fbpx

ส่องสังคมผู้สูงอายุในญี่ปุ่น!

ส่องสังคมผู้สูงอายุในญี่ปุ่น!

ส่อง “สังคมผู้สูงอายุญี่ปุ่น” สะท้อนอะไรบ้าง ?

อย่างที่เราท่านทราบดีแล้วว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ก้าวสู่วัยผู้สูงอายุก่อนประเทศไทยหลายปีเลยทีเดียว ในวันนี้ญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงไปมาก วันนี้อีไลฟ์จะพามาดูกันว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับญี่ปุ่นในวันนี้เกี่ยวโยงกับสังคมผู้สูงอายุที่น่าสนใจมากกัน เพราะในวันนี้ ญี่ปุ่นในปัจจุบันตัวเลขผู้สูงอายุในญี่ปุ่นหากนับตั้งแต่วัย 65 ปีขึ้นไป มีจำนวน 35.57 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 28.1% แต่ถ้านับตั้งแต่วัย 70 ปีขึ้นไป มีจำนวนสูงถึง 26.18 ล้านคนหรือเป็น 20% ของประชากรทั้งประเทศ

นี่เป็นครั้งแรกของญี่ปุ่นที่มีประชากรสูงวัยอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้น คิดเป็น 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีสัดส่วนผู้สูงวัยมากที่สุดในโลก แซงหน้าอิตาลีที่มีตัวเลขผู้สูงวัย 23.3%

 

ถ้าพูดถึงสังคมสูงอายุ ประเทศอันดับต้น ๆ ที่เรานึกถึงก็คือประเทศญี่ปุ่น เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ติดอันดับสัดส่วนผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก ๆ ที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นประเทศแรก ตั้งแต่ปี 2513 (คือมีประชากรผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป เกิน 7%) และได้กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2537 (คือมีประชากรผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปี เกิน 20%) และมีแนวโน้มจะมีประชากรผู้สูงอายุมากถึง 39% ในปี 2593 และด้วยสาเหตุที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว เพราะมีอัตราเด็กเกิดใหม่ที่ต่ำติดต่อกันมาตลอด  และเมื่อปี 2017 เป็นปีที่ญี่ปุ่นมีอัตราการเกิดของเด็กทารกต่ำสุดคือประมาณ 941,000 คน ขณะที่อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 1.34 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2016 ประมาณ 3%  และในปี 2017 ที่ผ่านมาเช่นกัน ถือเป็นปีที่ญี่ปุ่นทำลายสถิติตัวเองกับการมีผู้สูงอายุ ที่มีอายุเกิน 100 ปี มากเป็นประวัติการณ์  ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่ประชากรอายุเกิน 100 ปีมากกว่าประเทศใด ๆ ในโลกใบนี้ !

 

ไม่แปลกใจเลยว่า?  มองไปทางใด เราจะเห็นผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานรถไฟ  คนขายของในห้างร้านในสถานีรถไฟ  คนกวาดขยะ  ตลอดเวลาทุกสถานที่ แต่สิ่งที่ใกล้ตัวและชื่นชมก็คือ โชเฟอร์คนขับรถแท็กซี่ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ ขับรถเร็วมาก (อย่างกะวัยรุ่นในบ้านเรา) ซิกแซก เข้าทางลัดนั่นโน่นนี่ จนลืมไปเลยว่า รถคันนี้ขับโดยผู้สูงอายุ   พวกเราเลยถึงที่หมายสบายผิดกัน ส่วนวันอื่น ๆ พวกเราก็ใช้บริการของรถไฟชินกาเซน ซึ่งแน่นอนพนักงานตรวจตั๋วบนรถไฟ ก็เป็นผู้สูงอายุเช่นกัน  หรือแม้แต่ตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นวัด หรือ ศาลเจ้า ที่มักจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวสูงอายุ  หรือแม้แต่สวนสาธารณะ ที่เราจะเห็นผู้สูงอายุ สูงวัย เดินเที่ยวออกกำลังกายกันได้เสมอ ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่ผู้สูงอายุ ยังมีเรี่ยวแรง และมีใจอยากทำงานอยู่ !

 

ภาพจาก https://www.indiatimes.com/

เมืองโอซาก้า ดูแลผู้สูงอายุระดับพรีเมี่ยม
บริษัท กรีนไลฟ์ จำกัด ถือเป็นหนึ่งในบริษัทเอกชนที่ให้การบริการรับดูแลผู้สูงอายุระดับพรีเมี่ยม ตั้งอยู่ในกรุงโอซาก้า ก่อตั้งเมื่อปี 1994 มีจำนวนพนักงานทั้งสิ้น 2,634 คน โดยแบ่งเป็นพนักงานประจำ 1,581 คน โดยมีจำนวนเตียงมากถึง 4,373 เตียง และมีสถานพยาบาลทั้งสิ้น 68 แห่ง เช่น Green Life Sendai จำนวนเตียง 300 เตียง, Medis Kudatsu จำนวนเตียง 45 เตียง, C-Hearts Koshigaya จำนวนเตียง 68 เตียง และ Welhouse Senrichuo จำนวนเตียง 200 เตียง เป็นลำดับ   จะสังเกตเห็นได้ว่า สำนักงานใหญ่อย่าง Green Life Sendai ถือเป็นศูนย์บำบัดที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น นับได้ว่า เป็นบ้านพักคนชราของเอกชน ที่ใหญ่ที่สุด  โดยมีค่าดูแลต่อหนึ่งคนผู้สูงอายุโดยประมาณ 3 แสนบาทต่อเดือน ซึ่งในราคานี้ รวมในเรื่องการดูแลทั้งหมด พร้อมยาสำหรับโรคส่วนตัว และแพทย์ประจำตัว (ที่จำเป็น)

