fbpx

ให้ความสำคัญกับชีวิต…มารู้จัก Ergonomics

ให้ความสำคัญกับชีวิต…มารู้จัก Ergonomics

ยุค 2021 นี้เป็นยุคที่คนทุกเพศทุกวัยใส่ใจกับสุขภาพมากขึ้น ทำให้ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่พัฒนาเพื่อ support กับความต้องการของมนุษย์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องอาหารการกิน เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ซึ่งมีการออกแบบมาเพื่อรองรับกับสรีระร่างกายของมนุษย์สามารถลดความเสียหายและความเจ็บปวดของร่างกาย หรือที่เราอาจเคยได้ยินผ่านๆหูว่า ” Ergonomics “

Ergonomics ( เออร์-โก-โน-มิกส์) หรือ การยศาสตร์  ( กา-ระ-ยะ-ศาสตร์) ต้องเป็นคำที่คุ้นเคยกับวงการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างแน่นอน และสำหรับบุคคลทั่วไปอย่างเราๆอาจเป็นคำที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน โดยเฉพาะกับคนวัยทำงาน เพราะ Ergonomics มีความหมายว่า “การทำงานให้สอดคล้องกับสรีระร่างกายของมนุษย์” หรือ “การออกแบบรูปแบบการทำงานที่ง่ายขึ้น สะดวกสบายและไม่ก่อให้เกิดอันตราย”

 ซึ่งที่มา Ergonomics เป็นคำที่มาจากภาษากรีก คือ “Ergon” ที่หมายถึงงาน (Work) และ “Nomos” หมายถึง กฏตามธรรมชาติ (Natural Laws) หรืออาจจะแปลอีกความหมายนึงว่า “Laws of Work” กฏของงานหรือเป็นการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมที่ทำงานให้เหมาะสมกับผู้ปฏิบัติงานและการปรับปรุงสภาพการทำงานอย่างเป็นระบบ

ทำไม ? Ergonomics ถึงสำคัญกับชีวิต

ในการทำงานของเราสิ่งที่ควรคำนึงมากที่สุดคือความสมดุลระหว่างคนซึ่งเป็น ผู้ทำงาน กับ งานที่ต้องทำ ตลอดไปจนถึงขีดจำกัดของ ผู้ทำงาน และความสำคัญของสภาวะและสิ่งแวดล้อมในกรทำงาน เชื่อว่าเหล่าพนักงานออฟฟิศต้องไม่มีใครไม่รู้จักโรคออฟฟิศซินโดรมอย่างแน่นอน  อาการยอดฮิตอย่างเช่นปวดหลัง ปวด คอ บ่า ไหล่ ซึ่งมีความรุนแรงแบบเล็กน้อยไปจนถึงปวดรุนแรงทรมานมาก ดังนั้นหากนำ Ergonomics มาประยุกต์ใช้ในสถานที่ทำงาน จะช่วยให้

  • ลดความล้าและการบาดเจ็บกล้ามเนื้อจากการทำงาน
  • ลดความเสี่ยงที่ให้กระดูกผิดรูป
  • ลดความเสี่ยงของกล้ามเนื้ออักเสบ
  • เพิ่มความสะดวกสบายในการทำงาน
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
  • ลดการลางานและขาดงาน
  • เพิ่มคุณภาพของงาน
  • สร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน
  • ลดความเคลียดที่มีสาเหตุมาจากการบาดเจ็บในส่วนต่างๆ

สาเหตุที่ทำให้ได้รับอาการบาดเจ็บจากการทำงาน

  • สภาพแวดล้อมในการทำงานไม่เหมาะสม เช่น แสงสว่าง เสียงดัง อุณหภูมิ ความสั่นสะเทือน ความเร็วของเครื่องจักร
  • ขนาดของเครื่องใช้ เครื่องจักร อยู่ในขนาดไม่พอดีกับสัดส่วนร่างกายของผู้ปฏิบัติงาน
  • ตำแหน่งของเครื่องมือไม่เหมาะสม ทำให้ต้องก้มหรือเงยศีรษะ ก้มหลัง บอดเอี้ยวตัว การเอื้อมเป็นต้น
  • ลักษณะท่านั่งที่ไม่เหมาะสม เช่นการนั่งไขว่ห้าง ยกขา 1 ข้าง
  • การนั่งนานจนเกินไปโดยไม่ลุกออกจากที่เก้าอี้เลย (อ่านบทความข้อเสียของการนั่งนานจนเกินไป>>>)

จัดตำแหน่งท่านั่งให้อยู่ในหลักการยศาสตร์ 

  • ศีรษะ ตั้งตรงหรือก้มเล็กน้อยทำมุม 10-15 องศา และจอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ห่างจากสายตา 20-30 นิ้ว
  • คอ บ่า นั่งตัวตรงตั้งฉากไม่เอียงไปด้านใดด้านนึง เพื่อลดความเจ็บปวดของกระดูกสันหลัง
  • หลัง ชิดกับพนักพิงทำมุม 110 องศาจากเบาะนั่ง ไม่แอ่นหรือก้ม
  • ข้อศอก วางแนบลำตัวหรือวางบนพนักวางแขน งอศอกทำมุมประมาณ 90 องศา
  • สะโพก แนบทำมุมฉากกับพนักเก้าอี้ ลงน้ำหนักที่สะโพกทั้ง 2 ข้างเท่าๆกัน และเก้าอี้ควรมีตัวรองรับเอวที่เหมาะสม
  • ข้อมือ สามารถวางบนโต๊ะทำงานได้ในขณะใช้ที่ใช้ Computer
  • ต้นขา วางราบกับที่นั่ง
  • เข่า งอทำมุม 90 องศา และควรปล่อยพื้นที่ใต้โต๊ะเป็นที่ว่าง โล่ง
  • เท้า วางเท้าให้มั่นคงบนพื้นหรือใช้ที่พักเท้า

