แนะนำ..ผู้สูงอายุดูแลสุขภาพช่วงฤดูหนาว

แนะนำ..ผู้สูงอายุดูแลสุขภาพช่วงฤดูหนาว

กรมการแพทย์ แนะผู้สูงอายุควรดูแลสุขภาพในช่วงปลายฝนต้นหนาว อาจเจอโรคระบบทางเดินหายใจ ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง และอาการปวดข้อ ที่อาจเกิดขึ้นได้

นายแพทย์ณัฐพงศ์  วงศ์วิวัฒน์  รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ผู้สูงอายุ สามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้เบื้องต้น โดยการรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ สวมใส่เสื้อผ้าที่มีความหนาเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศเย็น ออกกำลังกายเป็นประจำ เคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ เพื่อช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย รับประทานให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำอุ่นวันละ 6-8 แก้ว และนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอประมาณวันละ 7-9 ชั่วโมง และหากที่ผู้สูงอายุต้องการเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนร่วมกับครอบครัวในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ควรเตรียมความพร้อมของร่างกาย ยาประจำที่ใช้ และยาที่จำเป็นให้พร้อมก่อนออกเดินทาง

 

นายแพทย์สกานต์  บุนนาค  ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ควรคำนึงถึงสำหรับผู้สูงอายุในช่วงหน้าหนาว ได้แก่

1.โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากมีการแพร่ระบาดง่าย และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ เช่น ปอดอักเสบติดเชื้อ เป็นต้น ควรอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดการได้รับเชื้อโรคจากผู้อื่น ถ้ามีอาการไอหรือมีไข้สูงเกิน 3 วันควรรีบไปพบแพทย์

2.ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง ได้แก่ ผิวแห้ง ผื่นผิวหนังอักเสบและคัน โดยเฉพาะหน้าหนาวซึ่งอากาศแห้ง หากอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นจะยิ่งชะล้างไขมันที่ผิวหนังออกไปอีก ควรเลือกสบู่ชนิดที่ไม่ล้างไขมันออกมากเกินไป และอาจใช้สบู่ฟอกเป็นบางครั้ง หรือฟอกเฉพาะส่วนข้อพับแขนและขาหนีบก็เพียงพอ จากนั้นควรทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิวหลังอาบน้ำทุกครั้ง เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง สำหรับผู้ที่ผิวแพ้ง่ายควรใช้โลชั่นประเภทที่ใช้กับผิวเด็กอ่อน และควรทาวันละหลายๆ ครั้ง ในกรณีที่มีปัญหาริมฝีปากแตก ไม่ควรเลียริมฝีปาก แนะนำให้ทาลิปสติกมันบ่อยๆ

3.โรคระบบไหลเวียนโลหิต เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น ผู้สูงอายุจึงควรดูแลรักษาให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ ไม่รับประทานอาหารรสจัด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรปรึกษาแพทย์เมื่อรู้สึกว่ามีอาการรุนแรงขึ้น  เช่น บวม รู้สึกเหนื่อยง่าย หรือเจ็บแน่นหน้าอก

4.อาการปวดข้อ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาปวดข้อเรื้อรัง อากาศที่หนาวเย็นอาจจะกระตุ้นให้โรคข้อเกิดการอักเสบขึ้นได้ เช่น โรคเก๊าต์ ดังนั้นการรักษาความอบอุ่นให้แก่ร่างกายจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

อย่างไรก็ตามลูกหลานมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ เพื่อให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง  ยิ่งไปกว่านั้นการดูแลเอาใจใส่ของลูกหลานยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี และถ้ายิ่งเรามีอุปกรณ์ดีๆที่จะช่วยให้ใช้ชีวิตของคนที่เรารักง่ายขึ้น อย่างเช่น รถเข็นไฟฟ้า หรือ รถเข็นธรรมดา ที่คอยช่วยอำนวยความสะดวก คืนอิสระให้แก่ท่านอีกครั้ง  รับรองว่า สุขภาพกายและสุขภาพด้านจิตใจดีขึ้นอีกเท่าตัวแน่นอนค่ะ

ที่มาของเนื้อหาสาระสำคัญ : กรมการแพทย์ , สสส.