 

ภาพจาก https://www.somepets.com/

 

ถึงแม้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุมากที่สุด
แต่ธุรกิจที่เกี่ยวกับ Aging Society ก็มีการแข่งขันกันมากที่สุดด้วย

Service ให้ทิศทางและมุมมองการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีแก่ผู้สูงอายุที่จะเข้ามาอยู่พำนักด้วยกัน  ให้พวกเขารู้สึกว่า อยู่ที่นี่ พวกเขาจะรู้สึกปลอดภัย และสนุกกับเพื่อนที่อยู่วัยเดียวกัน  อาจจะมีการสร้างอีเว้นท์ร่วมกัน เช่น วันเกิด  จัดการร้องเพลงร่วมกัน การจัดกิจกรรมจัดดอกไม้ร่วมกัน  กีฬาสี ฯลฯ  ทำให้เกิดเป็นสังคมเล็ก ๆ อย่างมีความสุข  ดังนั้น ผู้สูงอายุที่มีความสนใจ และเข้ามา visit จะเห็นภาพแห่งความสุขที่มาอยู่ที่นี่ร่วมกัน ทำให้พวกเขา ก็อยากมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่ Green Life แห่งนี้ด้วย

Money เงิน อาจจะไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นที่สุด แต่เป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญเสมือนกัน การดูแลเอาใจใส่ใน พนักงาน ให้ความสำคัญกับทุกอย่าง โดยเฉพาะกับ คน  หนึ่งชีวิต หนึ่งคน หนึ่งบาท หนึ่งหน้า หนึ่งความรู้สึก ทุกสิ่งเราให้ความสำคัญเท่าเทียมกันหมด  และยอดขายที่ดี จะตามมาเอง

Information พยายามหาตลาดใหม่ เพื่อลงทุนการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เพิ่ม Channel มากขึ้น พยายามบริหารยอดกำไร ให้เพิ่มขึ้นทุกปี ด้วยกลยุทธการดูแลเอาใจใส่พนักงาน ไปพร้อม ๆ กับการหาตลาดใหม่การหา demand ใหม่ ให้เพิ่มขึ้นทุกปี

หนีไม่พ้น สุขภาพเสื่อมตามวัย
ไม่เพียงแต่ในประเทศญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่กำลังก้าวสู่ Aging Society ปัญหาสุขภาพ ความเสื่อมโทรมทางร่างกายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถือเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมอง โรคเบาหวาน โรคความดันสูง ฯลฯ และโรคที่เป็นสาเหตุทำให้สมรรถภาพร่างการเสื่อมถอย คือ ปวดหลัง ปวดคอ ข้อเสื่อม เหล่านี้เป็นต้น

 

ภาพจาก https://www.indiatimes.com/

 

ธุรกิจเกี่ยวกับ “สุขภาพ” บูมมากในญี่ปุ่น

ข้อนี้แทบไม่ต้องสงสัยเลย เพราะนอกจากเรื่องงานแล้ว ด้านการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน สังเกตได้เลย คนสูงอายุในญี่ปุ่นจะพยายามหาอะไรทำอยู่เสมอ เคยมีเพื่อนสนิทถามมาเหมือนกันว่า “แต่ละวัน นอกจากทำงานแล้ว คนสูงอายุญี่ปุ่น พวกเขาทำอะไรกัน” หากพวกเขาไม่ทำงานประจำ ก็จะพยายามหากิจกรรมทำ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ เช่น ทำกิจกรรมอาสาสมัคร  เรียนรู้งานฝีมือ เรียนรู้วิธีการชงชา ไปจนถึงการออกกำลังกายแบบจริงจัง ที่ว่าออกกำลังกายแบบจริงจังนี่ เพราะว่า ไปดูได้เลยในฟิตเนสญี่ปุ่น  ถ้าสังเกตุด้วยสายตา จะเห็นว่า อายุเฉลี่ยคนที่มาเล่นฟิตเนส ไม่น่าจะต่ำกว่า 50 ปี มีทั้งการเต้นแอโรบิก สเตป เต้นซุมบ้า แม้กระทั่งการลีลาศจังหวะช้า ๆ จนถึงเร็ว คาดว่าถือเป็นกลุ่มคนที่มีเวลามากที่สุด  ทำให้ธุรกิจสุขภาพในญี่ปุ่นต่างพลอยฟ้าพลอยฝนดีไปด้วย เพราะมีตลาดของผู้สูงวัยจำนวนมาก