การแก้ปัญหา

  • ใช้เงินแก้ปัญหาเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถปรับระดับที่พอดีกับการใช้งานได้ เช่น Standing Desk , Ergonomics Chiars (ที่เรารู้จักกันว่า “เก้าอี้ผู้บริหาร” เป็นต้น) ซึ่งสินค้าประเภทนี้จะมีราคาสูงกว่าเก้าอี้และโต๊ะทั่วไป ประมาณ 5,000++
  • ปรับท่านั่งในการทำงาน เช่น หลีกเลี่ยงการนั่งหลังค่อม ห่อไหล่ การนั่งไขว่ห้าง เป็นต้น
  • การจัดตำแหน่งของอุปกรณ์เครื่องใช้ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม สามารถแยกได้เป็น 3 ตำแหน่งดังนี้

  1. Primary Zone  จุดที่สามารถยืดแขนออกไปโดยที่ศอกยังวางอยู่สบายๆข้างตัว ใช้วางสิ่งของที่ใช้ตลอดเวลา
  2. Secondary Zone โซนที่สามารถเอื้อมถึงได้ด้วยการยืดแขนออก ไม่จำเป็นต้องเอนตัวหรือแอ่นเอว เหมาะสมสำหรับสิ่งของที่จำเป็น ใช้งานบ่อย เช่น หนังสือ สมุดบันทึก เครื่องเขียนต่างๆ
  3. Third Zone โซนที่สามารถหยิบของได้โดยไม่ต้องลุกขึ้นยืน แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำประจำเหมาะสมสำหรับเก็บสิ่งของที่ต้องใช้เป็นครั้งคราว

Tip

เชื่อว่าชาวออฟฟิศทุกคนต้องนั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน จึงทำให้มีอาการปวดตา ตาเมื่อยล้า สามารถบรรเทาได้โดย นำต้นไม้เล็กๆ วางไว้บนโต๊ะและเมื่อต้องการพักสายตาให้มองไปที่ต้นไม้ 2-4 นาที จะสามารถช่วยบรรเทาอาการเมื่อยล้าของสายตาและรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

เพราะชีวิตเรากว่าครึ่งนึงต้องอยู่กับการทำงาน ดังนั้นไม่ควรปล่อยละเลยฝืนทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีกันเลยนะคะ เพื่อสุขภาพของเราที่ส่งผลไปถึงประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งการทำตามหลัก Ergonomics ไม่ได้ทำยากเลยอีไลฟ์อยากให้ทุกคนใส่ใจสุขภาพตรงนี้มากขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยืนยาวต่อไป…

 


นั่งนานเกินไป…ส่งอันตรายอะไรบ้าง ?

นั่งนานเกินไป…ส่งอันตรายอะไรบ้าง ?

ภาวะการขาดการเคลื่อนไหวนอกจากการขาดออกกำลังกายจะส่งผลเสียให้กับส่วนของต่างๆของร่างกายได้แล้ว คนส่วนใหญ่มักมองข้ามไปว่าการนั่งนานเกินไปก็ส่งผลเสียให้ไม่น้อยเช่นเดียวกันหรือที่เรารู้จักกันดีว่า “ออฟฟิศซินโดรม” ไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศ พนักงานขายตั๋ว แคชเชียร์ พนักงานบริการต่างๆ รวมไปถึงผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่นั่งรถเข็นวีลแชร์ทั้งวัน…

1.น้ำหนักตัวขึ้น

  • เป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อร่างกายมีการเคลื่อนไหวน้อย ก็จะทำให้การเผาผลาญน้อยลงไปด้วย การทานอาหารลงไปในปริมาณเท่าเดิมแต่ร่างกายมีการเคลื่อนไหวน้อยลงทำให้เกิดไขมันสะสมได้ง่ายเสี่ยงต่อโรคอ้วนนั่นเอง
  • เมื่อนั่งนานๆจะให้อวัยวะในช่องท้องเคลื่อนไหวช้าลงทำให้ประสิทธิภาพในการย่อยทำได้น้อยลง อาจทำให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ

2.เสี่ยงปวดหลัง

  • เชื่อว่าหลายๆท่านที่กำลังนั่งทำงานนั้นต้องนั่งในท่าที่ไม่ถูกต้องแน่นอน เช่น การนั่งหลังโค้งงอ ห่อไหล่หรือนั่งไหล่งุ้ม การนั่งท่าเหล่านี้เป็นเวลานานอาจส่งผลให้ปวดหลังรวมถึงปวดคอ ปวดไหล่ เอี้ยวตัวลำบาก และผลเสียอย่างยิ่งกับกระดูกสันหลังของคุณถึงแม้ว่าคุณจะใช้เก้าอี้ราคาแพงมาเพื่อป้องกันอยู่แล้วแต่ก็ควรลุกขึ้นมาเพื่อยืดเส้นยืดสายบ้างนั้นเอง