รู้ทันโรคซึมเศร้า

 

“โรคซึมเศร้า” เมื่อก่อนผู้คนอาจจะไม่ได้ใส่ใจโรคนี้มากเท่าไร เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว และมองว่าเป็นโรคของคนที่มีอาการทางจิต แต่จริง ๆ แล้ว ภาวะซึมเศร้ามันใกล้ตัวยิ่งกว่าที่คิดโดยเฉพาะผู้คนในสังคมเมือง    แล้วสาเหตุมันเกิดจากอะไร ปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น และใครที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ จะป้องกันหรือมีวิธีรักษาได้อย่างไร วันนี้เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ไปพร้อม ๆ กันนะคะ

ภาวะซึมเศร้า คือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ชนิดหนึ่ง อาการหลัก ๆ คือจะรู้สึกเบื่อหน่ายหรือเศร้า หรือทั้งสองอย่างโดยอาจมีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการกิน การนอน เรี่ยวแรง สมาธิรวมถึงความรู้สึกที่มีต่อตัวเอง การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ถ้าเป็นไม่มากอาจเข้าข่าย “ภาวะซึมเศร้า” แต่หากมีอาการมากและระยะเวลานานก็อาจพัฒนากลายเป็น “โรคซึมเศร้า” ซึ่งจะทำให้ไม่มีความสุขในชีวิต   ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ไม่ดีเหมือนเดิมและบางรายที่รู้สึกท้อแท้หรือหมดหวัง อาจส่งผลรุนแรงถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

ทำไม ? ถึงซึมเศร้า

สาเหตุของโรคซึมเศร้านั้น เชื่อกันว่าสัมพันธ์กับหลาย ๆ ปัจจัยทั้งจากด้านกรรมพันธุ์ การพลัดพรากจากพ่อแม่ในวัยเด็ก พัฒนาการของจิตใจ รวมถึงปัจจัยทางชีวภาพ เช่น การเปลี่ยนแปลงของระดับสารเคมีในสมองบางตัวเป็นต้น ปัจจัยสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคซึมเศร้าได้แก่

  • กรรมพันธุ์ พบว่ากรรมพันธุ์มีส่วนเกี่ยวข้องสูงในโรคซึมเศร้าโดยเฉพาะในกรณีของผู้ที่มีอาการเป็นซ้ำหลาย ๆ ครั้ง
  • สารเคมีในสมอง พบว่าระบบสารเคมีในสมองของผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากปกติอย่างชัดเจน โดยมีสารที่สำคัญได้แก่ ซีโรโทนิน (serotonin) และนอร์เอพิเนฟริน (norepinephrine) ลดต่ำลง รวมทั้งอาจมีความผิดปกติของเซลล์รับสื่อเคมีเหล่านี้ ปัจจุบันเชื่อว่าเป็นความบกพร่องในการควบคุมประสานงานร่วมกัน มากกว่าเป็นความผิดปกติที่ระบบใดระบบหนึ่ง ยาแก้ซึมเศร้าที่ใช้กันนั้นก็ออกฤทธิ์โดยการไปปรับสมดุลย์ของระบบสารเคมีเหล่านี้
  • ลักษณะนิสัย บางคนมีแนวคิดที่ทำให้ตนเองซึมเศร้า เช่น มองตนเองในแง่ลบ มองอดีตเห็นแต่ความบกพร่องของตนเอง หรือมองโลกในแง่ร้าย เป็นต้น บุคคลเหล่านี้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่กดดัน เช่น ตกงาน หย่าร้าง ถูกทอดทิ้งก็มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการซึมเศร้าได้ง่าย ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมอาการอาจมากจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้

 

 

 

โรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในผู้ชาย

ว่ากันว่าจำนวนของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่เป็นผู้ชายจะพบได้น้อยกว่าผู้หญิง แต่น่าแปลกที่อัตราการฆ่าตัวตายในผู้ชายมีมากกว่า ซึ่งเมื่อเพศชายป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแล้ว โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจก็มีสูงมาก ส่วนใหญ่มักใช้ยาเสพติดและเครื่องที่มีแอลกอฮอล์เป็นตัวช่วยแก้ปัญหาภาวะซึมเศร้านั้น

โรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในผู้หญิง

ซึ่งในผู้หญิงนั้นเป็นโรคซึมเศร้าในจำนวนที่มากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนอาทิ มีประจำเดือน , การตั้งครรภ์ , ภาวะหลังคลอด หรือการเข้าสู่วัยทอง อีกทั้งในชีวิตของพวกเขายังจะต้องรับผิดชอบในหลาย ๆ อย่าง ทั้งในบ้านและนอกบ้านทำให้เกิดความเครียด

 

โรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในเด็ก

ไม่ใช่แค่วัยผู้ใหญ่เท่านั้นที่เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า แต่ในเด็กโอกาสที่จะเกิดโรคนี้ก็มีเช่นกัน อาการที่สังเกตเห็นได้ในเด็กเล็กอาทิ ไม่ไปโรงเรียน , แกล้งทำเป็นป่วย , ติดพ่อแม่ หรือเป็นกังวลกลัวว่าพ่อแม่จะเสียชีวิตส่วนในเด็กโตก็จะมีอาการเงียบ ไม่ยอมพูดยอมจา , มักมีปัญหาที่โรงเรียน , มองโลกในแง่ร้าย

 

 

โรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในผู้สูงอายุ

แล้วการเข้าสู่วัยทองนั้นมักทำให้อารมณ์ผกผันไม่เป็นปกติ ซึ่งคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนวัยนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่ใช่เสียทั้งหมด เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่จะแสดงอาการออกทางกายซะมาก  โดยตัวยาที่ใช้ก็จะมีผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดอาการของโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน หากส่งตัวเข้ารับการวินิจฉัยและรักษา ก็จะทำให้การใช้ชีวิตของผู้ป่วยในวัยนี้มีความสุขอย่างแน่นอน

วิธีรับมือ “โรคซึมเศร้า”