เหงา โดดเดี่ยว เสียชีวิต
แน่นอน เมื่อไร้ลูกหลาน  ไร้ทายาท  ความโดดเดี่ยวก็ถามหา ผู้สูงอายุในญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งต้องอาศัยตามลำพัง และเสียชีวิตตามลำพังเช่นกัน  คนที่พบศพเป็นคนแรก ส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนบ้านระแวกเดียวกัน  ซึ่งน่าหดหู่ โดดเดี่ยวมากจริง ๆ

สำหรับประเทศไทยเราเองนั้น เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในอีกไม่เกิน 2 ปีข้างหน้า พ.ศ.2564 ควรน่าจะมีการส่งเสริมการจ้างแรงงานผู้สูงอายุ ถึงแม้ว่า ในปัจจุบัน จะเริ่มมีบางองค์กรเริ่มแล้วเช่น บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา รับผู้สูงอายุมาทำงานในบริษัทในเครือ หรือ ร้านหนังสือเครือข่ายซีเอ็ด  แต่ถ้ามีหลายองค์กรร่วมกันมากกว่านี้ พร้อมกันรัฐบาลช่วยสนับสนุนมากขึ้น ก็จะดีไม่น้อยในการแก้ปัญหาได้ใช้สมรรถภาพการทำงานของผู้สูงอายุได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่ร่างกายยังแข็งแรงอยู่ เพราะอย่าลืมผู้สูงอายุ ประสบการณ์ในการรับมือปัญหามีพร้อม อาจจะเป็นการทำงานร่วมกับคนวัยทำงานเพื่อเสริมจุดที่ด้อย จุดที่เด่น แชร์ส่วนที่ขาดร่วมกันได้  อาจจะทำเป็นสัญญาจ้างงานปีต่อปี แม้ไม่ใช่พนักงานประจำ แต่แรงงานสูงวัยยังมีส่วนช่วยให้เกิดผลิตผลบวก ที่ไม่ใช่ศูนย์ ยังสามารถสร้างรายได้ โดยไม่ต้องพึงรายได้จากลูกหลาน  และยังทำให้เกิดความภาคภูมิใจ สุขภาพจิตดี อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.kinn.co.th

 

 

 

 

 

กิจกรรมร่วมบริจาครถเข็นไฟฟ้าEco3 จากลูกค้าElife

กิจกรรมร่วมบริจาครถเข็นไฟฟ้าEco3 จากลูกค้าElife

 

กิจกรรมดีๆจากพี่ๆตำรวจที่ร่วมสมทบทุนเงินบริจาครถเข็นไฟฟ้าให้กับคุณลุง ฐเดช นายตำรวจเก่าที่ประสบอุบัติเหตุจนทำให้เกิดความพิการ และวันนี้อีไลฟ์ได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์ตัวแทนผู้บริจาค นั้นก็คือคุณ ปีใหม่ หรือ  สิบตำรวจโทหญิง สมฤทัย รองทอง นั้นเองค่ะไปดูกันเลย!

 

 

 

บรรยากาศที่ Elifeไปส่งรถเข็นไฟฟ้าEco3ที่ สน.ลุมพินี

 

คุณปีใหม่มารับรถเข็นหน้าสถานีค่ะ แล้วเราก็ประกอบรถเข็นกันตรงนี้เลยทีเดียว

เมื่อประกอบเสร็จก็สอนการใช้งานเบื้องต้นให้กับคุณปีใหม่ค่ะ

 

บรรยากาศจากคุณปีใหม่ไปส่งรถเข็นให้คุณลุงฐเดชที่พิจิตรค่ะ

 

 

น่ารักมากๆเลยค่ะ และท้ายที่สุดElife ต้องขอขอบคุณทางคุณปีใหม่และผู้ร่วมบริจาคทุกท่านที่ไว้ใจรถเข็นไฟฟ้าEco3จากทางเรา Elifeรู้สึกยินดีมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการบริจาคในครั้งนี้มากๆเลยค่ะ และมั่นใจรถเข็นของเราจะสร้างความสะดวกสบายให้กับคุณลุงฐเดชได้ดีอย่างแน่นอน หากมีกิจกรรมดีๆแบบนี้อีกอย่าลืมคิดถึงElifeนะคะ

 

 

ฝันVSไม่ฝัน แบบไหนหลับสนิทกว่ากัน?

ฝันVSไม่ฝัน แบบไหนหลับสนิทกว่ากัน?

 

ที่เคยคิดว่าการ นอนหลับ” โดยไม่ฝันเลย แปลว่าเราหลับสนิท จริง ๆ แล้วเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ?