3.เสี่ยงเส้นเลือดขอด

  • นอกจากการยืนเป็นเวลานานๆจะสามารถเกิดเส้นเลือดขอดได้แล้ว การนั่งที่นานเกินไปก็สามารถทำให้เกิดเส้นเลือดขอดได้เช่นเดียวกัน เป็นได้ทั้งแบบเส้นเลือดโป่ง และคด เส้นเลือดที่ผิวกระจายเป็นเส้นเล็ก ๆ จริง ๆ แล้วส่วนใหญ่ไม่ได้อันตรายมาก แต่ในบางรายอาจมีอาการเจ็บ หรือปวดได้ และในบางรายเส้นเลือดขอดอาจมีขนาดใหญ่ หรือเห็นชัดมากจนต้องเข้ารับการรักษาอย่างจริงจัง

4.เสี่ยงสมองเสื่อม

  • การไม่เคลื่อนไหวร่างกายเป็นเวลานานอาจทำให้คุณอยู่ในภาวะคล้ายผู้ป่วยสมองเสื่อม สมองจะสั่งการได้ช้าลงเพราะได้รับเลือดและออกซิเจนน้อยลงนอกจากนี้ยังส่งผลกับอารมณ์อีกด้วย

5.ลดอายุไข

  • การนั่งนานๆทำให้เสี่ยงโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดดำลึกที่ขาอุดตัน เบาหวาน มะเร็ง เป็นต้น
  • เมื่อคุณนั่งนานๆ เลือดจะไหลเวียนช้าลงและกล้ามเนื้อจะเผาผลาญไขมันน้อยลงทำให้กรดไขมันอุดตันหัวใจได้ง่ายขึ้น
  • ผลการวิจัยที่นำเสนอในการประชุมด้านโรคมะเร็งในปี 2558 ยังพบว่าการนั่งนานทำให้มีโอกาสเกิดโรคมะเร็งของส่วนต่าง ๆ เพิ่มขึ้นดังนี้

มะเร็งปอด เพิ่มขึ้นร้อยละ 54

มะเร็งมดลูก เพิ่มขึ้นร้อยละ 66

มะเร็งลำไส้ใหญ่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 30

6.การเสื่อมของสภาพกล้ามเนื้อ

  • การนั่งเป็นเวลานานทำให้สะโพกของคุณตึงรั้ง และทำให้การเคลื่อนไหวของข้อสะโพกลดลงเนื่องจากอยู่ในท่างอเป็นเวลานานไม่มีการเหยียด ซึ่งในผู้สูงอายุการที่สะโพกโค้งงอเป็นสาเหตุของการหกล้ม และการนั่งนานๆยังทำให้กล้ามเนื้อสะโพกและด้านหลังไม่ได้ทำงานทำให้กล้ามเนื้ออ่นแอลง และจะมีผลต่อการก้าวที่มั่นคงของคุณขณะเดิน วิ่งหรือกระโดด

7.เสี่ยงกระดูกอ่อนแอความผิดปกติของรูปกระดูก

  • การนั่งนานส่งผลให้ระบบหมุนเวียนเลือดทำได้ไม่ดี ซึ่งอาจเกิดอาการเท้าบวมเกิดเส้นเลือดดำอุดตัน
  • การนั่งผิดท่าหรือการนั่งไขว่ห้างอาจทำให้กระดูกสันหลังผิดรูป เบี้ยวไปจากเดิมทำให้เกิดอาการปวดหลัง กระดูกสันหลังอักเสบ

 

รวมเครื่องใช้เพื่อสุขภาพ…ที่ช่วยให้ชีวิตง่ายในขึ้นยุค 2021

รวมเครื่องใช้เพื่อสุขภาพ…ที่ช่วยให้ชีวิตง่ายในขึ้นยุค 2021

ยุค 2021 นี้ผู้คนทุกเพศทุกวัยเริ่มหันกลับมาสนใจสุขภาพกันมากขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยเท่านั้น เพราะทุกคนในทุกวัยก็ต้องการความสะดวกสบายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาพักผ่อนทำให้เทคโนโลยีมีการพัฒนาขึ้นมากมายเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากที่สุดนอกจากให้ความสะดวกสบายเป็นหลักยังช่วยลดการเสื่อมสภาพของร่างกายหรือป้องกันการเกิดอุบัติเหตุต่างๆนั่นเอง

และปัญหาของผู้คนส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นอาการปวดหลัง ปวดเข่า ปวดคอ ซึ่งปัญหาเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นกับคนวัยทำงาน (ออฟฟิศซินโดรม) ไปจนถึงผู้สูงอายุ วันนี้อีไลฟ์มี 5 เครื่องใช้เพื่อสุขภาพที่จะช่วยให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้นไม่ว่าจะช่วงวัยไหน จะมีอะไรน่าสนใจบ้างไปดูกันเลยค่ะ…

1.โซฟาปรับไฟฟ้า Electric Sofa

บอกเลยนี้คือสวรรค์ของคนที่ชอบการพักผ่อนสำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นการ ดูหนัง ทำงาน อ่านหนังสือ หรืองีบหลับแต่ไม่ต้องการนอนอยู่บนเตียงอย่างเดียว โซฟาปรับไฟฟ้าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียวค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วจัดเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพที่คนทั่วไปสามารถใช้งานได้รวมไปจนถึงผู้สูงอายุที่ค่อนข้างลุกนั่งลำบาก ด้วยฟังก์ชันของการปรับระดับสามารถปรับนอน ปรับส่วนคอ และปรับในส่วนของการชันเข่า (ส่วนนี้ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนเลือดบริเวณเข่าดีขึ้น)

