไหลผ่านตัวฉัน แล้วเต้นไปตามมัน รอบตัวฉันมีแต่ผู้คน พวกเขาเต้น ฉันก็เต้น”

“นี่เป็นตัวฉัน และฉันก็เต้นเก่งด้วยนะ ถ้าฉันอยากเต้น”

#6. ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ไม่จำเป็นต้องมีผู้ดูแลอยู่ด้วยตลอดเวลา

บ่อยครั้งที่เราอาจจะเห็นว่ามีคนเดิน หรือยืนอยู่ข้าง ๆ ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ ซึ่งมันก็ไม่ได้หมายความว่าคนเหล่านั้นเป็นผู้ดูแลผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์นั้น ซึ่งผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์เองก็สามารถมีเพื่อน พี่น้อง ลูกหลาน เหมือนคนอื่น ๆ ทั่วไป ดังนั้นอาจเป็นการไม่ถูกต้องที่จะทึกทักเอาว่าผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ต้องมีผู้ดูแลอยู่ข้าง ๆ เสมอ

#7. ห้องน้ำที่เข้าถึงได้สะดวก และที่จอดรถเฉพาะสำคัญมาก

      

มันเป็นเรื่องพื้นฐานอย่างที่สุดที่การเข้าถึงพื้นสาธารณูปโภคอย่างห้องน้ำ หรือที่จอดรถ นั่นเป็นเพราะทุกคนต้องใช้มัน แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ามันมักจะมีอยู่อย่างจำกัดเช่นกัน ดังนั้นคุณไม่อาจจะอ้างว่าไม่อยากรอคิว หรือไม่อยากวนรถหลายรอบ แล้วไปใช้ห้องน้ำ หรือที่จอดรถที่เตรียมไว้ให้ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์

ในความเป็นจริง ในหลาย ๆ ประเทศการเข้าไปใช้พื้นที่ที่เตรียมไว้ให้กับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดตามกฎหมายด้วย

#8. แน่นอนว่าผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ก็ขับรถยนต์ได้ด้วย

มีการดัดแปลงรถยนต์เพื่อให้ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์สามารถเข้าไปเป็นขับรถได้ ซึ่งคันเร่งจะถูกยกสูงขึ้น มีการดัดแปลงพวงมาลัย คันบังคับต่าง ๆ หรือไม่ก็เปลี่ยนแบบใหม่ไปเลย

รถบางคันสามารถเข็นรถเข็นเข้าไปได้เลย โดยจะล็อกตัวรถเข็นเข้ากับพื้นรถยนต์ ถึงแม้ว่าการดัดแปลงนี้จะไม่สามารถทำกับรถทุกคัน (ซึ่งผู้ขับขี่จะต้องได้รับการอบรมผ่านการทดสอบ และผ่านการทดสอบตามกฎหมาย)แต่มันก็หมายความว่าผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์สามารถอยู่หลังพวงมาลัยได้อย่างแน่นอน