ตามปกติแล้วมนุษย์เราทุกคนอาจจะนอน 6-8 ชั่วโมงต่อวัน และใช้เวลาในการ “ฝัน” เฉลี่ยในแต่ละคืนราว 2 ชั่วโมง อาจจะมีทั้งฝันดีจนไม่อยากตื่น ฝันร้ายจนตื่นมาพร้อมกับเหงื่อที่แตกพลั่กไปทั่วร่างกาย หรือฝันที่เนื้อเรื่องมั่วซั่วจนจับต้นชนปลายไม่ถูก

แต่ที่บางคนคิดว่า คืนไหนที่ไม่ได้ฝันเลย แปลว่าเราหลับสนิทดีสุด ๆ จริง ๆ แล้วเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ?

 

“ไม่ฝัน” แปลว่า “นอนหลับสนิท” ?

จริงๆ แล้วมนุษย์เราฝันขณะนอนหลับทุกคืน ย้ำว่าทุกคืน เพียงแต่ในหลายๆ คืนคุณอาจจะจำไม่ได้ว่าฝัน ฝันไหนที่เราจำได้ คือฝันที่เราตื่นในขณะที่เรากำลังฝันไปกลางเรื่อง อาจจะเป็นช่วงที่เพิ่งเข้านอนได้ไม่นาน ช่วงกลางดึก หรือช่วงกำลังจะรุ่งเช้า หากคืนไหนที่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ฝันเลย อาจเป็นเพราะเรานอนหลับ ๆ ตื่น ๆ ไม่ได้นอนหลับยาว ๆ จนทำให้เกิดความฝันมากกว่า…

ทำไมเราถึง “ฝัน” ?

การนอนหลับของคนเรามักจะฝันอยู่เสมอ เป็นกระบวนการทางสมองที่ทำงานขณะนอนหลับ ใน 1 คืนเราไม่ได้ฝันแค่เรื่องเดียว โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละคืนเราอาจฝันได้มากถึง 4-5 เรื่อง แต่เรามักจะจำความฝันได้ไม่หมดทุกเรื่อง มักจะจำเรื่องสุดท้ายที่ฝันได้เพราะเป็นช่วยใกล้จะตื่นมากที่สุด บางคนฝันเป็นภาพสี บางคนอาจฝันเป็นภาพขาวดำ โดยทฤษฎีแล้วไม่ได้มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด

สาเหตุที่เราฝันยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน แต่ความฝันไม่ได้มีขึ้นมาเฉย ๆ เพราะการที่เราฝันขณะนอนหลับเป็นการช่วยปลอบประโลมจิตใจราวกับได้ทำการบำบัดจิตด้วยตัวเองอย่างที่เราคาดไม่ถึง

ข้อดีของความฝัน

นอกจากความฝันตามความเชื่อทางไสยศาสตร์จะให้คำทำนายต่าง ๆ นานา ได้แล้ว ทางวิทยาศาสตร์เอง ความฝันก็มีประโยชน์ต่อเราเช่นกัน เราสามารถฝันได้ตั้งแต่เรื่องไร้สาระที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเราในตอนนั้น ไปจนถึงเรื่องที่เราหวาดกลัว หรือกังวลในอดีต รวมไปถึงความทรงจำอันเลวร้าย สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง แต่เราพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพบกับสิ่งเหล่านั้น การที่เราฝันถึงสิ่งแย่ ๆ เหล่านี้เป็นกระบวนการทางสมองที่อยากบำบัดจิตใจของเราเองให้คุ้นชิน และยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือสิ่งที่เราหวาดกลัว เมื่อเราเปิดใจยอมรับกับสิ่งเหล่านั้นในความฝัน จิตใต้สำนึกของเราก็จะเริ่มค่อย ๆ ปรับตัว และรู้สึกหวาดกลัว หรือรู้สึกแย่ต่อเรื่องราวเหล่านั้นน้อยลงได้ ราวกับเราได้เล่าเรื่องที่เรากังวลใจให้กับจิตแพทย์ฟัง ดังนั้นจึงเรียกได้ว่า ความฝัน สามารถลดอาการของโรคซึมเศร้าได้

 

ในขณะเดียวกันหากเราพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่พบไม่เจอไม่เห็นเรื่องราวเหล่านั้นแม้กระทั่งในฝัน เราก็อาจจะต้องพบกับเรื่องแย่ ๆ เหล่านั้นในความฝันไปเรื่อย ๆ ไม่จบไม่สิ้น คุณอาจต้องเผชิญกับภาวะฝันร้ายซ้ำ ๆ เพราะคุณยังคงไม่สามารถปล่อยวางจากเรื่องนั้น ๆ ได้ ดังนั้นหากคุณสามารถเผชิญกับสิ่งที่เราไม่อยากเผชิญในความฝันได้ คุณอาจสามารถปลดล็อกตัวเองจากสิ่งที่เรากังวล หรือความทรงจำที่เป็นบาดแผลในจิตใจลึก ๆ ของคุณได้จากการฝัน

อย่างไรก็ตาม หากเรามีความฝันที่ดี ก็สามารถช่วยสร้างความทรงจำดี สร้างบรรยากาศที่ดีหลังจากตื่นนอนได้ ส่งผลต่อจิตใจที่เบิกบานไปตลอดทั้งวันได้ด้วยเช่นกัน

ทำอย่างไรเราถึงจะ “ฝันดี” ?

