fbpx

จัดห้องนอนให้สูงวัย ปลอดภัยไม่ง้อบ้านพักคนชรา

จัดห้องนอนให้สูงวัย

ในปัจจุบันแนวโน้มของผู้สูงอายุ…ในยุคนี้เพิ่มสูงขึ้นและโลกของเรากำลังก้าวไปสู่ยุคที่เรียกว่า สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) สำหรับประเทศไทยขณะนี้ประเทศเราได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging society) เรียบร้อยแล้ว โดยผู้สูงอายุโดยปกติในสังคมไทยเรานับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปเป็นผู้สูงอายุและถือว่าเป็นวัยเกษียณอายุราชการไปด้วย โดยมีประชากรผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ไม่ต่ำกว่า 10 % ของจำนวนประชากรทั้งหมด และคาดการณ์กันว่าอัตราผู้สูงอายุ 65 ปี ขึ้นไปจะพุ่งทะยานจาก 7% ในปี 2005 สูงขึ้นไปแตะ14%ในอีก 9 ปีข้างหน้าปี 2023 ซึ่งเมื่อนั้นเราจะถือว่า ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Completed aged society)

เมื่อต้องดูแลผู้สูงวัยต้องเตรียมอะไรบ้าง ?

  • เตรียมใจให้พร้อม
  1. การดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยไม่ใช่เรื่องง่าย อันดับแรกครอบครัวต้องพร้อมที่จะเข้าใจผู้สูงอายุอย่างแท้จริงด้วยวัยของเขาเป็นช่วงที่อารมณ์อ่อนไหว ครอบครัวต้องพยายามเข้าใจ
  • เตรียมเงิน
  1. สำหรับใช้จ่ายอุปกรณ์เครื่องใช้ในการดูแลผู้สูงอายุ เพราะวัยนี้ส่วนใหญ่ไม่สามารถใช้อุปกรณ์ทั่วไปเหมือนเดิมได้แล้ว เพราะไม่ตอบโจทย์ในเรื่องความปลอดภัย ควรหันไปให้ความสนใจอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ออกแบบมาสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะซึ่งราคาก็อาจจะสูงกว่าของคนทั่วไป
  2. ในกรณีจำเป็นต้องจ้างคนดูแล
  • เตรียมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
  1. การเตรียมสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับผู้สูงอายุ ควรเลือกห้องที่มีอากาศถ่ายเท โล่งโปร่งสบาย แนะนำให้ปรึกษาผู้สูงอายุก่อนให้ท่านเลือกที่ที่ถูกใจ
  2. เลือกอุปกรณ์ที่เสริมความปลอดภัย
  • วางแผนการดูแล
  1. ศึกษาวิธีการดูแลผู้สูงอายุอย่างถูกต้อง เช่นอาหารการกิน อุปกรณ์เครื่องใช้ที่จำเป็นเช่น เครื่องวัดความดัน เครื่องวัดน้ำตาล
  2. เตรียมกิจกรรมที่คลายความเคลียดร่วมกันในครอบครัวอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เช่น การปลูกต้นไม้ ฟังเพลง ออกกำลังกาย หรือการพาท่านไปเที่ยวนอกสถานที่
  3. เลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุคำนึงถึงการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยเป็นหลัก

“การจัดห้องนอนสำหรับดูแลผู้สูงอายุ”

ผู้สูงอายุ…ส่วนใหญ่มักใช้เวลาในห้องนอนมากกว่าสถานที่อื่น ดังนั้นการจัดห้องนอนให้เหมาะสมเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด และหากมองบ้านพักคนชราเป็นตัวอย่างในการจัดห้องนอนก็มีอุปกรณ์เครื่องใช้อย่างครบครัน เพราะการดูแลผู้สูงอายุมีความละเอียดไม่แพ้กับการดูแลเด็กเลย บางเรื่องเป็นสิ่งที่เปราะบางมากๆ ดังนั้นการใส่ใจเป็นสิ่งสำคัญเพราะจะส่งผลทั้งทางด้านจิตใจและสภาวะร่างกายของท่านด้วย  วันนี้อีไลฟ์จะจำลองการจัดห้องนอนให้ผู้สูงอายุให้ปลอดภัยไม่แพ้ในบ้านพักคนชราเลยไปดูกัน…


จัดห้องนอนผู้สูงอายุ
จัดห้องนอนผู้สูงอายุ

1. การจัดห้องนอน

ขนาดเตียงและตำแหน่งของห้องนอน

  • ขนาดพื้นที่ห้องนอน 10 – 12 ตร.ม. สำหรับ 1 คน (ไม่รวมพื้นที่ห้องน้ำ) หรือ 16 – 20 ตร.ม. สำหรับ 2 คน เพื่อให้มีพื้นที่ในสำหรับงานอดิเรก พักผ่อนและเพื่อที่จะเข้าดูแลสะดวกมากขึ้น
  • ห้องนอนควรอยู่ชั้นล่าง หลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้สูงอายุใช้บันไดป้องกันอุบัติเหตุ
  • ถ้าใช้รถเข็นต้องมีพื้นที่ ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 150 ซ.ม. ให้กลับรถเข็นได้สะดวก
  • อยู่ใกล้ห้องน้ำ เพราะผู้สูงอายุเริ่มปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน การมีห้องน้ำใกล้ๆจะทำให้ผู้สูงอายุสะดวกมากขึ้น
  • ห้องมีความโปร่ง โล่ง อากาศถ่ายเท เพราะเวลาส่วนใหญ่ของผู้สูงอายุอยู่ในห้องนอนการมีที่มีอากาศถ่ายเทที่ดีก็ส่งผลกับสุขภาพจิตใจและร่างกายของผู้สูงอายุด้วย

การเลือกอุปกรณ์ภายในห้องนอน

  • ใช้วัสดุปูพื้นโทนสว่าง ที่ไม่ลื่น ไม่แข็งเกิน มีพื้นผิวเสมอกัน หลีกเลี่ยงการมีระดับ (Step) หรือพรม เพื่อป้องกันการสะดุด
  • หลีกเลี่ยงเฟอร์นิเจอร์ที่มีมุมแหลม เลือกโต๊ะ,ตู้,เก้าอี้ ที่มีความโค้งมนเป็นหลัก
  • มีเครื่องฟอกอากาศ เพื่อรักษาความสดชื่นภายในห้องนอน
  • เลือกเครื่องใช้ที่มีสีสบายตา เช่นสีเอิร์ธโทนหรือพาสเทล เช่นผู้ปูที่นอน ผ้าม่าน ผ้าห่มเป็นต้น
  • เครื่องใช้ที่สามารถทำความสะอาดได้ง่าย เพราะการดูแลผู้สูงอายุต้องคำนึงถึงความสะอาดเป็นหลัก
เตียงผู้สูงอายุ
เตียงไฟฟ้าสำหรับดูแลผู้สูงอายุ

2.เลือกเครื่องใช้ที่เหมาะกับผู้สูงอายุ

เลือกอุปกรณ์เครื่องใช้ที่ผ่านการรับรอง/อุปกรณ์การแพทย์

เพราะสภาพร่างกายของผู้สูงอายุไม่เหมือนกับคนทั่วไป ความสามารถในการเคลื่อนไหวต่างๆของร่างกายก็เริ่มถดถอยลงตามเวลา การเปลี่ยนเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ควรต้องมีลักษณะเฉพาะที่ออกแบบมาสำหรับดูแลผู้สูงอายุโดยตรงก็สามารถอำนวยความสะดวกและหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุให้กับผู้สูงอายุ เพราะถือเป็นอุปกรณ์การแพทย์ที่ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจได้ดังนั้นการใช้ของเหล่านี้อาจไม่ต้องรอให้ผู้สูงอายุป่วยติดเตียงแล้วถึงใช้งานได้ เพราะอย่าลืมว่าผู้สูงอายุก็ต้องการเครื่องอำนวยความสะดวกเช่นกัน

เตียงนอน

  • เตียงนอนเลือกเป็น เตียงปรับไฟฟ้า เหตุผลว่าทำไม ? ถึงต้องใช้เตียงไฟฟ้าเตียงธรรมดาก็ใช้ได้เหมือนกัน เพราะเตียงปรับไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์การแพทย์ที่ถูกออกแบบพิเศษสำหรับดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยโดยเฉพาะ มีฟังก์ชันการใช้งานเหมือนกับเตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นการปรับระดับเพื่อนั่ง ชันเข่า ระดับสูง-ต่ำ เพื่อให้เหมาะกับการดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับคนใช้งาน แต่ก็จะมีปัญหากับผู้สูงอายุหลายท่านที่ไม่ชอบลักษณะเตียงแบบโรงพยาบาลเพราะให้ความรู้สึกเหมือนตอกย้ำว่าเป็นคนป่วย วิสัยทัศน์เมื่อเอาไปวางในบ้านก็ไม่สวยงาม แต่ปัจจุบันมีการดีไซน์เตียงนอนไฟฟ้าให้เหมือนกับเตียงนอนทั่วไป โครงสร้างเป็นกรุไม้ ดูเป็นมิตรมากขึ้น จริงๆเตียงลักษณะนี้นิยมใช้ตามบ้านพักคนชราในประเทศญี่ปุ่น
  • หลักการเลือกเตียง ควรมีความยาวไม่น้อยกว่า 180 เซนติเมตร ระดับเตียงควรสูงจากพื้นไม่เกิน 40 เซนติเมตร (สูงเท่าระดับพื้นที่ข้อพับเข่า)
  • มีราวกั้นตกเตียง เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุตกเตียง และสามารถเป็นที่ยึดทรงตัวให้กับผู้สูงอายุในตอนนั่งและตอนลุกออกจากเตียงนอน ทำให้มั่นคงมากขึ้น
  • ตำแหน่งของเตียง มีพื้นที่ว่างโดยรอบเตียงสามด้านขั้นต่ำ 90 เซนติเมตรหรือสามารถวางเตียงข้างใดข้างนึงติดกับผนังแต่ควรเว้นพื้นที่ข้างเตียงฝั่งตรงข้ามไว้สำหรับให้ผู้ดูแลเข้าดูแลผู้สูงอายุหรือสำหรับวางวีลแชร์