  1. หัดยอมรับตัวเอง ฝึกสำรวจตัวเอง เรียนรู้ รู้จักตัวเองมากขึ้นและฝึกยอมรับในสิ่งที่ตนเองเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย เพื่อที่จะช่วยให้คุณรับมือกับสถานการณ์ที่ทำให้ผิดหวังเสียใจได้ รู้จักขอบคุณตัวเอง และแสดงความภาคภูมิใจในตัวเองอยู่เสมอ เมื่อได้ลงมือทำในสิ่งที่ดี ชีวิตมีขึ้นมีลงแค่รับมือกับมันได้ตัวคุณก็จะเบาสบายขึ้น
  2. หัวเราะเยอะ ๆ เมื่อรู้สึกทุกข์ ควรพาตัวเองอยู่กับสิ่งที่ทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน เช่น ดูภาพยนตร์ตลก หรืออ่านเรื่องขำขัน หรือพูดคุยกับเพื่อน ๆ ในเรื่องขบขันสนุกสนาน เพื่อช่วยคลายเครียด ช่วยคลายความทุกข์ในใจได้ดีทีเดียว
  3. ระบายความรู้สึก ควรเรียนรู้ที่จะหาวิธีปลดปล่อยความรู้สึกเศร้า โกรธ ผิดหวัง หรือเสียใจออกมา เพราะอาการซึมเศร้ามักเกิดจากการเก็บกดอารมณ์ความรู้สึกไว้ เราทำได้โดยการพูดคุยกับคนที่ไว้ใจได้ ตะโกนหรือร้องไห้ออกมาดังๆ หรือเขียนความรู้สึกลงในสมุดบันทึก
  4. ออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายช่วยต้านโรคซึมเศร้าได้ เนื่องจากการออกกำลังกายช่วยเพิ่มระดับสารเคมีเซโรโทนินในสมอง รวมถึงเพิ่มการหลั่งสารเอนดอร์ฟีนที่ช่วยทำให้ผ่อนคลายและอารมณ์ดีขึ้น แถมยังช่วยให้สุขภาพด้านอื่น ๆ ดีขึ้นด้วย โดยการออกกำลังกายที่ดีต่อทั้งสุขภาพกายและใจนี้ หากการปรับพฤติกรรมการกินควบคู่ไปกับการออกกำลังกายเป็นประจำ ก็ยิ่งส่งผลดีต่อสุขภาพใจและ ป้องกันโรคซึมเศร้า ไม่ให้มากล้ำกรายคุณได้ ไม่ว่าจะเป็น การว่ายน้ำ การวิ่ง ยกน้ำหนัก หรือเล่นกีฬาที่ชอบ หรือเพียงแค่ขยับร่างกายด้วยการทำงานบ้านเป็นประจำก็ส่งผลดีกับสุขภาพกายและใจแล้ว ควรออกกำลังกายในแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 30 นาที และในหนึ่งสัปดาห์มีเวลารวมในการออกกำลังกายไม่ต่ำกว่า 150 นาที อย่างไรก็ตามแค่เริ่มออกกำลังกายครั้งแรก คุณก็จะสัมผัสได้แล้วว่าอารมณ์จะค่อยๆ เปลี่ยนไปในทางดีขึ้น
  5. ทำงานอดิเรคหากมีเรื่องเครียด ๆ หรือเรื่องที่ทำให้เศร้าอยู่นาน ต้องพยายามสะบัดความรู้สึกเหล่านั้นออกไป แล้วไปหาอะไรทำที่สร้างสรรค์ ฝึกสมาธิ อย่างการทำงานอดิเรกก็ช่วยได้ เช่น ปลูกต้นไม้ วาดรูป ระบายสี ทำอาหาร เย็บปักถักร้อย เป็นต้น
  6. ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนมากขึ้น แนะนำให้เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่าง ลดปริมาณการดื่มกาแฟให้น้อยลง กำหนดเวลาการเข้านอนไม่ให้ดึกจนเกินไปในแต่ละวัน และตั้งนาฬิกาปลุกให้ตื่นในตอนเช้าในเวลาเดียวกันทุกเช้าให้ได้ หากคุณมีปัญหานอนไม่หลับ และนอนไม่หลับเกิน 20 นาที ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องข่มตาให้นอนหลับ ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมเบาๆ ที่สามารถทำได้โดยเปิดไฟสลัวๆ จนกระทั่งร่างกายคุณง่วงและนอนหลับไปเองจะดีที่สุด
  7. ระบายออกบ้าง ขอความช่วยเหลือบ้าง แม้ว่าเราจะถูกบอกเสมอว่า ต้องเข้มแข็ง ต้องอดทน แต่นั่นก็ไม่ใช่คำแนะนำสุดท้ายที่ต้องเชื่อถ้าคุณรู้สึกไม่ไหวแล้ว ฉันไม่อยากสู้แล้ว จงเชื่อในเสียงที่ออกมาจากใจตัวเอง ปล่อยวางเรื่องหนักๆ แล้วหาคนข้างกายที่คุณรัก ไว้ใจได้ ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว หรือเพื่อน เพื่อระบายความรู้สึกอัดอั้นนั้น หรือแม้กระทั่งเพื่อขอความช่วยเหลือจากเขาเหล่านั้น ทั้งในรูปแบบของการแนะนำ การเป็นที่ปรึกษา ไปจนถึงการเป็นเพื่อนพาไปหาผู้เชี่ยวชาญหรือจิตแพทย์ที่จะช่วยทำให้คุณสบายใจขึ้น
  8. ออกไปที่ยว การเดินทางท่องเที่ยวถือเป็น “ยาดี” สำหรับคนที่มีภาวะซึมเศร้า เพราะเป็นการหนีห่างจากสิ่งแวดล้อมเดิม ๆ ที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยหน่าย เศร้า เบื่อ ฯลฯ เปลี่ยนไปสู่สิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ที่สดใสทำให้มีพลังมากขึ้น ได้พบเห็นสิ่งใหม่ ๆ วัฒนธรรมใหม่ ๆ ผู้คนใหม่ ๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผ่อนคลายความเครียด และคลายความเศร้าได้ดีเช่นกัน สำหรับผู้สูงอายุที่อาจจะเดินทางไม่คล่องตัวสามารถใช้ตัวช่วยอย่างรถเข็นไฟฟ้าที่น้ำหนักไม่มากในการเดินทางไปด้วยได้ >> อย่างรุ่น Lite1 หรือรุ่น PW301Plus