2. โต๊ะปรับไฟฟ้า Adjustable Standing Desk

เป็นโต๊ะทำงานยอดนิยมสำหรับช่วงออฟฟิศในยุค 2021 เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นวงการ Youtuber พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ พนักงานออฟฟิศทั่วไป ไปจนถึงท่านที่กำลัง Work From Home อยู่ในขณะนี้ ประโยชน์หลักๆคือมีมีไว้แก้ปัญหาโรคออฟฟิศซินโดรมที่เกิดจากการนั่งทำงานในท่าเดิมเป็นเวลานาน ฟังก์ชันหลักของโต๊ะชนิดนี้คือสามารถปรับระดับสูง-ต่ำของโต๊ะ ดังนั้นคนใช้งานสามารถปรับได้โต๊ะได้ตามอริยบทที่ต้องไม่ว่าจะเป็นการนั่งหรือยืน จริงๆโต๊ะไฟฟ้าหรือ Adjustable Standing Desk มีการใช้กันอย่างแพร่หลายแล้วในต่างประเทศ (ราคาอยู่ที่ 10,000+++)

3. เก้าอี้ปรับระดับ Ergonomic Chairs

มีโต๊ะแล้วก็ต้องมีเก้าอี้เป็นส่วนนึงที่ไม่ควรมองข้าม ปัจจุบันนี้มีการออกแบบเก้าอี้ทำงานให้สามารถรองรับสรีระของมนุษย์ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับพนักพิงส่วนหลัง ส่วนคอ ที่วางแขน ระดับสูงต่ำ ซึ่งราคาอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว (ราคาอยู่ที่ 4,000+++)

4. เตียงปรับไฟฟ้า Electric Adjustable Bed

ต่อมาเป็นเตียงปรับระดับไฟฟ้าซึ่งต้องขอบอกก่อนว่าเตียงประเภทนี้จัดเป็นเตียงนอนเพื่อสุขภาพซึ่งหลักๆมีขึ้นเพื่อให้ความสะดวกสบายกับผู้สูงอายุก็จริง แต่คนทั่วไปที่ต้องการการนอนหลับพักผ่อนให้รู้สึกดีกว่าการนอนเตียงธรรมดาก็สามารถใช้งานได้เช่นกัน ฟังก์ชันที่สำคัญส่วนสามารถปรับระดับพนักพิง ปรับชันเข่า ซึ่งทำหมดทำได้โดยการปรับไฟฟ้านั่นเอง (ราคาอยู่ที่ 30,000+++)

5. รถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า Power Wheelchairs

รวมวีลแชร์ไฟฟ้าท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุ ราคาดี มีรีวิว (เกรดพรีเมียม)

สุดท้ายเป็นรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้าซึ่งจะเป็นการให้ความสะดวกสบายแก่ผู้สูงอายุหรือผู้พิการเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้ามองในอีกมุมมองนึงผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ก็ามารถใช้งานได้เช่นเดียวกัน นอกจากให้ความสะดวกสบายแล้วยังสามารถช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดจากการพลัด ตก หกล้มได้ (ราคาอยู่ที่ 20,000+++)


 

วิธีการดูแลรักษารถเข็นไฟฟ้า ช่วยให้ยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้น

วิธีการดูแลรักษารถเข็นไฟฟ้า ช่วยให้ยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้น

รถเข็นไฟฟ้า หรือวีลแชร์ไฟฟ้า ถือว่าเป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ข่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย หรือผู้ที่มีปัญหาเรื่องการเดิน ที่จะช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างราบรื่น สะดวก สบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า หรือรถเข็นไฟฟ้า เป็นรถเข็นที่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าประกอบกัน เพื่อทำงานร่วมกัน ให้รถเข็นวีลแชร์สามารถขับเคลื่อนได้อัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้คนเข็น

wheelchairs

สำหรับผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย ทางด้านการเคลื่อนไหว ที่ใช้งานรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้าอยู่เป็นประจำทุกวัน  การดูแลรถเข็นและการบำรุงรักษารถเข็นของคุณให้อยู่ในสภาพที่ดีและพร้อมใช้งานได้อย่างต่อเนื่องและสามารถใช้งานได้ยาวนาน เป็นเรื่องที่ผู้ใช้งานเป็นสิ่งที่ต้องหมั่นดูแลและบำรุงรักษาให้ความสำคัญอยู่เป็นประจำ และแน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากเปลี่ยนรถเข็นไฟฟ้าคันใหม่อยู่บ่อยๆ ใช่มั้ยคะ ?? สำหรับบทความสาระน่ารู้ดีๆ วันนี้ Elife ก็จะมีวิธีการดูแลรักษารถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า ที่สามารถช่วยยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้นได้หลายปีเลยค่ะ

วิธีการดูแลรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า

การดูแลรักษารถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า ก็เปรียบเสมือนกับการดูแลรถยนต์ทั่วไป ที่จะต้องได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งเราคอยหมั่นดูแลรักษาเป็นอย่างดี จะช่วยยึดอายุการใช้งานได้นานมากยิ่งขึ้น ในส่วนของวิธีการดูแลรักษา สามารถทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยากเลยค่ะ สามารถทำเองเบื้องต้นได้ที่บ้าน ที่สำคัญเราไม่ต้องเปลี่ยนรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้าบ่อยๆ และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและช่วยเซฟเงินในกระเป๋าอีกด้วยค่ะ