รถเข็นวีลแชร์ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือรถเข็นวีลแชร์แมนนวลและรถเข็นไฟฟ้าซึ่งมีหน้าที่อำนวยความสะดวกเรื่องความเคลื่อนไหวไปยังสถานที่ต่างๆ เพราะผู้สูงอายุเริ่มมีปัญญหาเรื่องการเดิน ปวดเข่า เริ่มทรงตัวได้ลำบาก มาดูหลักการเลือกวีลแชร์ที่ใช้ในบ้านกันเลยค่ะ

  • มีขนาดล้อเล็ก ควรเลือกวีลแชร์ไฟฟ้าหรือแมนนวลที่มีขนาดล้อเล็กเพราะสามารถเคลื่อนตัวสะดวกในที่ที่มีพื้นที่จำกัด ไม่กินพื้นที่ รถเข็นที่ขนาดล้อเล็กสามารถตีวงได้แคบ (หากเป็นรถเข็นแมนนวลจำเป็นต้องมีผู้ดูแลเข็น) นอกจากนี้รถเข็นลักษณะนี้จะไม่รูปร่างไม่เหมือนกับรถเข็นผู้ป่วยจะเหมือนกับเก้าอี้ธรรมดามากกว่า
  • สามารถพับเก็บได้ เพื่อประหยัดพื้นที่ในเวลาที่ไม่ได้ใช้งาน
เตียงผู้สูงอายุ
แสงสว่างในห้องนอนผู้สูงอายุ

3.ห้องนอนต้องมีความสว่างเพียงพอ  ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืนห้องนอนของผู้สูงอายุควรต้องมีแสงสว่างที่เพียงพอ ด้วยปัญหาเรื่องการมองเห็นอาจจะเกิดจากร่างกายผู้สูงอายุเองหรือจากการใช้ยาเองอาจเกิดอุบัติเหตุได้

แสงสว่างในตอนกลางวัน

  • สามารถใช้แสงสว่างจากธรรมชาติได้โดยการเปิดหน้าต่าง ประตู ไว้นอกจากเพื่อความสว่างแล้วยังทำให้อากาศถ่ายเทได้ดี

แสงสว่างในเวลากลางคืน 

  • โดยสาเหตุหลักที่ห้องนอนผู้สูงอายุต้องมีไฟหรือแสงสว่างในเวลากลางคืน เพราะผู้สูงอายุส่วนใหญ่อาจจะปัสสาวะบ่อยหรือจำเป็นต้องใช้ห้องน้ำในเวลากลางคืน ซึ่งในเวลานั้นผู้ดูแลอาจจะนอนหลับอยู่ ดังนั้นการที่เขาสามารถเปิดใช้งานไฟได้ด้วยตัวเองหรือมีแสงสว่างอยู่ตลอดคืน จะทำให้เขาสามารถเขาห้องน้ำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรบกวนผู้ดูแลและสามารถป้องกันการสะดุดล้ม และไฟจำพวกนี้ส่วนใหญ่เป็น Warm light เป็นสีที่เป็นมิตรกับการนอนไม่แสบตาหรือรบกวนเวลานอน ปัจจุบันมีการออกแบบไฟสำหรับดูแลผู้สูงอายุในเวลากลางคืน ไม่ว่าจะเป็นไฟที่มีระบบเซนเซอร์ กดสวิซต์ หรือไฟใต้เตียงที่ติดมากับเตียงไฟฟ้า

ทำไมต้องมีไฟใต้เตียง ?

  • ไฟใต้เตียงเป็นไฟที่จะอยู่ใกล้ตัวผู้สูงอายุมากที่สุด ผู้สูงอายุสามารถเปิดไฟบนเตียงได้ทันทีโดยไม่ต้องลุกออกจากเตียง ช่วยลดความเสี่ยงขณะที่กำลังเดินไปหาสวิซต์ไฟและไม่ต้องเรียกคนดูแลให้ช่วยเปิดกลางดึก ปัจจุบันเตียงไฟฟ้ามีแสงไฟฉุกเฉินติดมาด้วยอยู่แล้วมีทั้งเป็นแบบเซ็นเซอร์หรือแบบสวิซต์
  • แสงไฟลดความอึดอัด ผู้สูงอายุบางท่านไม่ชอบนอนในที่มืดทึบจนเกินไปเพราะจะทำให้เขารู้สึกหายใจไม่ออก แสงไฟสลัวๆจากใต้เตียงสามารถสร้างความอบอุ่นให้ผู้สูงอายุได้
  • แสงสว่างพอดี ไม่สว่างจ้ารบกวนผู้ดูแลและสมาชิกในบ้าน
  • ผู้สูงอายุช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น สามารถหยิบจับของในเวลากลางคืนโดยไม่ต้องรบกวนใคร
  • ผู้ดูแลรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น เพราะแสงไฟจะช่วยให้มองเห็นผู้สูงอายุตลอดคืน
  • เมื่อเกิดอุบัติเหตุผู้ดูแลสามารถมองเห็นและช่วยเหลือได้ทันที
สัญญาณฉุกเฉินเรียกคนดูแล
สัญญาณฉุกเฉินเรียกคนดูแล

4.อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย

สัญญาณฉุกเฉิน

  • มีไว้สำหรับขอความช่วยเหลือกับผู้ดูแลหรือบุคคลอื่นๆ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ การหกล้ม ลื่นในห้องน้ำ ได้รับบาดเจ็บ หรือแน่นหน้าอก ในขณะที่ผู้ดูแลไม่ได้อยู่ด้วย เมื่อกดปุ่มผ่านรีโมทก็ส่งสัญญาณไม่ยังผู้ดูแลทันที นิยมติดตั้งปุ่มใช้งานให้ใกล้ผู้สูงอายุมากที่สุด ส่วนใหญ่เลือกที่มีการใช้งานไม่ซับซ้อน

กล้องวงจรปิด

  • ในบ้านพักคนชราส่วนใหญ่ก็ใช้กล้องวงจรปิดหรือกล้อง cctv Long Term Care ไว้สำหรับดูแลผู้สูงอายุเพื่อสามารถรู้ถึงอันตรายของผู้สูงอายุและเช้าช่วยเหลือได้ทันที ในปัจจุบันมีกล้องแบบระบบออนไลน์ที่แสดงผลบนสมาร์ทโฟนสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ต่างจังหวัดหรือนอกบ้านสามารถรับรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุตลอดเวลา

 

วิธีดูแลความรู้สึกทางจิตใจในวัยสูงอายุ

วิธีดูแลความรู้สึกทางจิตใจในวัยสูงอายุ

ผู้สูงอายุถือว่าเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลง อวัยวะต่างๆมีการเสื่อม ไม่ว่าจะเป็นกำลังวังชา หรือสุขภาพร่างกายที่เริ่มถดถอยน้อยลง ความแข็งแรงของสุขภาพร่างกาย กล้ามเนื้อ และสุขภาพทางการเดินเคลื่อนไหวค่อนข้างยากลำบาก สายตาสั้นลง เนื้อหนังเหี่ยวย่น  หรือว่าแม้แต่กระทั่งความรู้สึกทางจิตใจและอารมณ์ ยิ่งอายุมากขึ้นตัวผู้สูงอายุเองจะกลายเป็นคนที่คิดเยอะขึ้น มีบางอารมณ์ก็น้อยใจ เรียกง่ายๆได้ว่าหลายร้อยอารมณ์นั่นเอง เนื่องจากผู้สูงอายุจะประสบพบเจอกับการสูญเสียในชีวิตมากมากเช่น สูญเสียคนใกล้ตัว สูญเสียคู่ชีวิต สูญเสียคู่แต่งงาน และสูญเสียหน้าที่การงาน  หรือมีความรู้สึกว่าตัวเองไม่อยากเป็นภาระของลูกหลาน ไม่อยากที่จะต้องให้ลูกหลานต้องคอยมานั่งดูแล


“นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุจะต้องปรับตัวมากขึ้น เมื่อก้าวเข้าสู่วัยผู้สุงอายุ หากผู้สูงอายุไม่สามารถปรับตัวได้และหากสะสมเป็นระยะเวลานานก็อาจจะพบปัญหาเรื้อรังจนทำให้ผู้สูงอายุอาจป่วยกลายเป็นผู้ป่วยโรคซึ่มเศร้า ซึ่งอาจทำให้ผู้สูงมีความเสี่ยงในการที่จะฆ่าตัวตาย ซึ่งปัญหาสุขภาพจิตของผู้สูงอายุที่พบบ่อย ได้แก่ ความวิตกกังวล ซึมเศร้า นอนไม่หลับ ระแวง และความจำเสื่อม” 

สาเหตุของปัญหาสุขภาพจิตผู้สูงอายุ
ปัจจุบันผู้สูงอายุที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่วัยทองหรือสูงอายุเต็มตัวนั้น มักจะพบปัญหาที่รบกวนจิตใจของผู้สูงอายุจะเป็นเรื่องสัมพันธภาพในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นโดยเฉพาะคนในครอบครัว และสิ่งที่ไวต่อความรู้สึกของผู้สูงอายุเอง โดยจะมีสุขภาพที่ไม่สดชื่นแจ่มใสเท่าที่ควร เนื่องจากมีสาเหตุได้หลากหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบถึงต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้สูงอายุ จนทำให้เสียสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ และสิ่งที่ไวต่อความรู้สึกของผู้สูงอายุที่สุดคือการเสียหน้า การเสียคุณค่า และการเสียความเคารพจากผู้อื่น ส่วนปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุก็คือ เรื่องความเครียด ความวิตกกังวล ความรู้สึกเหงา ความรู้สึกหว่าเว้ จู้จี้ ขี้บ่น การกลัวถูกทอดทิ้ง รู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า และนอนไม่หลับ โดยมีความรู้สึกดังนี้

ความเครียด เป็นสภาวะจิตใจและร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นผลจากการปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมในการรับมือต่อสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้าต่างๆ ในสิ่งแวดล้อมที่บีบคั้น กดดัน คุกคามให้เกิดความทุกข์ความไม่สบายใจ หรือความไม่พอใจ รู้สึกหงุดหงิด โกรธ คนหรือสภาวการณ์รอบๆตัวอาการความเครียดของผู้สูงอายุเหล่านี้ เราสามารถช่วยเหลือได้โดยวิธีการเข้าไปพูดคุย สร้างสัมพันธภาพให้ผู้สูงอายุ สอบถามสารทุกข์สุขดิบให้สมาชิกคนในครอบครัวสามารถชวนผู้สูงอายุพูดคุย ไม่ให้รู้สึกว่าผู้สูงอายุจะต้องอยู่ตัวคนเดียว ชวนออกไปเที่ยวข้างนอกเปิดหูเปิดตา ทานข้าวนอกบ้าน เดินทางไปเปลี่ยนบรรยากาศการนอนที่ต่างจังหวัด หรืออย่างผู้สูงอายุบางท่าน ไม่สามารถเคลื่อนไหว หรือ เดินนานๆ ได้ เราก็สามารถหาตัวช่วยสำหรับพาผู้สูงอายุเดินทางออกไปข้างนอก นั่นก็คือรถเข็นไฟฟ้า หรือวีลแชร์ไฟฟ้า ที่เหมาะสำหรับการพกพาใส่ท้ายรถ มีน้ำหนักเบา ให้ผู้สูงอายุช่วยเหลือตัวเองโดยเป็นการบังคับรถเข็นไฟฟ้าเอง รู้สึกว่าตัวเองเป็นอิสระ ไม่เป็นภาระของใคร อยากจะไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการจะไปก็สามารถไปได้ รถเข็นไฟฟ้าจะช่วยทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกผ่อนคลาย รู้สึกว่ายังสามารถไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเอง จะให้ความรู้สึกดีกว่าการนอนอยู่บนเตียงที่บ้านด้วยบรรยากาศแบบเดิมซ้ำๆ

เดินทางขึ้นเครื่องบินโดยรถเข็นไฟฟ้า รุ่น Lite1

รีวิวผู้สูงอายุนั่งรถเข็นไฟฟ้าเที่ยวเชียงคาน จังหวัดเลย


การพาผู้สูงอายุได้เดินทางท่องเที่ยว ถือเป็นการเปิดหูเปิดตาที่ดี ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกผ่อนคลายความเครียด สนุกสนาน เพลิดเพลิน และทำให้มีความสุขเป็นอย่างมาก วัยสูงอายุเองก็เป็นวัยที่ต้องการท่องเที่ยว ได้พบปะสังสรรค์ พบปะผู้คน ชื่นชมความงานเช่นเดียวกันกับวัยรุ่นหนุ่มสาว แต่ด้วยข้อจำกัดต่างๆ ที่เป็นปัญหาทำให้ไม่สามารถทำในสิ่งที่ชื่นชอบได้ ลูกหลานและสมาชิกในครอบครัวเองควรเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่จะพาผู้สูงอายุไปเที่ยวทุกครั้งเมื่อมีโอกาส เพราะบางทีผู้สูงอายุอาจจะรอคุณชวนอยู่ก็ได้ ที่สำคัญอย่าเพิ่งไปกังวลว่าทริปที่มีผู้สูงอายุร่วมไปด้วย จะทำให้การเดินทางลำบากมากขึ้น หรือจะเคลื่อนพลไปไหนก็กลัวจะไม่สะดวก ไม่คล่องตัว แล้วจะทำให้ทริปนั้นหมดความสนุกไป แต่ที่จริงแล้วหากคุณมีการวางแผนล่วงหน้าที่ดี เตรียมตัวกับเรื่องต่างๆ ให้พร้อม สิ่งที่คุณกังวลก็จะหมดไปได้  หากผู้สูงอายุรู้สึกผ่อนคลาย อาจจะให้ปัญหาที่เกิดจากความเครียด ความวิตกกังวล  แต่สำหรับผู้สูงอายุหลายๆ ท่านที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเดินช้า เดินไม่ไหว หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว จำเป็นจะต้องมีอุปกรณ์ช่วยเหลือ นั่นก็คือรถเข็นวีลแชร์ วีลแชร์ไฟฟ้า หรือรถเข็นไฟฟ้า คงจะมีความกังวลไม่น้อยว่าจะเที่ยวสนุกหรือไม่ พื้นที่ในการพกพารถเข็นวีลแชร์ วีลแชร์ไฟฟ้า หรือรถเข็นไฟฟ้านั้นไม่เพียงพอที่จะสามารถใส่ท้ายรถไปด้วยได้ แต่ในปัจจุบันเรามีรถเข็นที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งรูปลักษณะ คุณสมบัติ ที่เหมาะสมกับบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล หรือเหมาะสำหรับการพกพาให้เลือกหลากหลายยิ่งขึ้น โดยรถเข็นวีลแชร์ วีลแชร์ไฟฟ้า หรือรถเข็นไฟฟ้าที่คนนิยมกันส่วนใหญ่จะเลือกใช้งานจะเป็นรถเข็นวีลแชร์ที่มีน้ำหนักเบา สามารถพับเก็บได้เล็ก กระทัดรัด และที่สำคัญคนดูแลสามารถยกขึ้นรถได้ มีทั้งแบบเป็นรถเข็นวีลแชร์ธรรมดา (Wheelchair Manual) และวีลแชร์ไฟฟ้า,รถเข็นไฟฟ้า (Power Wheelchair) หลากหลายรูปแบบให้ได้เลือกใช้งานได้ตรงตามลักษณะของผู้สูงอายุอีกด้วย

ความวิตกกังวล โดยส่วนใหญ่ผู้สูงอายุมักจะมีความวิตกกังวลที่ต้องพึ่งพาลูกหลาน และมักจะแสดงออกชัดเจน เป็นความกลัว ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง กลัวไม่มีคนเคารพยกย่องนับถือกลัว ว่าตนเองไร้ค่ากลัวถูกทอดทิ้ง  บางอย่างอาจะจะเป็นปัญหาการวิตกกังวลไปเอง โดยวิธีแก้ปัญหาจะเริ่มด้วยการสอนให้คิด และวิธีปรับมุมมองให้กว้าง หรืออาจจะดึงลูกหลานเข้ามาสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้สูงอายุ

รู้สึกว่าลูกหลานไม่เคารพ รู้สึกว่าตนเองถูกลูกหลานทอดทิ้ง รู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า เป็นธรรมดาเมื่อผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้นก็กลัวว่าลูกหลานที่ค่อยๆเจริญเติบโต จะไม่เชื่อฟังคำสอน และเวลาคุยด้วยจะไม่มีใครฟัง เมื่อบอกลูกหลานแล้วลูกหลานหรือคนในครอบครัวไม่รับฟัง ก็จะมีความรู้สึกน้อยใจ รู้สึกเสียใจคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่า การแก้ไขปัญหานี้คือทุกคนในครอบครัวต้องให้เวลากับผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก พูดคุยด้วยบ่อยๆ ไม่ให้ผู้สูงอายุรู้สึกเหงา หาเวลาว่างทำกิจกรรมร่วมกัน หรือพาไปเปลี่ยนบรรยากาศนอกบ้าน เท่านี้ผู้สูงอายุก็รู้สึกว่าคนในครอบครัว และลูกหลานยังให้ความสำคัญ