แม้ว่าฝันร้ายก็สามารถส่งผลดีต่อจิตใจของเราได้ แต่ถ้าเลือกได้หลายคนคงอยากมีฝันดีมากกว่า ปัจจัยที่จะทำให้เราฝันดีไม่สามารถระบุได้ชัดเจน เพียงแต่มีปัจจัยเสริมบางอย่างที่อาจส่งผลกระทบต่อความฝันในค่ำคืนนั้น ๆ ได้ นั้นคือสภาพจิตใจ และความรู้สึกนึกคิดของเราเองก่อนเข้านอน ใครที่เข้านอนหลังจากได้ดู หรือได้ฟังเรื่องราวดี ๆ ก็จะมีโอกาสนอนหลับฝันดีมากกว่าคนที่ครุ่นคิดแต่เรื่องร้าย ๆ เครียด ๆ แม้กระทั่งสิ่งที่เกิดขึ้น คำที่พูด คนที่คุยด้วย เรื่องที่คุยกันระหว่างวัน ก็อาจจะมาโผล่ในความฝันของเราในค่ำคืนนั้นได้เช่นกัน

คุณภาพในการนอนก็สำคัญเช่นกัน อย่างที่บอกไปแล้วว่าการนอนหลับสนิทจะทำให้เราฝันได้ ดังนั้นการเตรียมตัวให้ร่างกาย และสมองผ่อนคลายอย่างเต็มที่ จึงจะช่วยให้เรานอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

  1. อาบน้ำอุ่น หรือแช่น้ำอุ่นให้สบายตัว
  2. ดื่มน้ำ หรือนมอุ่น ๆ
  3. ปรับอากาศในห้องนอนให้สบาย ไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป ให้ตัวแห้งไม่มีเหงื่อตลอดคืน
  4. งดใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด รวมถึงงดการดูทีวีก่อนเข้านอน
  5. ปิดไฟในห้องนอนให้มืด หรือมีเพียงแสงไฟสลัว ๆ
  6. ปิดเพลง หรือเปิดเพียงเพลงเบา ๆ ที่เป็นเพลงช้าฟังสบาย
  7. จุดเทียนหอม หรือฉีดสเปรย์ที่มีกลิ่นหอมที่ช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย เช่น กลิ่นของดอกลาเวนเดอร์
  8. หากหลับตานอนเฉยๆ ไป 15-30 นาทีแล้วยังไม่ง่วง ให้ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมเบาๆ ก่อนจนกว่าจะง่วง เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ (ยังคงงดเว้นจากทีวี และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์)
  9. ช่วงหลับตานอน ให้นึกถึงเรื่องดี ๆ ที่เราอยากฝันถึง

 

ข้อมูล :huffpost.com,webmd.com,National Institute of Neurological Disorders and Stroke

“เตียงไฟฟ้าเพื่อผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ Elife แนะนำ”

สุขใจวัยเกษียณ

สุขใจวัยเกษียณ

แม้จะเข้าวัยเกษียณแล้วแต่ร่างกายยังอยากทำงานอยู่ วันนี้อีไลฟ์มี 10อาชีพสำหรับวัยเกษียณที่จะได้ทำแก้เหงาและได้เงินดีมาแนะนำกันค่ะ 

สุขใจวัยเกษียณ

 

 คําว่า “เกษียณ” แปลวา สิ้นไป ซึ่งในทางราชการจะใชคําวา “เกษียณอายุ” หมายถึง ครบกําหนดอายุ รับราชการหรือสิ้นกําหนดเวลารับราชการ ก็คือ เมื่อผูนั้นมีอายุตัวครบ ๖๐ ปซึ่งปจจุบัน แมจะมีผูลาออกตามนโยบาย เออรี่รีไทร (Early Retired)ของรัฐบาลไปกอนอายุจะครบ ๖๐ ปก็ตาม แต่ข้าราชการสวนใหญ่ก็ยังอยู่จนครบอายุเกษียณ

การเกษียณเปนวิกฤตการณอยางหนึ่งของชีวิต เปนสิ่งที่ทุกคนไมอาจจะหลีกเลี่ยงได ดังนั้นการ วางแผนชีวิตในวัยหลังเกษียณจึงมีความสําคัญและจําเปนพอๆ กับการวางแผนการศึกษาในวัยเด็ก และวางแผนการ ทํางานในวัยผู้ใหญ่ การวางแผนที่ดีจะเปนกุญแจสู่ชีวิตที่มีความสุข มีอายุยาวนานอย่างมีคุณภาพ และทําใหประสบ ความสําเร็จอยางสูงสุด เมื่อคนเราเกษียณแลว ถือเปนโอกาสใหมอีกครั้งที่จะไดเปลี่ยนแปลงบทบาทของชีวิต หรอเริ่มชีวิต ใหม่ตามที่ตนปรารถนาได้