  • จอยสติ๊ก , อุปกรณ์ควบคุมทิศทาง (๋Joystick)
    จอยสติ๊ก เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่สำคัญเป็นอย่างมากในการขับเคลื่อนบังคับทิศทางของรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการบังคับเดินไปข้างหน้า , ถอยหลัง , เลี้ยวซ้าย , เลี้ยวขวา หรือแม้หมุนรอบตัวอย่างอิสระ ดังนั้นจึงถือว่าจอยสติ๊ก หรืออุปกรณ์ควบคุมสำคัญต่อการบังคับทิศทาง ซึ่งวิธีการดูแล และรักษาก็ไม่ยากค่ะ เราสามารถทำได้ดังนี้
    – หลีกเลี่ยงการโดนกระแทก วิธีการบังคับ ไม่ควรบังคับโดยการโยกที่รุนแรงเกินไป เพราะจอยสติ๊กหรืออุปกรณ์ควบคุมทิศทางนั้นแค่ใช้ปลายนิ้วออกแรงเบาๆผลัก รถเข็นไฟฟ้าก็สามารถเคลื่อนที่ได้ทันที และหากต้องการให้เร็ว ก็สามารถเพิ่มระดับความเร็วได้มากสุดจนถึงระดับ 5 เลยก็ได้
    – เมื่อเปิดใช้งานจอยสติ๊กอย่าพึ่งรีบใช้งาน ควรรอสัก 10-20 วินาที เพื่อให้ไฟที่อยู่บนจอยสติ๊กขึ้นให้ครบทุกดวง และให้ไฟหยุดนิ่งก่อน เพื่อเป็นการเตรียมระบบให้พร้อมสำหรับที่จะเริ่มใช้งาน
    – หลีกเลี่ยงการโดนน้ำ เนื่องจากในตัวจอยสติ๊กนั้นจะมีแผงวงจรควบคุมการขับเคลื่อนทิศทาง และควบคุมส่วนอื่นๆ ที่ทำให้รถเข็นไฟฟ้าทำงานอยู่ หากมีการเปียกน้ำหรือถูกน้ำมาอาจทำให้เกิดความเสียหายได้ จึงควรหลึกเลี่ยงการใช้งานในขณะที่ฝนตก และไม่ควรเอาน้ำมาฉีดล้างเพื่อทำความสะอาด แต่ควรใช้ผ้าสะอาดเช็ด และใช้แปรงปัดฝุ่นเบาๆ ก็เพียงพอรถเข็นไฟฟ้าPW-301Plus

  • มอเตอร์
    มอเตอร์คือส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนรถเข็นไฟฟ้าไปตามทิศทางที่เราบังคับ โดยรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้าจะมีมอเตอร์อยู่ที่ล้อหลังทั้ง 2 ข้าง ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ช่วยให้รถเข็นเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หมุนรอบตัวเองได้อย่างเป็นอิสระ วิธีการดูแลรักษามอเตอร์รถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้ามีดังนี้
    – หลีกเลี่ยงการใข้งานอย่างหนัก โดยปกติแล้วรถเข็นไฟฟ้าสามารถปรับระดับความเร็วได้ตั้งแต่เบอร์ 1 ช้าสุดไปจนถึงเบอร์ 5 เร็วสุด หากต้องการใช้รถเข็นไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง แนะนำว่าไม่ควรปรับความเร็วอยู่ในระดับที่สูงสุด เพราะจะทำให้มอเตอร์ต้องทำงานหนัก จนเกิดความร้อนสูง มอเตอร์อาจจะไหม้ก็เป็นได้ และการไม่ใช้ความเร็วในระดับที่สูงสุด จะช่วยยืดอายุ และถนอมการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่รถเข็นไฟฟ้าได้อีกด้วย
    – เปลี่ยนโหมดการทำงานก่อนการใช้งาน รถเข็นไฟฟ้ามีระบบการทำงานอยู่ 2 ระแบบด้วยกันนั่นก็คือ ระบบไฟฟ้า (Electric) และระบบผู้ช่วยเข็น (Manual) หากต้องการเปลี่ยนจากระบบไฟฟ้าไปใช้งานแบบ Manual ควรเปลี่ยนสวิตซ์ไฟฟ้าก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันการใช้งานแบบผิดประเภทที่อาจทำให้มอเตอร์ได้รับความเสียหาย เกิดกระแสไฟฟ้าร้อน อาจจะทำให้มอเตอร์เกิดความผิดปกติในขณะที่กำลังใช้งาน
    – หลีกเลี่ยงการใช้งานในพื้นที่น้ำขัง รถเข็นไฟฟ้า ก็เปรียบเสมือนกับอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดอื่นๆ ประเภทเดียวกับพวกโทรทัศน์ ตู้เย็น หรือพัดลม ซึ่งเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าอุปกรณ์ไฟฟ้ากับน้ำไม่ใช่ของคู่กันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในทางที่ดี ควรจะหลีกเลี่ยงการใช้งานในบริเวณที่มีน้ำขัง น้ำท่วมสูง หรือใช้งานในขณะที่ฝนตก เพราะอาจจะทำให้น้ำเข้ามอเตอร์จนได้รับความเสียหายได้ แต่ถ้าหากถนนหมาดๆ หลังจากฝนตกแล้วก็สามารถใช้งานได้ แต่ควรระมัดระวังที่มีน้ำท่วมสูง หรือที่เป็นหลุมที่มีน้ำขังเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของรถเข็นไฟฟ้าได้นานมากยิ่งขึ้น