จู้จี้ขี้บ่น เป็นธรรมชาติและธรรมดาของผู้สูงอายุที่จะจู้จี้ จุกจิก และบ่นเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจมากนัก เนื่องจากผู้สูงอายุไม่สามารถลงมือทำอะไรด้วยตัวเอง ด้วยเนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพและการเคลื่อนไหว จึงจำเป็นต้องมีผู้ช่วย หรือผู้ดูแล เมื่อผู้ช่วยหรือผู้ดูแลทำไม่ถูกใจ ก็จะบ่น จู้จี้ จุกจิก เป็นเรื่องธรรมดา ที่สำคัญต้องไม่ชวนทะเลาะหรือเก็บเรื่องที่ผู้สูงอายุบ่นมาเป็นอารมณ์ แต่พยายามทำความเข้าใจธรรมชาติของผู้สูงอายุที่มีลักษณะ ยํ้าคิดยํ้าทำและติดอยู่กับอดีต และไม่ควรตอบโต้ด้วยอารมณ์ที่รุนแรง

ดังนั้นกล่าวคือสุขภาพจิตใจของผู้สูงอายุ ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่ง ที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวต้องช่วยกันดูแลและเอาใจใส่ จิตใจของผู้สูงอายุเปราะบางคล้ายคลึงกับเราในสมัยเด็กที่ไม่ว่าเจออะไรนิดๆหน่อย ก็มีผลต่อจิตใจ เสียใจ น้อยใจ หรือร้องไห้ นั่นก็เหมือนกับผู้สูงอายุ ที่เมื่ออายุมากขึ้นก็รู้ว่าไม่อยากเป็นภาระของลูกๆหลานๆ และสมาชิกในครอบครัว อยู่ๆ ก็มีอาการน้อยใจ หดหู่ มีความวิตกกังวล เราเป็นลูกเป็นหลาน เป็นคนดูแลผู้สูงอายุ สิ่งที่เราสามารถทำได้นั่นก็คือพูดคุย สอบถามถึงกิจวัตรประจำวัน สารทุกข์สุขดิบทั่วๆไป หรือพูดคุยสอบถามเกี่ยวกับปัญหาที่เจอในแต่ละวัน ให้คำปรึกษาและให้กำลังใจผู้สูงอายุ ไม่ควรปล่อยให้ผู้สูงอายุอยู่แต่ในบ้าน ควรพาออกไปข้างนอก พบปะสังสรรค์กับครอบครัว หรือพาไปพบเพื่อน แต่หากในขณะที่พาผู้สูงอายุเดินทางออกนอกบ้านแล้วพบปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุ อาจจะแนะนำให้ผู้สูงอายุใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน หรืออาจนั่งรถเข็นวีลแชร์ แต่ปกติแล้วผู้สูงอายุที่ยังพอสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จะไม่คอยชอบเป็นภาระของผู้อื่น อยากที่จะเดินทางไปไหนมาไหนอย่างเป็นอิสระ ดังนั้นรถเข็นไฟฟ้า หรือวีลแชร์ไฟฟ้าจึงเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ชอบใช้ชีวิตแบบอิสระมากที่สุดค่ะ


เตียงไฟฟ้าสำหรับผู้สูงอายุรุ่น EB-55 ปรับได้ 5 ฟังก์ชั่น

นอนไม่หลับ ผู้สูงอายุที่มีปัญหานอนไม่หลับ มักจะชอบตื่นขึ้นกลางดึกหรือไม่ก็ ตื่นเช้ากว่าปกติและเมื่อตื่นแล้วก็หลับต่อยาก ทำให้รบกวนสมาธิคนอื่นในบ้านที่กำลังนอนหลับอยู่ด้วย ทั้งนี้สาเหตุของการนอนไม่หลับ อาจเกิดจากการนอนกลางวันมากเกินไป ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายหรือใช้แรงงาน ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียเมื่อได้เวลานอนอาจวิตกกังวลบางเรื่องอยู่ ที่นอนไม่สบายอากาศร้อนหรือเย็นเกินไป มีปัญหาทางร่างกายที่รบกวนการนอน ดังนั้นเราควรสร้างบรรยากาศการนอนให้กับผู้สูงอายุ ให้รู้สึกอบอุ่น เหมือนมีคนคอยดูแลตลอดเวลา หากเป็นผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ควรใช้เตียงไฟฟ้าปรับระดับได้สำหรับผู้สูงอายุ แต่..จะมีผู้สูงอายุหลายๆ ท่านไม่อยากใช้เตียงไฟฟ้าที่เป็นไฟเบอร์กลาส หรือเตียงผู้ป่วยแบบมือหมุนเนื่องจากจะรู้สึกว่าตัวเองเหมือนผู้ป่วยตามโรงพยาบาล ดังนั้นเตียงไฟฟ้าสำหรับผู้สูงอายุที่เราเลือกใช้ ควรเน้นเป็นเตียงไฟฟ้าแบบโฮมแคร์ (Homecare) เตียงไฟฟ้าบ้านๆ ที่สร้างบรรยากาศอบอุ่นให้กับผู้สูงอายุรู้สึกว่าอยู่บ้าน ไม่ใช่ผู้ป่วย เพราะสภาพแวดล้อมก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ผู้สูงอายุนอนไม่หลับได้เช่นกัน



และในเวลากลางคืน หากผู้สูงอายุนอนหลับ ไม่ควรที่จะปิดไฟจนมืดเกินไป อาจทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกอึดอัด หายใจไม่ออก นั่นอาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุนอนไม่หลับก็ได้  เราจึงควรมีแสงไฟเพื่อส่องสว่างให้กับผู้สูงอายุ ให้ผู้สูงอายุพอจะมองเห็นสิ่งของรอบๆ ตัว ทำให้ไม่อึดอัด แต่หลอดไฟทั่วไปมีแสงที่สว่างจ้ามากเกินไป อาจทำให้รบกวนสายตาของผู้สูงอายุและรบกวนเวลาการพักผ่อนหลับนอนของคนในครอบครัว แต่จะมีอุปกรณ์เสริมไฟใต้เตียงเรียกว่า Smart Care  เป็นอุปกรณ์เสริมที่ช่วยในเรื่องดีไซน์ความสวยงาม การสร้างบรรยากาศการนอนให้กับผู้สูงอายุ มีแสงสว่างเล็กน้อยในการนอนเวลากลางคืน และเพื่อฝึกให้ผู้สูงอายุสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ นั่นก็คือการ เปิด-ปิดไฟ หรือปรับระดับแสงสว่างของไฟได้ตามความต้องการ ไฟดวงนี้เป็นไฟ Warm light ถนอมสายตา ไม่สว่างจ้า รบกวนการนอนของผู้สูงอายุและคนในครอบครัว และหากผู้สูงอายุเกิดต้องการลุกขึ้นจากที่นอนกลางดึก ไฟใต้เตียงก็จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถมองเห็นสิ่งกีดขวางได้ ถือว่าช่วยในเรื่องการมองเห็นได้ดีและปลอดภัยมากๆ ค่ะ

“ข้อดีของไฟใต้เตียง จะช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกอบอุ่น รู้สึกปลอดภัยทุกครั้งเมื่อตื่นขึ้นมากลางดึก ทำให้ผู้สูงอายุมองเห็นรอบๆ หรือเห็นคนในครอบครัวกำลังหลับอยู่ ดังนั้นความรู้สึกของผู้สูงอายุ ที่รู้สึกว่าไม่ปลอดภัย รู้สึกเครียดหรือรู้สึกกังวลจะค่อยๆ คลายออกไป การสร้างบรรยากาศในการนอนหลับ เป็นเรื่องที่สมาชิกในครอบครัวสามารถสร้างจำลองให้กับผู้สูงอายุได้ เพื่อการนอนหลับพักผ่อนที่ดีของผู้สูงอายุ “

เตียงไฟฟ้าเพื่อผู้สูงอายุ ติดไฟใต้เตียง (ไฟสามารถปรับระดับความสว่างได้)