 

โรคซึมเศร้านั้นไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเท่านั้น เหมือนกับการป่วยเป็นไข้หวัดก็มักเกิดจากร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนน้อย ไม่ได้ออกกำลังกาย ขาดสารอาหาร ถูกฝน อากาศเย็น ร่วมกับการได้รับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัด ถ้าเราแข็งแรงดีแม้จะได้รับเชื้อหวัดก็ไม่เป็นอะไร ในทำนองเดียวกันถ้าร่างกายเราอ่อนแอ แต่ไม่ได้รับเชื้อหวัดก็ไม่เกิดอาการ  ซึ่งการเริ่มเกิดอาการของโรคซึมเศร้านั้นมักมีปัจจัยกระตุ้นมากบ้างน้อยบ้าง อย่างไรก็ตามการมีสาเหตุที่เห็นชัดว่ามาจากความกดดันด้านจิตใจนี้ ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนเราไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน การพิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นผิดปกติหรือไม่ เราดูจากการมีอาการต่าง ๆ และความรุนแรงของอาการเป็นหลัก ผู้ที่มีอาการเข้ากับเกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้านั้น บ่งถึงภาวะของความผิดปกติที่จำต้องได้รับการช่วยเหลือ

 

ถ้าคนใกล้หรือคนในครอบครัวเกิดเป็นโรคซึมเศร้าขึ้นมา สิ่งที่จะทำได้อันดับต้น ๆ คือความเข้าใจและคอยพูดคุย ให้คำปรึกษา พาไปทำกิจกรรมต่าง ๆ และพึงระลึกไว้ว่า “มันเป็นส่วนหนึ่งของอาการของโรค และจะหายไปเมื่ออาการของโรคดีขึ้น”

 

 

‘สูงวัย’ อย่างมีคุณภาพ

‘สูงวัย’ อย่างมีคุณภาพ

อย่างที่ทราบกันว่าประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ในปี 2564 ทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลต่อประเทศไทยในหลายด้าน ที่เห็นได้ชัดคือ ประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นในขณะที่วัยแรงงานลดลง ทำให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการแบกรับภาระการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้น

“ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ความสำคัญกับเรื่องการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยเข้ามารับผิดชอบดูแล และเชื่อมประสานระหว่างภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเองชน และภาคประชาสังคม ในการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ซึ่งประชากรไทยร้อยละ 40 ยังไม่ได้เตรียมความพร้อมเพื่อเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ และวัยแรงงานกว่า 15 ล้านคน ที่อยู่ในระบบการออมเพื่อการเกษียณยังมีเงินออมไม่มากพอ หลักประกันทางเศรษฐกิจที่สะท้อนถึงความไม่พร้อมจำเป็นต้องมีการผลักดันให้พร้อมรองรับสังคมสูงวัย” ข้อความดังกล่าวบอกเล่าโดย นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. ภายในงานเสวนาสาธารณะ เรื่อง “สังคมสูงวัยไทย-ญี่ปุ่น : สูงวัยอย่างมีพลังในโลกยุคดิจิทัล” (Digital and Active Ageing in Japan and Thailand)