 

1.เพาะต้นไม้จำหน่าย 

ต้นไม้กับผู้สูงอายุดูจะเป็นของคู่กันมากที่สุด ข้อดีของอาชีพนี้คือการที่ผู้สูงอายุเองก็จะได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงได้อีกทางหนึ่ง แม้จะไม่ใช่อาชีพที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำมากนักแต่ก็ถือว่าเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าสุดๆ ซึ่งต้นไม้ที่เลือกปลูกจำหน่ายก็ควรเป็นไม้ขนาดเล็ก เช่นไม้ดอก หรือไม้ยืนต้นประเภทผลไม้ต่างๆ เนื่องจากมีราคาจำหน่ายค่อนข้างสูง และใช้เวลาไม่นานในการเพาะต้นกล้า

 

 2.ทำอาหารขาย

 

เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เราเห็นมากที่สุดในลำดับต้นๆของคนวัยเกษียณเช่นกันโดยเฉพาะพวกคุณป้าทั้งหลายที่มักใช้เวลาหลังจากนี้เอาพรสวรรค์ด้านการทำอาหารคาวหวานต่างๆมาประยุกต์ใช้ได้อย่างดี ที่นิยมทำกันมากก็เช่นขนมไทย เบเกอรี่ต่างๆ ส่วนมากก็จะฝากขายไปตามร้านหรือว่าให้ลูกหลานเอาไปขายต่อที่ทำงาน ก็เรียกว่าเป็นการสร้างรายได้เล็กๆน้อยที่ได้ความสุขพร้อมกำไรบ้างเล็กๆน้อยๆ

 

3.ที่ปรึกษาบริษัทต่าง ๆ

สำหรับการเป็นที่ปรึกษาบริษัทนับว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจในวัยเกษียณ แต่ผู้ประกอบอาชีพนี้ได้ต้องมีความสามารถสูงหรือเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการของหน่วยงานก่อนเกษียณอยู่แล้ว ซึ่งอาชีพนี้นับว่ามีรายได้ดีและเป็นการสร้างคุณค่าให้กับตนเองได้อีกทางหนึ่ง แต่ข้อพึงระวังก็คือไม่ควรหักโหมกับงานมากเกินไปเพราะอาจทำให้เกิดความเครียดสะสมได้ 

 

4.เป็นคอลัมนิสต์ให้กับนิตยสารหรือว่าเว็บไซต์

ผู้เกษียณที่มีฝีมือในด้านการเขียนหรือชอบอ่านหนังสือเป็นทุนเดิม อาจเลือกเขียนคอลัมน์หรือบทความเพื่อลงไปตีพิมพ์ในนิตยสารต่าง ๆ เนื่องจากว่าวัยเกษียณเป็นวัยที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตทุกรูปแบบ ย่อมมีข้อคิดที่สามารถสอนใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างแน่นอน และในปัจจุบันงานเขียนเหล่านี้ก็ไม่ได้จำเพาะเจาะจงแค่นิตยสารมีเว็บไซต์จำนวนมากที่เปิดโอกาสให้เขียนบทความน่าสนใจเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ ถ้าเรามีประสบการณ์งานเขียนอยู่บ้างคิดว่านี่คืออาชีพที่มีความสุขไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

 

5.รับสอนพิเศษที่บ้าน 

สำหรับผู้เกษียณที่เคยประกอบอาชีพครูมาก่อน การรับสอนพิเศษที่บ้านนับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะนอกจากจะใช้เวลาว่างที่สร้างมูลค่าได้แล้ว ยังถือเป็นการแบ่งปันความรู้อีกทางหนึ่งด้วย สำหรับการสอนพิเศษนั้นไม่ควรจำกัดเฉพาะการสอนเด็ก แต่อาจเลือกสอนผู้ใหญ่ เนื่องจากเป็นวัยที่พร้อมเรียนรู้อยู่เสมอ และก็มีหลายแห่งที่เปิดสอนแบบไม่คิดค่าบริการ ซึ่งคนวัยนี้เรื่องเงินอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับคุณค่าที่ยังต้องพิสูจน์ว่าสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คิด 

6.เลือกการลงทุนในหุ้นปันผล

 แม้จะไม่ถือเป็นอาชีพแต่นี่คือหนึ่งในหลักการออมเงินที่เราได้ยินอยู่เสมอๆ แต่ว่าคนที่จะเอาเงินมาลงทุนในหุ้นได้ต้องมีพื้นฐานมีความรู้ด้านนี้มาก่อนส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักธุรกิจที่เกษียณตัวเองไปแล้ว ซึ่งกลุ่มนี้จะมีหุ้นที่ดีอยู่ในมือ แต่อย่างไรก็ตามควรหลีกเลี่ยงการเล่นหุ้มแบบตามกระแสเพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการขาดทุนอาจเป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดความเครียดมากกว่าความสุขได้ 