วิธีช่วยให้ผู้สูงอายุนอนหลับได้ดียิ่งขึ้นดังนี้
1. ให้ความรู้กับผู้สูงอายุเพื่อปรับแผนการนอนให้เหมาะสม
2. ดูแลให้ผู้สูงอายุที่มีอาการเจ็บป่วยทางด้านร่างกายให้ได้รับการจัดการหรือควบคุมอาการต่างๆ ที่ทำให้เกิดความไม่สุขสบายตัว ได้รู้สึกดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อการนอนหลับ ลดปัญหาการปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน โดยแนะนำให้ผู้สูงอายุปัสสาวะก่อนเข้านอนหรือจัดที่นอนให้อยู่ใกล้ห้องน้ำ หรือเตรียมกระโถนไว้ภายในห้องนอน
3. แนะนำให้ผู้สูงอายุรับประทานมื้อเย็นในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ควรรับประทานอาหารในปริมาณที่มากเกินไป อาหารที่ย่อยยากจะทำให้เกิดการอึดอัดแน่นท้อง นอนไม่หลับ ควรให้ผู้สูงอายุสวมใส่เสื้อผ้าที่สบาย  และสุดท้ายอาจจะให้ผู้สูงอายุดื่มนมอุ่นๆ หรือโอวัลตินก่อนนอน
4. ควรมีกิจกรรมให้กับผู้สูงอายุได้ทำในระหว่างวัน เช่น ทำความสะอาดบ้าน รดน้ำต้นไม้ หลีกเลี่ยงการนอนหลับในเวลากลางวัน
5. ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทถั่ว ผักดิบ ของหมักดอง เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้เกิดแก๊ซในกระเพราะอาหารมาก ส่งผลให้รู้สึกไม่สบายตัว ทำให้นอนหลับยาก นอกจากนี้ควรงดอาหารที่มีไขมันสูงก่อนนอน เพราะทำให้ระบบการย่อยอาหารต้องทำงานหนัก
6. ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายก่อนนอน 3 ชั่วโมง เนื่องจากการออกกำลังกายในตอนเย็นหรือก่อนนอนจะเพิ่มระดับการกระตุ้นของระบบประสาทโดยอัตโนมัติ ทำให้นอนหลับได้ยากขึ้น และถ้านอนไม่หลับภายใน 30 นาทีให้ลุกจากเตียงและทำกิจกรรมอื่นเบาๆ จนกว่าจะรู้สึกง่วงนอนอีกครั้ง
7. ช่วยผู้สูงอายุผ่อนคลายกล้ามเนื้อก่อนนอนโดยการนวดตามร่างกายของผู้สูงอายุ ทำให้เกิดการผ่อนคลายทั้งด้านจิตใจและอารมณ์ ช่วยลดความเครียด การฝึกสมาธิช่วยให้จิตใจสงบ จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว การฝึกหายใจแบบลึกๆ ก็เป็นการผ่อนคลายร่างกายช่วยให้การนอนหลับของผู้สูงอายุนั้นดีขึ้น
8. ให้ผู้สูงอายุฟังเพลง ฟังธรรมมะเปิดฟังเบาๆ หรืออ่านหนังสือสวดมนต์และหนังสือที่ชอบเพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียด ช่วยทำให้การนอนหลับดีขึ้นด้วยค่ะ

” ปัญหาของผู้สูงอายุที่นอนไม่หลับ เป็นปัญหาหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการนอนหลับเป็นเวลาที่ร่างกายจะได้พักผ่อนและฟื้นฟูซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ซึ่งหากผู้สูงอายุไม่ได้นอนหลับพักผ่อนหรือพักผ่อนไม่เพียงพอแล้ว ก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เช่น ความคิดความอ่านช้าลง อ่อนเพลีย ความจำไม่ดี ดังนั้น ต้องหันมาดูแลผู้สูงอายุ ให้สามารถนอนหลับพักผ่อนได้อย่างเพียงพอประเด็นหลักของอาการนอนไม่หลับเป็นสิ่งที่เกิดกับผู้ที่เข้าสู่วัยผู้สูงอายุ คนดูแลหรือคนใกล้ตัวผู้สูงอายุจึงจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจและปรับตัวเพื่อตั้งรับและแก้ไขปัญหาได้ แนะนำให้ลองนำวิธีทั้ง 8 ข้อข้างต้นไปปฏิบัติตาม  ถ้าอาการนอนไม่หลับยังไม่ดีขึ้น ก็ควรไปปรึกษาแพทย์ ให้แพทย์ตรวจค้นหาโรค ที่เป็นสาเหตุของการนอนไม่หลับค่ะ ” 

 

20เทคนิค สร้างบ้านให้ผู้สูงอายุ อยู่สบายกาย สุขใจ

20เทคนิค สร้างบ้านให้ผู้สูงอายุ อยู่สบายกาย สุขใจ

ปี 2563 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 12 ล้านคน (ร้อยละ 18) เข้าข่ายสังคมผู้สูงอายุ (มีประชากรที่อายุมากกว่า 60ปีขึ้นไป เป็นสัดส่วนเกิน 10%) และในอีก 1-2ปีข้างหน้าคาดว่าประเทศจะเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ” (ประชากรอายุมากกว่า 60ปี เป็นสัดส่วนมากกว่า 20%) ผลที่ตามมามากมายไม่ว่าจะเป็นเชิงทางเศรษฐกิจ-ผู้สูงอายุไม่สามารถทำงานได้เหมือนวัยแรงงาน และ อื่นๆมากันมาอีกมากมาย แต่ในบทความนี้เรามามองอีกด้านครับ เราจะสร้างบ้านอย่างไรให้เหมาะกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะคนที่เรารัก พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เมื่อพวกท่านอายุมากขึ้นการเดินเหินไม่สะดวก อาจจะต้องใช้เตียงปรับระดับผู้ป่วย หรือ ต้องใช้ Wheelchair หรือ รถเข็นไฟฟ้า เนื่องจากการเดินเหินไม่สะดวก

แนวทางที่ควรคำนึงอันดับหนึ่งของการสร้างหรือที่พักให้ผู้สูงอายุเลย 4S (โดยผู้เขียนบทความ elife)
– Safety ร่างกายผู้สูงอายุไม่แข็งแรงเหมือนก่อน ต้องลดความเสี่ยงทุกอย่างที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ
– Sustainable ออกแบบเพื่อให้ท่านอยู่อย่างสุข สบาย ที่สำคัญต้องดูแลรักษา ง่ายเพิ่งพาตัวเองได้ (ผู้สูงอายุบางท่านอยู่กันเอง ลูกหลาน/คนดูแล อาจจะไปหาบ้าง)
– Smart เดี๋ยวนี้เทคโนโลยี สามารถเข้าช่วยเหลือได้เยอะ เช่น สัญญาณขอความช่วยเหลือ, ไฟเปิดปิดอัตโนมัติเมื่อเข้าห้องน้ำ, รถเข็นไฟฟ้า, เตียงไฟฟ้า, Sensor ต่างๆ เป็นต้น
– Smooth ทุกอย่างความไร้รอยต่อไม่สะดุดทั้งระดับพื้น และ ส่วนต่างๆในบ้าน ควรลดทางต่างระดับให้น้อยที่สุด, ขอบ มือจับตามๆควรมน

เราสรุปเทคนิคต่างๆ มาจำนวน 20 ข้อดังนี้

  1. ให้ผู้สูงอายุอยู่ชั้นล่าง ลดพื้นที่ต่างระดับให้มากที่สุด หากมีบ้านเดิมอยู่แล้วควรปรับชั้นล่างเป็นที่อยู่ของผู้สูงอายุ ทำระดับพื้นให้เท่ากัน หากเป็นไปได้ให้ปูพื้นใหม่เป็นวัสดุมีพื้นผิวป้องกันไม่ให้ลื่น หากสร้างใหม่ควรออกแบบให้บ้านชั้นหนึ่งไม่มีพื้นที่ต่างระดับ พื้นที่บ้านต่อเนื่อง Flow เชื่อมต่อกัน

    พยายามสร้างพื้นที่ให้ต่อเนื้องกัน ทางต่างระดับให้น้อยที่สุด
  2. กรณีมีพื้นที่ต่างระดับสร้างทางลาดชันให้สำหรับ Wheelchair, รถเข็นไฟฟ้า โดยปกติทางลาดสำหรับวีลแชร์นั้นมีมาตรฐานคือ 1:12 เช่นพื้นต่างระดับกัน 10 cm ทางลาดนั้นต้องมีฐาน 120cm เพื่อความปลอดภัยในกรณีเข็น Wheelchair ขึ้นเอง หรือ แม้กระทั้งใช้รถเข็นไฟฟ้า ความกว้างของทางชันควรจะกว้างประมาณ 90cm ตามมาตรฐาน หรือ 80cm เป็นอย่างน้อย(ธรรมดา ความกว้างฐานล้อ Wheelchair จะอยู่ราว 65-75cm กรณีถ้าพื้นต่างระดับกันมาก ให้มีราวจับด้วย ราวจับ 80-90cm
  3. เรื่องไฟ ส่องสว่าง ความสว่างของตัวบ้าน ลดการหกล้มในผู้สู้อายุ แนะนำเป็นการซ่อนไฟตามทางเดิน, บันได, ห้องน้ำ และ พื้นที่ต่างระดับ

    ติดไฟส่องสว่าง เผื่อกลางคืน และตอนนอนหลับ
  4. ความกว้างของประตู และ ทางเดินกว้าง 90cm  คิดในเว้นระยะให้ขนาดประตู และทางเดิน สำหรับ Wheelchair
  5. ยึดการ Design กลับสู่ธรรมชาติ Universal design การใช้งานกับคนแก่ รวมถึงบางครั้งผู้ใช้งานบางคนอาจจะมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวอย่างการ Customized ดูจากตัวอย่าง IKEA แจกไฟล์ 3มิติ เพื่อให้ลูกค้าเอาไปพิมพ์ประกับเฟอร์นิเจอร์ของตน 
  6. มือจับ เป็นด้ามจับประตู เป็นแบบด้าม ใช้มือ ศอก หรือไม้เท้าเปิดได้  หลีกเลี่ยงการใช้ลูกบิด หรือ งาน Design ที่สวยแต่ใช้งานยาก

    มือจับลูกบิด ควรจะหลีกเลี่ยง, มือเปิดที่มีลักษณะเป็นก้าน จะดีกว่า คนแก่ใช้งานได้ง่ายกว่า
  7. ตู้, ประตู และหน้าต่าง ควรติดตั้งแบบบานเลื่อน ที่จัดเก็บของ ควรเลือกเป็นแบบบานเลื่อน เพื่อผู้สูงอายุสามารถใช้งานได้ง่าย ทั้งยังใช้ได้ กับ Wheelchair