Brushless motor กับ Brushed ต่างกันอย่างไร? (มอเตอร์รถเข็นไฟฟ้า)


  •  แบตเตอรี่ 
    แบตเตอรี่ เป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่เป็นพลังงานสามารถทำให้รถเข็นวีลแชร์ขับเคลื่อนได้ แต่แบตเตอรี่ก็จะมีอายุการใช้งานโดยปกติจะใช้งานได้นาน 2-4 ปี ขึ้นอยู่กับการใช้งานและการดูแลรักษา ดังนั้นหากเราต้องการให้แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้นาน ต้องควรดูแลดังนี้
    – ใช้งานบ่อยๆ ไม่ควรจอดรถเข็นไฟฟ้าทิ้งไว้เป็นเวลานาน ควรมีการใช้งานอย่างสม้ำเสมอเพื่อให้แบตเตอรี่ได้หมุนเวียนประจุไฟฟ้า และที่สำคัญอย่าปล่อยให้แบตเตอรี่หมดระหว่างใช้งานบ่อยๆ เพราะอาจจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าปกติ
    – ไม่ควรชาร์ตบ่อยๆ โดยปกติแล้วรถเข็นสามารถใช้งานได้ยาวนานหลายกิโลเมตร กว่าแบตเตอรี่จะหมด ผู้ใช้งานสามารถสังเกตุสถานะแบตเตอรี่ได้ที่แถบไฟบริเวณ Joystick หากไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่มีสีส้ม ไปจนถึงสีแดง 2 จุดสุดท้าย ให้ชาร์จแบตเตอรี่ได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอให้ให้แบตหมดเกลี้ยงจนดับแล้วค่อยชาร์จ เพราะจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมได้ โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชาร์จแบตเตอรี่คือช่วงเวลาที่เราไม่ได้ใช้งานรถเข็นไฟฟ้า หรือช่วงเวลาที่เรานอนหลับพักผ่อน ( 22.00-06.00 น.)
    – ชาร์จไฟให้เต็มอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง แล้วถอดปลั๊กไฟที่เป็นขั้ว ระหว่างแบตเตอรี่ที่เชื่อมต่อกับรถเข็นไฟฟ้าออก ในกรณีที่ไม่ค่อยได้ใช้งานรถเข็นไฟฟ้าแล้ว แนะนำว่าให้นำแบตเตอรี่ออกมาชาร์จอย่างน้อยเดือนละ  1 ครั้ง และนำรถเข็นไฟฟ้าออกมาใช้งานอย่างน้อย 10-15 นาที เพื่อเป็นการกระตุ้นประจุไฟของแบตเตอรี่ เพราะการจอดทิ้งไว้นานๆ โดยไม่ชาร์จไฟ จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วและอาจทำให้ชาร์จไฟไม่เข้าจนใช้งานไม่ได้
    – อย่าใช้ที่ชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐาน  ควรใช้ที่ชาร์จที่มาพร้อมกับรถเข็น ไม่ควรใช้ที่ชาร์จอื่นในการชาร์จไฟ เพราะกำลังวัตต์ที่น้อยกว่า อาจจะทำให้กระแสไฟฟ้าจ่ายไฟไม่พอ และทำให้ต้องชาร์จแบตนานขึ้นQ&A เรื่องแบตเตอรีรถวีลแชร์ไฟฟ้าที่คุณต้องรู้

การชาร์จแบตเตอรี่รถเข็นไฟฟ้า โปรดทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. ตรวจดูว่าในรูเต้ารับไม่มีสิ่งสกปรก
  2. ปิดสวิทซ์ไฟที่คันบังคับก่อน
  3. ถอดสายไฟที่ต่อจากแบตเตอรี่ออกจากตัวรถ
  4. ต่อสายเครื่องชาร์จเข้ากับแบตเตอรี่
  5. ต่อสายเครื่องชาร์จอีกด้านเข้ากับไฟบ้าน จะมีไฟสีแดงที่เครื่องชาร์จ การชาร์จจะใช้เวลา 8-10 ชม. ห้ามปล่อยไว้เกิน 24 ชม.จะทำให้อายุการใช้งานสั้นลง
  6. ถอดสายชาร์จออกเมื่อการชาร์จเสร็จสมบูรณ์

หากไม่ได้ใช้รถเข็นหลาย ๆ วันให้ถอดสายแบตเตอรี่ออกเพื่อประหยัดไฟ และให้ชาร์จแบตเตอรี่เดือนละ 1 ครั้ง เมื่อไม่ได้ใช้รถเป็นเวลานาน

คำเตือนเกี่ยวกับการชาร์จ

ไม่ควรถอดสายชาร์จถ้าการชาร์จยังไม่เสร็จสมบูรณ์ มิฉะนั้นจะทำให้ แบตเตอรี่เสื่อมก่อนเวลาอันควร ให้สังเกตไฟสีเขียวที่เครื่องชาร์จซึ่งแสดงว่าการชาร์จเสร็จสมบูรณ์แล้ว โปรดปฏิบัติตามหัวข้อต่อไปนี้เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากการชาร์จ