 

7.สร้างธุรกิจหยอดเหรียญ

 ในปัจจุบันจะเห็นว่าธุรกิจหยอดเหรียญ เริ่มเข้ามามีบทบาทในทุกสังคมของประเทศไทย เนื่องจากมีความสะดวกสบาย ซึ่งธุรกิจหยอดเหรียญนับว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุ เนื่องจากไม่เป็นภาระให้ต้องดูแลมากเกินไป โดยธุรกิจหยอดเหรียญที่น่าสนใจ ได้แก่ ตู้น้ำหยอดเหรียญ เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ตู้เติมน้ำมันหยอดเหรียญ ตู้เติมเงินหยอดเหรียญ เป็นต้น 

 

8.ทำงานฝีมือวางจำหน่าย 

วัยเกษียณเป็นวัยที่มีสมาธิมากขึ้น ดังนั้นการสร้างงานศิลปะจึงไม่ใช่เรื่องยากและทำให้เกิดความเพลิดเพลินได้อีกด้วย สำหรับการสร้างงานฝีมือนั้นมีหลายงานด้วยกัน ได้แก่ การถักโครเชต์ การถักนิตติ้ง การทำดอกไม้ประดิษฐ์ เป็นต้น ส่วนงานศิลปะก็ ได้แก่ การวาดภาพ การทำผ้าบาติก การทำสบู่เป็นรูปต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งการเลือกงานฝีมือแต่ละอย่างต้องคำนึงถึงความชอบของผู้เกษียณเป็นหลัก เพราะหากได้ทำงานตามความชอบแล้ว นอกจากจะเป็นการสร้างรายได้แล้วยังเป็นการสร้างความสุขใจอีกด้วย 

 

9.เป็นเกษตรกร

 หนึ่งในการวางแผนชีวิตคนวัยเกษียณคือการหาพื้นที่สงบๆในต่างจังหวัดทำสวน ปลูกผัก เพื่อใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและพอเพียง คำว่าเกษตรกรของคนวัยเกษียณจึงไม่ใช่การลงทุนลงแรงแบบคนหนุ่มสาวแต่เกษตรกรรมที่เหมาะสมเช่นการเลือกปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ การเลี้ยงไก่-เลี้ยงปลา ในบ่อหรือฟาร์มเล็กๆ เป็นต้น 

 

10.เลือกใช้การลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

 ต้องยอมรับว่าคนที่เกษียณตัวเองส่วนหนึ่งจะมีเงินทุนจากการทำงานบางคนได้เงินหลังการเกษียณเป็นหลักล้าน ซึ่งก็สามารถเอามาเล่นแร่แปรธาตุให้ตัวเองมีรายได้ต่อเนื่องในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ หนึ่งในวิธีการบริหารเงินนั้นคือการเลือกซื้อห้องแถวหรือว่าคอนโดแล้วปล่อยให้คนอื่นมาเช่าเพื่อจะได้มีรายได้เข้ามาทุกเดือน แต่ทั้งนี้ก็ต้องคำนึงถึงระยะทางของคอนโดหรือห้องแถวที่ไม่ควรให้อยู่ห่างจากที่พักอาศัยมากเกินไปนักจะได้ไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทางเพื่อตรวจตราความเรียบร้อยในแต่ละเดือน

เห็นแบบนี้แล้วพอจะเป็นไกดไลน์ให้กับท่านวัยเกษียณได้แน่นอน ลองนำไปทดลองทำชีวิตวัยเกษียณของท่านจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

 

ที่มา

http://www.thaismescenter.com/10-อาชีพหลังเกษียณ-ทำแก้เหงา-แต่ได้เงิน/

http://www.dhammajak.net    

WorkFromHome…อยู่โฮมยังไงให้ “Happy”

WorkFromHome…อยู่โฮมยังไงให้ “Happy”

 

 

เชื่อว่าสถานการณ์ Covid-19 ส่งผลให้คุณต้องกักตัวอยู่ในบ้าน ออกไปไหนไม่ได้ ทำงานก็ต้อง Work Form Home การทำงานในพื้นที่ปกติอาจจะทำให้การนั่ง WFH อยู่ในบ้าน น่าเบื่อ ปวดหลัง ไม่มีอารมณ์จะทำงานวันนี้ Elife มีฮาวทูง่ายๆ ที่ทำให้การ WFH ของคุณง่ายและแฮปปี้มากขึ้นมาฝากกันค่ะ

 

1.การสร้างพื้นที่สำหรับ Working Home 

เป็นหัวใจสำคัญในการ WFH เลยทีเดียว เพราะการสร้างบรรยากาศการทำงานนั้นมีผลทางจิตใจของเราและประสิทธิภาพของงาน ดังนั้นคุณควรจะต้องจัดมุมทำงานให้เป็นระบบระเบียบ หลีกเลี่ยงจากสิ่งรบกวน และที่สำคัญคือที่พนักพักพิงของเราต้องพร้อมรองรับความสะดวกสะบาย นั่งแล้วต้องไม่ปวดหลัง ไม่ปวดขาด้วยนะคะ