    การสร้างประตูบานเลื่อน ง่ายต่อผู้สูงอายุมากกว่า
  8. หน้าต่าง ควรสร้างให้สูงไม่มากกว่า 50cm ผู้สูงอายุสามารถเห็นวิวได้ขณะที่นั่ง Wheelchair ได้
  9. ออกแบบพื้นที่ให้มีการถ่ายเท ของอาการดี ผู้สูงอายุเสี่ยงกับโรคทางเดินหายใจ อาจจะติดเครื่องปรับอากาศ เครื่องกรอกอากาศที่เหมาะสม
  10. ปุ่มฉุกเฉิน เพื่อกดเรียกคนให้มาช่วยเหลือ Emergency Call เหตุไม่ความฝันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ การติดปุ่มขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน เป็นสิ่งที่ควรมองข้าม
  11. ทางเข้าบ้าน ทำทางลาดสำหรับเข้าบ้านโดยยึกหลัก 1:12 เช่นหากทางต่างระดับกัน 1 เมตรให้ทางลาดมีฐาน 12เมตร โดยให้ดีทางลาดควรมีความกว้าง 90cm กรณีที่มีความยากทางลาดมากควรมีชานพัก และมีราวกั้น สูง 80-90cm
  12. ห้องน้ำ ถ้าทำห้องน้ำใหม่ให้ทำห้องน้ำให้กว้างซักหน่อย สำหรับวีลแชร์ วัตถุพื้นความมีพื้นผิวสัมผัส หรือปูยางกันลื่นในส่วนเปียก เลือกสุขภัณฑ์ที่มีความโค้งมน มีราวจับ
    ตัวอย่าง การออกแบบห้องน้ำจาก SCG Elder Care

    ด้านซ้ายติดราวจับให้ผู้สูงอายุ ด้านขวา พื้นระดับเดียวกันระหว่างส่วนเปียกและส่วนแห้ง โดยให้การแซะร่องเป็นที่ระบายน้ำแทน
  13. ห้องนอน ต้องมีพื้นที่ข้างเตียง ห้องนอนควรเผื่อพื้นที่ด้านข้าง 90cm สำหรับ Wheelchair และ ผู้ดูแลสามารถช่วยเหลือได้ เช่นการอุ้ม คนชรา, การป้อนอาหาร หรือ ดูแลทำความสะอาด ห้องนอนกับห้องน้ำควรอยู่ติดกันไม่มีควรออกแบบให้ไม่มีธรณีกั้นระห่างห้องทั้งสอง ลดการสะดุดล้ม และสามารถใช้ Wheelchair เข้าไปในห้องน้ำได้เลย
  14. ห้องครัว ผู้สูงอายุที่ยังช่วยเหลือตัวเองได้อยู่ยังใช้ห้องครัวในการทำอาหาร รับประทานอาหาร ควรออกแบบเลือกซื้อโต๊ะที่มีความสูงมากกว่า 80cm สำหรับ Wheelchair เคาท์เตอร์ครัวควรมีความสูง 80cm
  15. ห้องนั่งเล่น เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่โปร่งโล่ง ดูอบอุ่น โดยเฉพาะผิวสัมผัสควรจะโค้งมน ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุ ตำแหน่งการวางที่เป็นระเบียบ

    ออกแบบห้องให้สามารถอยู่ด้วยกันระหว่างคนในครอบครัว กับผู้สูงอายุ
  16. สวน เป็นส่วนพักผ่อนหย่อนใจของผู้สูงอายุ ควรออกแบบทางเดินของส่วนเป็นพื้่นที่เรียบ (อาจจะวางเป็นอิฐเว้นระยะ หรือ ปูด้วยแผ่นพลาสติก สแลทรองพื้นสวน) พืชที่ปลูกควรเป็นทรงเตี้ย (ไม่แนะนำต้นไม้ใหญ่จะจ้า) หรือ อาจจะใส่ในกระบะ เลยก็ได้
    ปลูกพื้นในกระบะ ก็ได้เช่นกัน

    ความสุขอย่างหนึ่งของผู้สูงอายุคือการปลูกต้นไม้เช่นกัน
  17. พื้นและวัตถุที่ใช้ปูพื้น ควรเป็นวัสดุที่มีผิวสัมผัส ไม่ควรเป็นวัสดุมันเงา อาจทำให้ลื่น พรมอาจเป็นตัวเลือกแต่อาจจะไม่เหมาะกับเมืองไทยมีเรื่องฝุ่นและทำความสะอาดยาก แนะนำอาจจะใช้เป็นพื้นไม้ลามิเนต หรือ เนื้อไม้จริงก็ไม่ว่ากัน

    เลือกวัตถุปูพื้นก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ การสร้างบ้านให้คนแก่
  18. กรณีต้องมีบันได ให้ราวจับที่ปลอดภัย ควรมีที่พัก หรือ วางเก้าอี้ให้พักได้
  19. พยายามให้เปิดโลงที่สุดเท่าที่ทำได้ กรณีมีเรื่องไม่คาดฝัน ผู้ดูแลสามารถเห็นได้ ช่วยเหลือได้ทันถ่วงที
  20. ทำเลที่ตั้งใกล้โรงพยาบาล ข้อสุดท้ายนี้ที่เอามาเป็นอันสุดท้ายเพราะว่าบางครั้งเราไม่สามารถเลือกได้ หากสามารถเลือกได้อันนี้เป็นส่วนสำคัญเลยที่เดียว หากเลือกไม่ได้ควรติดเบอร์โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดไว้ สามารถติดต่อได้ทันท่วงที

นอกจากที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้วทาง อุปกรณ์รถเข็นผู้ป่วย หรือ วีลแชร์ไฟฟ้า ก็เป็นส่วนหนึ่งในการอำนวยความสะดวก ใช้ในชีวิตประจำวันได้



  • เตียงไฟฟ้าก็เป็นส่วนหนึ่งทีอำนวยความสะดวกผู้สูงอายุเช่นกัน เช่น สามารถลูกขึ้นนั่งได้เอง เนื่องจากมีปรับให้เตียงตั้งตรงได้, สามารถดู TV หรือ เปลี่ยนท่าของร่างกายได้

อีไลฟ์และลูกค้าอีไลฟ์ร่วมสมทบทุนบริจาคให้กับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

อีไลฟ์และลูกค้าอีไลฟ์ร่วมสมทบทุนบริจาคให้กับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

เข็นด้วยใจ…ให้ด้วยกัน อีไลฟ์และลูกค้าอีไลฟ์…ขอร่วมสมทบทุนบริจาคให้กับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ดำเนินโครงการก่อสร้าง “อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา” เป็นเงิน 100,000 บาท โดยเงินดังกล่าวมาจากยอดการสั่งซื้อจากลูกค้าอีไลฟ์นั้นเอง

พลังแห่งการให้…พลังแห่งความสุข
เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๘๔ พรรษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ดำเนินโครงการก่อสร้าง “อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา” เพื่อยกระดับการให้บริการผู้ป่วยอย่างครบวงจรถวายเป็นพระราชกุศล โดยในอาคารแห่งนี้จะช่วยลดปัญหาความแออัดของผู้มารับบริการที่ตึกผู้ป่วยนอก ซึ่งในแต่ละปีมีผู้มารับบริการกว่า 3,000,000 คน
“อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา” ได้ใช้พื้นที่เดิมของกลุ่มอาคาร 3 หลัง ได้แก่ ตึกหริศจันทร์-ปาวา, ตึกผะอบ นพ สุภัทรา ระเบียบ และ ตึกเวชศาสตร์ป้องกัน ที่ให้บริการมาเป็นระยะเวลากว่า 50 ปี โดยจะก่อสร้างเป็นอาคารสูง 25 ชั้น เพื่อทดแทนและเพิ่มพูนงานบริการอย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร ขณะเดียวกันโรงพยาบาลศิริราชก็จะดำเนินการปรับปรุงทางสัญจรและทางเชื่อมอาคารในโรงพยาบาลควบคู่ไปด้วย และเมื่อโครงการแล้วเสร็จ ประเทศไทยจะมีสถานที่รับบริการการตรวจรักษาที่ทันสมัยก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ

อีไลฟ์และลูกค้าอีไลฟ์ร่วมบริจาคสมทบทุน
อีไลฟ์และลูกค้าอีไลฟ์ร่วมบริจาคสมทบทุน
อีไลฟ์และลูกค้าอีไลฟ์ร่วมบริจาคสมทบทุน