  • เครื่องชาร์จจะต้องใช้ตามที่ผู้ผลิตเตรียมให้เท่านั้น เพื่อป้องกันอันตรายจากการใช้ผิดขนาด
  • เครื่องชาร์จจะต้องวางไว้ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก หลีกเลี่ยงสถานที่เปียก หรือมีความชื้นสูง
  • ห้ามปิดทับเครื่องชาร์จด้วยวัสดุใด ๆ ทั้งสิ้น
  • ห้ามใช้เครื่องชาร์จในที่ที่อุณหภูมิต่ำกว่า10°c หรือ มากกว่า 50°C อาจทำให้แบตเตอรี่เสียหายด้วย
  • จะมีเสียงพัดลมระบายความร้อนในเครื่องชาร์จเป็นเรื่องปรกติ
  • อย่าให้มีของเหลวหกลงบนเครื่องชาร์จ อย่าใช้เครื่องชาร์จใกล้วัสดุไวไฟ หรือติดไฟได้
  • เก็บให้ห่างจากไฟ
  • ห้ามสูบบุหรี่ขณะชาร์จ เพราะเครื่องชาร์จจะปล่อยก๊าซ H2 ขณะชาร์จ ควรวางเครื่องชาร์จในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก
  • ห้ามสัมผัสเครื่องชาร์จ สายไฟ แบตเตอรี่ขณะที่เครื่องชาร์จเปียกหรือมือเปียก
  • ห้ามนั่ง หรือขับเคลื่อนตัวรถขณะชาร์จอยู่ เพื่อป้องกันอันตราย

ความปลอดภัยเกี่ยวกับแบตเตอรี่

  • การใช้แบตเตอรี่ผิดชนิดอาจทำให้เกิดการระเบิด หรือไฟไหม้ได้
  • ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่ตามคำแนะนำของผู้ผลิตเท่านั้น
  • การเปลี่ยนจะต้องตรวจสอบขั้วให้ถูกต้อง
  • ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มอยู่เสมอ
  • หากไม่ได้ใช้รถเป็นเวลานานให้ชาร์จแบตเตอรี่ก่อนใช้งาน

  • เบาะรองนั่ง 
    วิธีดูแลเบาะรองนั่งทำได้ง่าย โดยถอดออกมาทำความสะอาดโดยใช้น้ำเปล่า หรือนำเบาะรองนั่งไปแช่น้ำที่ผสมผงซักฟอกแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด แต่ควรระวังคือ ไม่ควรใช้แปรงขนแข็งในการแปรง เพราะอาจจะทำให้เบาะเป็นขุยได้

  • ล้อ
    – ล้อยางตัน จริงอยู่ที่ว่าล้อยางตันไม่ต้องดูแลเยอะ จุกจิกกวนใจ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ดูแลเลย เพื่อให้รถเข็นสามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้งานบนถนนที่มีความร้อนจัดๆ เป็นเวลานานอาจจะก่อให้เกิดยางแตกเปราะได้ และควรหลีกเลี่ยงพื้นที่เป็นหลุม เป็นบ่อและมีน้ำท่วมขัง หรือมีของแข็งของแหลมคมที่อาจสร้างความเสียหายให้ผิวของล้อร่อนหรือหลุดออกมาได้ หรือวิธีการเก็บไม่ควรเก็บรถเข็นตากแตด หรืออยู่ในห้องที่มีอากาศอบอ้าว เพราะหากมีอากาศอบอ้าว หรืออากาศร้อน จะทำให้ยางเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ
    – ล้อยางเติมลม สำหรับล้อเติมลมต้องใส่ใจในการดูแลเป็นพิเศษ ควรตรวจเช็คสภาพล้อให้บ่อยครั้งก่อนใช้งาน หรืออย่างน้อยควรตรวจสอบลมยางสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจดูว่าลมมีการสึกกร่อนหรือเสื่อมหรือไม่ หากใช้งานแล้วรู้สึกไม่สบาย มีเสียงดังก๊อกแก๊ก ให้หยุดใช้งานแล้วหาสาเหตุเพื่อแก้ไขทันที
    *** บางครั้งการที่รถเข็นไปติดหรือไปสะดุด อาจทำให้น็อตหลวมคาย เป็นสาเหตุทำให้ล้อหลุดออกมาได้ ***

รถเข็นไฟฟ้าล้อใหญ่และล้อเล็ก


  • ห้ามใช้ลากสิ่งของ
    รถเข็นไฟฟ้าไม่ใช่รถสำหรับลากสิ่งของ และไม่ควรรับน้ำหนักเกินไปกว่าที่ตัวรถเข็นกำหนด แม้รถเข็นไฟฟ้าจะรับน้ำหนักได้มากแต่การใช้ลากสิ่งของหรือใช้ขนส่งสินค้านั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง

รถเข็นไฟฟ้าน้ำหนักเบา


  • เก็บรถเข็นไฟฟ้าไว้ในอุณหภูมิห้องห้องปกติ
    เนื่องจากรถเข็นทำงานด้วยระบบไฟฟ้า การเก็บไว้กลางแจ้งหรือในที่อากาศ กาอาศชื้นมากจนเกินไป อาจจะสร้างความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่ได้