 

 

2.จัดเวลาWorking Time

เราต้องมีการจัดลำดับความสำคัญของการทำงานให้เป็น หรือการทำ To Do List หัวข้องานที่เราต้องทำ หรือได้รับมอบหมายให้ทำในแต่ละวัน แต่จะแตกต่างกันตรงที่ต้องมีการแยกแยะให้ดีว่าอันไหนควรทำก่อน-หลัง เพื่อความเป็นระเบียบ และงานก็ยังเสร็จได้ทันเวลาด้วย และการติดต่อสื่อสารกันยังคงเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ช่วยไม่ทำให้เราเหงาหรือซึมเศร้าในช่วงเวลานี้ แม้ว่าตอนนี้เพื่อนของเราแต่ละคนก็ต้องกักตัวอยู่บ้าน แต่การหาเวลาพูดคุยเล่นกันเหมือนตอนทำงานในออฟฟิศก็จะช่วยให้เราคลายความเหงา และลดความเครียดจากการอยู่คนเดียวหรือทำงานคนเดียวไปได้ ควรจะ VDO chat ให้เห็นหน้ากัน หรือ text หากันเพื่อซักถามถึงชีวิตช่วงนี้ เพื่อส่งความหวังดีให้กันและกัน ก็จะเป็นการช่วยให้เพื่อนๆ รู้สึกถึงความใกล้ชิดและความรู้สึกดีๆ ที่คนที่เรารักมอบให้ ทำให้เรามีกำลังใจต่อสู้ แม้จะต้องอยู่ในช่วงเวลายากลำบากนี้ร่วมกันนั่นเองค่ะ

 

 

3.การมีแอพลิเคชันเพื่อการทำงาน 

เชื่อว่าทุกๆออฟฟิศต้องมีโปรแกรมหรือแอพลิเคชันเพื่อช่วยการทำงานให้ง่ายขึ้นอยู่แล้ว แต่ในปัจจุบันมีแอพลิเคชันที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลองรับการ WFH ในช่วง Covid-19 นี้มากมายและใช้งานได้ฟรีอีกด้วย Elife ขอยกตัวอย่างโปรแกรมในรูปมาแชร์ให้ทุกคนลองใช้ดูค่ะ การใช้แอพพลิชันหรือโปรแกรมจะช่วยในการทำงานของคุณง่ายมากขึ้นเลยทีเดียว

 

 

4.สร้างMusic Playlist สร้างบรรยากาศในการทำงาน

การเปิดเพลงคลอเบาๆระหว่างการทำงานช่วยให้การทำงานของเรารู้สึกผ่อนคลาย ลดความกดดันและทำให้การทำงานไม่น่าเบื่อด้วยค่ะ

 

 

5.งานจบแล้วพักผ่อนให้เต็มที่

Work Life Balance ที่ดีต้องรู้จักการแบ่งเวลาเป็นสัดส่วนให้ชัดเจนแม้ในวันที่ทำงานอยู่ที่บ้านก็ตาม คนเรามีเวลา 24 ชม. ใน 1 วันที่เท่ากัน และถ้าใครรู้จักการจัดสมดุลชีวิตได้ดีกว่ากัน คนนั้นก็จะมีความสุขกับการทำงานได้มากกว่านั่นเอง ดังนั้นสูตรนี้จึงเกิดขึ้น 8:8:8 คือแนวคิดการทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน

Elife ขอแนะนำเตียงไฟฟ้ารุ่นEB-55 ที่จะมาช่วยให้ความสมดุลระหว่างการทำงานและการพักผ่อนของคุณดีและแฮปปี้กับการทำงานอยู่ที่บ้านมากขึ้น และด้วยความสามารถของเตียงไฟฟ้ารุ่นEB-55 สามารถปรับระดับได้ถึง 5 ไกร์ ท่านสามารถปรับระดับเตียงทำงานได้เลย และช่วยลดอาการปวดหลังอีกด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการ Work From Home หรือ การทำงานที่ไหนก็ตาม ข้อที่สำคัญมากที่สุดอยู่ตรงการปรับสมดุลในการทำงานของเราให้ดีขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล และอาจจะต้องค่อยๆ ลองปรับ เพราะแต่ละคนอาจจะมีสมดุลที่แตกต่างกันอยู่แล้ว แต่ทางที่ดีที่สุด คือต้องพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อสุขภาพร่างกายของเราในระยะยาวนั่นเอง

 

 

และพิเศษสุดๆไปเลยค่ะ สำหรับท่านที่ติดต่อElifeมาตอนนี้รับฟรีไปเลยรถเข็นรุ่น EW-10 มูลค่า 4990 บาท ช่วงนี้นอกจากต้องดูแลตัวเองแล้ว ให้Elifeช่วยดูแลคุณด้วยนะคะ เราจะผ่านช่วงเวลาร้ายๆนี้ไปด้วยกัน สู้ๆค่ะ