อีไลฟ์..เห็นความสำคัญในการสร้างตึกอาคารครั้งนี้ จึงจัดกิจกรรมพิเศษสำหรับลูกค้าของเรา เมื่อซื้อสินค้าอีไลฟ์ทุกรุ่น ทางเราจะตัดเงินเข้าบริจาคให้กับคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล สำหรับดำเนินสร้างอาคาร โดยคิดจากยอดการสั่งซื้อทุกยอดของอีไลฟ์ ในวันที่ 1 -30 ธ.ค 2563 สำหรับรถเข็นไฟฟ้าหรือเตียงไฟฟ้าผู้สูงอายุ ทุกยอดการสั่งซื้อหักเข้าบริจาคเป็นจำนวนเงิน 2,000 บาท และรถเข็นแมนนวลทุกยอดการสั่งซื้อหักเข้าบริจาคเป็นจำนวนเงิน 500 บาท ประโยชน์จากการให้ในครั้งนี้เหมือนมอบของขวัญปีใหม่ให้กับผู้ป่วยด้อยโอกาสหรือผู้ป่วยนอกที่เข้าทำการรักษาในโรงพยาบาลศิริราชอีกด้วย

วัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจกรรม วีลแชร์อีไลฟ์ เข็นด้วยใจให้ด้วยกัน  “ร่วมบริจาคสมทบทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา”

  • เพื่อช่วยสมทบทุนให้กับ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ดำเนินโครงการก่อสร้าง “อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา”
  • เพื่อผู้ป่วยด้อยโอกาสและทดแทนกลุ่มอาคารเดิมที่ชำรุด ทรุดโทรม แออัด ไม่เพียงพอต่อการให้บริการรักษาผู้ป่วย กลุ่มอาคารเก่าที่ใช้งานมากกว่า 50 ปี
  • เพื่อสนับสนุนให้โรงพยาบาลมีบริการการตรวจรักษาที่ก้าวหน้าทันสมัยมากขึ้น
  • ต้องการให้ลูกค้ารถเข็นอีไลฟ์มีส่วนร่วมในการบริจาคครั้งนี้ เหมือนให้ของขวัญปีใหม่ร่วมกัน
  • เพื่อให้โรงพยาบาลรองรับผู้ป่วยเข้ารับการรักษาได้มากขึ้น

วิธีเลือกเตียงผู้ป่วย(ปรับไฟฟ้า)ให้เหมาะกับผู้ป่วยมากที่สุด

วิธีเลือกเตียงไฟฟ้า

การสร้างบรรยากาศให้กับผู้สูงอายุในบ้าน…ให้น่าอยู่มีความจำเป็นมากๆ ที่ลูกหลานต้องให้ความสำคัญ เพื่อเตรียมความพร้อมให้บ้านมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม รองรับการใช้ชีวิต และการดำเนิน กิจวัตร ประจำวันของผู้สูงอายุรวมถึงผู้ป่วยที่ต้องเตรียมตัวกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านเอง โดยเฉพาะในผู้ที่มี ปัญหาการเคลื่อนไหวซึ่งเกิดจากระบบข้อกระดูก และกล้ามเนื้อส่วนล่าง ส่งเสริมให้ผู้ที่เริ่มมีความเสื่อมถอยของร่างกายหรือปัญหา สุขภาพได้เรียนรู้ ทำความรู้จัก และฝึกฝนกับอุปกรณ์ ที่จะช่วยเหลือในการทำกิจกรรม โดยพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ลดความ เสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในขณะทำกิจกรรมภายในบ้าน และบริเวณรอบๆ ตัวบ้าน และในการสร้างความสะดวก ปลอดภัย ลดการเกิดอุบัติเหตุ เตียงนอนปรับไฟฟ้า จึงเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็น.

เตียงไฟฟ้าคืออะไร? … เตียงไฟฟ้า (Electric bed) หรือเตียงผู้ป่วยเป็นเฟอร์นิเจอร์ทางการแพทย์ที่มีการออกแบบพิเศษเพื่อความสะดวกสบายของผู้ป่วยระหว่างพักฟื้น ผู้สูงอายุที่มีปัญหาการเคลื่อนไหว จึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วย โดยเตียงไฟฟ้าผู้ป่วยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการทำงานและปรับระดับต่างๆโดยรีโมท สามารถปรับทิศทาง ความสูง-ต่ำ การงอเข่า ปรับองศาต่างๆได้ นอกจากสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ป่วยและผู้ดูแล เตียงไฟฟ้าผู้ป่วยยังสามารถป้องกันแผลกดทับในคนไข้ที่ไม่สามารถขยับตัวได้ ลดอาการปวดเมื่อยในการพักรักษาตัว.

เตียงไฟฟ้ามีไว้สำหรับใคร? … ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีปัญหาทางการเคลื่อนไหวของร่างกาย ผู้ป่วยหลังผ่าตัด ผู้ป่วยติดเตียง เป็นต้น

 

 7 เหตุผลทำไม?ต้องเลือกใช้เตียงไฟฟ้า 

1. เตียงไฟฟ้าสร้างความปลอดภัย  เตียงไฟฟ้าได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยกับผู้ป่วยเป็นอันดับแรก ตามข้อกำหนดการผลิตในมาตรฐานความปลอดภัยสากลเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ ดังนั้นการใช้เตียงไฟฟ้าจึงเหมาะสมกับผู้ป่วยมากที่สุด

2.ให้ความรู้สึกอิสระกับผู้ป่วย เพราะการใช้งานแทบทั้งหมดของเตียงไฟฟ้าสั่งงานผ่านรีโมท ดังนั้นการเคลื่อนไหวในท่าทางต่างๆ ของผู้ป่วยจึงทำได้ง่ายขึ้น สามารถทำได้ด้วยตัวเองไม่ต้องรอผู้ดูแลคอยให้ความช่วยเหลือ เช่น การจะลุกขึ้นนั่ง  อยากนั่งงอเข่า เป็นต้น

3.เตียงไฟฟ้าลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ  เหตุการณ์ไม่ตั้งใจเกิดได้กับคนชรา และผู้ป่วย หลายๆครั้งการบาดเจ็บเกิดการตกเตียง (คนนอนพยายามจะพลิกตัว หรือ พยายามลุกจากเตียงแต่พลาดตกเตียง) การนอนละเมอในเวลากลางคืน บางเวลาที่ผู้ป่วยไม่ได้อยู่ในสายตาของผุ้ดูแล ยิ่งผู้สูงอายุหรือผุ้ป่วยที่บาดเจ็บอยู่แล้ว การตกเตียงอาจทำให้กระดูกหัก ส่งผลเสียถึงชีวิตตามมา

4.เตียงไฟฟ้าให้ความสะดวกสบายกับผู้ป่วยและผู้ดูแล ฟังก์ชันการปรับระดับต่างๆของเตียงไฟฟ้า ช่วยทำให้ลดภาระให้ผู้ดูแลได้ เช่น สามารถปรับระดับความสูงของเตียงให้อยู่ในระดับที่ผู้ดูแลต้องการได้ 

5.เตียงไฟฟ้าสามารถทำกายภาพบำบัดได้ นอกจากสร้างความสะดวกสบายและให้ความปลอดภัยแล้วเตียงไฟฟ้ายังสามารถใช้ทำกายภาพบำบัดได้ เพราะด้วยที่ออกแบบมาเพื่อผู้ป่วยโดยเฉพาะ 

6.เตียงไฟฟ้าสามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้ทันที เตียงไฟฟ้ามีการออกแบบให้มีล้อ(ทุกรุ่น) ดังนั้นเมื่อมีเหตุจำเป็นที่ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยสามารถทำได้ทันทีและสะดวก

 

 เตียงผู้ป่วยมีกี่ประเภท? 

เตียงผู้ป่วยสาสามารถแบ่งได้ 2 ประเภทคือ

  • เตียงผู้ป่วยแบบมือหมุน (Modern Hospital Bed) : หรือที่เรารู้จักกัน “เตียงผู้ป่วยโรงพยาบาล” มีกลไกปรับองศา หัว-หลังเตียง , ปลายเตียง (เข่าหรือขา) และระดับ-สูงต่ำ ด้วยมือหมุนหรือระบบแมนนวลทั้งหมด ต้องมีคนดูแลคอยปรับเตียงให้ผู้ป่วยไม่สามารถปรับด้วยตัวเองได้ 
  • เตียงไฟฟ้า (Electric Bed) : มีกลไกการปรับองศาเตียงต่างๆด้วยระบบควบคุมไฟฟ้าใช้งานแรงดันไฟฟ้า 220-240 V ควบคุมด้วยรีโมทมีสายหรือไร้สาย ปัจจุบันพัฒนาไปถึงควบคุมผ่านสมาร์ทโฟนได้ ซึ่งผู้ป่วยจะสามารถปรับระดับต่างๆด้วยตัวเองได้ 

ความแตกต่างระหว่างเตียงทั้ง 2 ประเภท

เตียงผู้ป่วยแบบมือหมุน (Modern Hospital Bed)   เตียงไฟฟ้า (Electric Bed )
ปรับระดับแบบแมนนวลโดยผู้ดูแล / ผู้ป่วยไม่สามารถปรับเองได้ ปรับระดับโดยรีโมทสามารถใช้งานได้ทั้งผู้ดูแลและผู้ป่วย
ฟังก์ชันในการปรับองศาส่วนใหญ่ได้ 3 รูปแบบ ฟังก์มีตั้งแต่ 3-5 ไกร์
สามารถหาซื้อได้ร้านขายยาทั่วไป ควรซื้อจากศูนย์จำหน่ายที่มีประสบการณ์
โครงสร้างเป็นส่วนใหญ่เป็น พอลิเมอร์ สแตนเลส อะลูมิเนียม โครงสร้างเป็น เหล็กกรุไม้ อะลูมิเนียม พอลิเมอร์
ดีไซน์เหมือนกับเตียงโรงพยาบาล ดีไซน์สวยงาม เหมาะกับการแต่งบ้าน
ราคาประหยัด ราคาค่อนข้างสูง

*พอลิเมอร์ คือ พลาสติก ไฟเบอร์ ยาง

เตียงไฟฟ้าแตกต่างจากเตียงนอนธรรมดาอย่างไร? 