  • สังเกตความผิดปกติอยู่เสมอ
    อย่าลืมสังเกตอุปกรณ์อื่นๆ ของรถเข็นอยู่เสมอ และตรวจเช็คสายไฟว่าชำรุด มีรอยรั่วหรือรอยหนูกัดหรือไม่ รถเข็นเคลื่อนไหวผิดปกติหรือเปล่า หรือมีเสียงดังแปลกๆ ขณะใช้งานหรือไม่ หากมีความผิดปกติเหล่านี้ให้รีบทำการแก้ไข หรือติดต่อที่ร้านโดยด่วน


 

 

  • สรุป

    จะเห็นได้ว่า วิธีดูแลรถเข็นไฟฟ้า ทำได้ไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะคะ เพียงเราใส่ใจและระมัดระวังในการใช้งาน หมั่นตรวจเช็คสภาพรถเข็นอย่างสม่ำเสมอ เพราะรถเข็นก็เหมือนกับรถยนต์ที่ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ทั้งนี้ก็เพื่อให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น โดยไม่ต้องเปลี่ยนรถเข็นไฟฟ้าคันใหม่บ่อยๆ และประหยัดงบประมาณในกระเป๋าได้อีกด้วยค่ะ

ดูแลตัวเองให้พร้อม…ก่อน-หลังฉีดวัคซีนCovid-19

ดูแลตัวเองให้พร้อม…ก่อน-หลังฉีดวัคซีนCovid-19

เตรียมก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19

  • หากมีไข้สูงในวันนัดหมายฉีดวัคซีน ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปก่อน 
  • หากมีไข้ต่ำ ๆ หรือเจ็บป่วยเล็กน้อย สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ตามปกติ ไม่ควรเลื่อนฉีดวัคซีน 
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว มีประวัติภูมิแพ้ หรือมีปัญหาภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์ก่อนฉีดวัคซีน เพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสม 

อาการข้างเคียงหลังฉีด 

อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 มักเป็นสัญญาณแสดงว่าร่างกายกำลังถูกวัคซีนกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต เป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป ไม่รุนแรง และหายได้เองในระยะเวลาไม่นาน เช่น 

  • ไข้ 
  • ปวดศีรษะ 
  • ปวดเมื่อยตามตัว 
  • อ่อนเพลีย
  • บวม แดง ร้อนบริเวณที่ฉีด

อาการแพ้วัคซีน

อาการแพ้วัคซีนในทางการแพทย์เกิดจากการที่ร่างกายตอบสนองภูมิคุ้มกันต่อวัคซีนมากกว่าปกติ ซึ่งนับว่าเป็นอาการไม่พึงประสงค์หลังได้รับวัคซีน อาการที่พบอาจเกิดจากวัคซีนโดยตรง หรือไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีนโดยตรงนั่นคือ อาการทางจิตใจที่มักพบในกลุ่มผู้รับวัคซีนที่เครียด กลัว กังวล เป็นต้น อย่างไรก็ตามหากเป็นวัคซีนที่ผ่านการรับรองและขึ้นทะเบียนแล้ว หากพบผลข้างเคียงรุนแรงจะอยู่ในอัตราที่ต่ำมาก 

อาการแพ้วัคซีนที่อาจพบได้ ซึ่งมักพบหลังจากฉีดวัคซีนในช่วง 30 นาทีแรก ได้แก่

  • ผื่นขึ้น
  • ลมพิษ
  • คันบวมที่ใบหน้า ปาก หรือลำคอ
  • หายใจติดขัด
  • ความดันเลือดต่ำ
  • คลื่นไส้
  • ปวดท้อง

1. ตรวจสอบร่างกาย

  • ไม่อดนอน หลับให้เพียงพอ
  • เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และชา-กาแฟ
  • ต้องไม่มีอาการไข้หรืออาการเจ็บป่วย
  •  สองวันก่อนฉีด และหลังงดออกกำลังกายหนัก

2. แจ้งแพทย์ก่อนฉีด

  •  โรคประจำตัว
  • ประวัติการแพ้ยาหรือวัคซีน
  • การตั้งครรภ์
  • ข้อมูลอื่น ๆ ที่แพทย์ควรทราบ

3. สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียม

  • ก่อนออกจากบ้านอย่าลืมบัตรประชาชน
  • วันเวลานัดการฉีด
  •  รักษามาตรการป้องกันพื้นฐานอย่างเคร่งครัดคือ สวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง พกเจลแอลกอฮอล์

4. ข้อแนะนำในการฉีดวัคซีน

  • วันที่ฉีดควรกินน้ำอย่างน้อย 500 – 1,000 ซีซี
  • ฉีดแขนข้างที่ไม่ค่อยถนัด และหลังฉีดสองวันอย่าใช้แขนนั้น อย่าเกร็งยกของหนัก
  • หลังฉีดแล้วเจ้าหน้าที่จะให้รอดูอาการในบริเวณที่ฉีด 30 นาที

5. ข้อควรระวังหากมีไข้ต้องทำอย่างไร ?

  • ถ้ามีไข้หรือปวดเมื่อยมาก ทนไม่ไหว สามารถกินยาพาราเซตามอลขนาด 500 มก. ครั้งละ 1 เม็ด ซ้ำได้ถ้าจำเป็น แต่ให้ห่าง 6 ชั่วโมง

6. ยาที่ห้ามรับประทานโดยเด็ดขาด

  • ห้ามกินยาพวก Brufen, Arcoxia, Celebrex เด็ดขาด

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/regional/844520

คู่มือวัคซีนสู้โควิด (ฉบับประชาชน)

กรมควบคุมโรค