เตียงนอนธรรมดา…ออกแบบมาสำหรับคนที่ไม่มีปัญทางร่างกายใดๆ จึงไม่ตอบโจทย์สำหรับผู้ป่วย การให้ผู้ป่วยนอนเตียงธรรมดาก็อาจจะสามารถทำได้ แต่เราก็จะต้องเสี่ยงกับอะไรหลายๆอย่างที่ไม่สามารถควบคุมได้เช่นกัน ตารางเปรียบเทียบเตียงทั้ง 3 ประเภทคือ เตียงนอนธรรมดา เตียงผู้ป่วย และเตียงผู้ป่วยไฟฟ้า อาจจะทำให้เห็นภาพมากขึ้นค่ะ 

ตารางเปรียบเทียบเตียงนอน

เตียงนอนธรรมดา เตียงนอนผู้ป่วยแบบโรงพยาบาล เตียงนอนผู้ป่วยปรับไฟฟ้า
ปรับระดับไม่ได้ ปรับระดับแบบแมนนวล ปรับระดับผ่านไฟฟ้า
สำหรับคนธรรมดา สำหรับผู้ป่วย สำหรับผู้ป่วย
ไม่สามารถเคลื่อนที่โดยเตียงได้ เตียงสามารถเคลื่อนที่ได้ เตียงสามารถเคลื่อนที่ได้
เป็นเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป เป็นเฟอร์นิเจอร์ทางการแพทย์ เป็นเฟอร์นิเจอร์ทางการแพทย์
มีหลายดีไซน์ให้เลือก เตียงลักษณะเหมือนโรงพยาบาล มีหลายดีไซน์ให้เลือก
มีหลากหลายราคา ราคา 1-2 หมื่นบาท ราคา 30,000-300,000 บาท

 

 เลือกซื้อเตียงไฟฟ้าต้องคำนึงอะไรบ้าง? 

เตียงไฟฟ้าผู้ป่วยจัดเป็นครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ซึ่งมีการออกแบบเป็นพิเศษสำหรับผู้ป่วย ซึ่งหากมีข้อบกพร่องอาจส่งผลถึงชีวิต ดังนั้นก่อนจะทำการสั่งซื้อเราควรพิจารณาประเด็นหลักเรื่องความปลอดภัย คือ ความแข็งแรงของเตียง , ขนาดที่เหมาะสม และโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุกับร่างกายผู้ป่วย เช่น การมีอวัยวะติดในช่องว่างเตียง เป็นต้น

แนวทางการเลือกซื้อ

  • เตียงไฟฟ้าต้องมีใบจดทะเบียนสถานประกอบการผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์ 
  • ขนาดและความสูงของเตียง ให้เหมาะกับผู้ใช้งานและผู้ดูแลมากที่สุด
  • วัสดุที่ใช้ทำโครงสร้างเตียง ได้แก่ เหล็กและสแตนเลส ซึ่งมีความทนทานแต่หากเป็นโครงเหล็กควรมีสารเคลือบเพื่อป้องกันสนิม
  • วัสดุที่ทำหัวเตียง ควรเป็น ไม้อัดโฟเมก้า เหล็ก หรืออลูมิเนียม มีน้ำหนักเบา มีความแข็งแรง และทำความสะอาดง่าย
  • วัสดุพื้นเตียงส่วนใหญ่ทำมาจากแผ่นเหล็กตะแกรงเหล็ก สามารถรับน้ำหนักได้เยอะ และง่ายต่อการดูแลรักษา
  • วัสดุราวกั้นเตียง ควรเป็น เหล็ก อลูมิเนียม
  • เตียงไฟฟ้าควรมีพื้นล่างโปร่ง ระบายอากาศได้ดี
  • ตรวจสอบมอเตอร์ของเตียงไฟฟ้า 
  • ประเภทของกลไกปรับระดับซึ่งมีผลต่อราคา 
  • ตรวจสอบการดูแลหลังการขาย การรับประกันสินค้า เพราะเตียงไฟฟ้าหากเกิดปัญหาขึ้นภายหลังอะไหล่ส่วนใหญ่ไม่สามารถให้ร้านไฟฟ้าปกติเปลี่ยนให้ได้
  • หากมีโอกาสได้ทดลองเตียงไฟฟ้าจริงๆ ควรทดลองก่อนสั่งซื้อหรือศึกษาจากรีวิวก่อน
  • สินค้ามีราคาค่อนข้างสูงควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของร้านค้าให้ดีก่อน

 

 เตียงไฟฟ้าแบบไหน? ปลอดภัย100% 

เตียงผู้ป่วยไฟฟ้า ได้รับมาตรฐานอย่างถูกต้อง เพราะเตียงไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์และใช้กับผู้ป่วย เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความอ่อนไหวดังนั้นมาตรฐานของสินค้าสำคัญมาก

ขนาดของเตียง

  • เตียงนอนผู้ป่วยควรมีความกว้างตั้งแต่ 90-130 เซนติเมตร ความยาวขั้นต่ำคือ 200 เซนติเมตร และความสูงจากพื้นถึงเตียง 25-40 เซนติเมตร
  • เตียงมาตรฐานผู้ป่วยต้องเล็กแค่ 3ฟุต คล้ายกับเตียงนอนผ่าตัดต้องมีขนาดเล็กและกว้างน้อยที่สุดให้แพทย์เข้าทำการรักษาได้ง่าย เตียงผู้ป่วยถึงแม้จะไม่ได้เล็กเหมือนเตียงผ่าตัด แต่มีเหตุผลการออกแบบให้เป็น 3 ฟุตลักษณะเดียวกัน คือให้ผู้ดูแล สามารถดูแลผู้ป่วยได้สะดวก

ความสูงของเตียง

  • หากเตียงสูงเกินไป เวลาลุกนั่งบนเตียง ขาไม่ถึงพื้น อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุจนบาดเจ็บได้ แต่ถ้าเตียงเตี้ยเกินไป ผู้ดูแลต้องคอยปรับเตียงให้ขาของผู้สูงอายุวางบนพื้นพอดี พร้อมสำหรับจะลุกยืน

 

โครงสร้างเตียง วัสดุของเตียงควรมีความแข็งแรง ไร้สนิม สังเกตุว่าเตียงรุ่นนั้นๆสามารถรับน้ำหนักได้กี่กิโลกรัม อาทิเช่น เตียงไฟฟ้ารับน้ำหนักได้สูงสุด 220 กิโลกรัม

ส่วนประกอบของเตียงไม่ควรมีช่องว่างกว้าง

  • ช่องว่างที่มีขนาดกว้างอาจก่ออันตรายต่อร่างกายผู้ป่วยได้ ซึ่งร่างกายส่วนที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งคือ ศีรษะ คอ และลำตัว 

ล้อของเตียงไฟฟ้า 

  • ควรมีตัวล็อคเพื่อกันเตียงไหล

รีโมทสามารถล็อคได้

  • บางครอบครัวอาจมีเด็กเล็กๆอยู่ในบ้าน เมื่อเห็นเตียงไฟฟ้าหรือรีโมทอาจคิดว่าเป็นของเล่น เด็กๆอาจนำรีโมทไปกดเล่น ซึ่งอาจเกิดความวุ่นวายกับผู้ป่วยได้

ราวกั้นเตียง

  • ราวกั้นเตียงเป็นส่วนประกอบสำคัญกับเตียงนอนไฟฟ้ามากๆ เพราะราวกั้นจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุเช่น การนอนพลัดตกเตียง
  • ช่องว่างราวกั้นเตียงควรมีความกว้างไม่เกิน 12 เซนติเมตร
  • ช่วยเป็นที่พยุงตัวให้กับผู้สูงอายุและผู้ป่วย ทำให้ลุก-นั่งสะดวกมากขึ้น
 หลักการจัดวางเตียงผู้ป่วยให้เหมาะสม 
  • การวางเตียงควรต้องเว้นพื้นที่ว่างทั้ง 3 ด้าน คือด้านข้างและปลายเท้า โดยเว้นระยะประมาณข้างละ 90 เซนติเมตร เพื่อไว้วางของจำเป็น เช่น เก้าอี้ โต๊ะ รถเข็นวีลแชร์ และเพื่อให้ดูแลผู้ป่วยได้สะดวกมากขึ้น
  • ควรเลือกเตียงเป็นเตียงไม้ พื้นผิวเรียบ ขอบโค้งมน ไม่มีเหลี่ยมของไม้
  • ควรมีราวจับข้างเตียงและหัวเตียง เพื่อให้ผู้ป่วยพยุงตัวลุกขึ้นได้ การที่มีที่พยุงให้ผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุจะทำให้ปลอดภัยมากกว่าผู้ดูแลพยุงเอง ไม่เสี่ยงต่อการพลัดตก