จากการพูดคุยกับ ‘ครูเล็ก’ ภัทราวดี  มีชูธน ศิลปินแห่งชาติ ตัวแทนผู้สูงวัยที่มีพลังในโลกยุคดิจิทัล ครูเล็กเล่าว่า “พออายุถึง 60 ปี ได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง โดยการให้ความรู้และประสบการณ์ที่เรามีกลับคืนไปสู่เด็ก ๆ และคนที่อยู่ในแวดวงเดียวกัน ถือว่าเป็นการพัฒนาตนเองไปอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งช่วงนี้เรามีเวลาและมีความพร้อม จึงสามารถนำความรู้กลับไปสู่คนอื่น ๆ ได้ เหมือนทดแทนบุญคุณแผ่นดิน”

‘ครูเล็ก’ บอกว่าการจะก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุที่มีคุณภาพนั้น สิ่งที่ควรคำนึงคือ ความคิด ถ้าคิดว่าแก่แล้วไม่มีประโยชน์อะไร ไม่มีคุณค่า ก็จะเกิดการป่วยไข้และเป็นภาระของลูกหลาน ผู้ใหญ่ต้องคิดให้เป็นก่อนว่าตัวเองมีคุณค่า และทุกคนไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร ทุกคนมีคุณค่า

“การเรียนรู้เพิ่มเติม แลกเปลี่ยนความรู้ความคิดกับผู้คนที่หลากหลาย การเรียนมันจุดประกายให้ได้คิดว่าเราทำอะไรได้บ้าง ถึงจะไม่ได้มากมายแต่ก็ทำให้เราได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า”

“เราต้องสร้างกำลังใจให้กับตัวเองด้วยความมุ่งมั่นที่ว่า เราจะอยู่บทแผ่นดินนี้อย่างมีคุณค่าต่อไป ต้องสร้างเอง คิดให้เป็น และหาวิธี ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ถ้าเราทำไปเรื่อย ๆ เราจะเก่งขึ้นเรื่อย ๆ และอย่าไปคิดถึงตัวเลข อย่าไปคิดว่าแก่แล้วปล่อยเนื้อปล่อยตัว ไม่ดูแลตัวเอง อย่าปล่อยสมอง ต้องทันสมัยทั้งสมองและความคิด” ครูเล็กได้พูดให้กำลังใจกับผู้สูงอายุที่หมดไฟ หรือกำลังมองข้ามคุณค่าของตนเอง

นอกจากแนวคิดการเตรียมความพร้อมเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพของครูเล็ก ยังมีปัจจัย 4 ด้าน ที่ทุกคนควรเตรียมความพร้อมสู่วัยผู้สูงอายุก็คือ “สุขภาพดี มีเงินออม เตรียมพร้อมบ้านปลอดภัย เตรียมกายใจสู่วัยผู้สูงอายุ” ดังนี้

สุขภาพที่ดี เพราะสุขภาพที่ดีจะทำให้เราเตรียมความพร้อมเป็นผู้สูงวัยอย่างมีคุณภาพ โดยที่ไม่มีปัญหาทางร่างกายเป็นอุปสรรค

  1. ดูแลสุขภาพตั้งแต่อายุยังน้อย
  2. รับทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสม
  3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  4. ควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป
  5. หมั่นตรวจร่างกายประจำปี

– สำหรับผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ควรตรวจร่างกายทุก 5 ปี

– ผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

  1. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่

หากคุณไม่เริ่มเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ อนาคตคุณอาจจะเป็นผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคอย่าง โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ – อัมพาต หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ อย่างแน่นอน

มีเงินออม การออมเงินในทุกช่วงวัยเป็นเป็นหลักประกันให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ เมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ

เทคนิคการออม

– ช่วงอายุก่อน 30 ปี เป็นช่วงที่มีโอกาสในการเก็บออมสูง จึงควรแบ่งเงินออมไม่ต่ำกว่า 50% ของรายได้

– ช่วงอายุ 30-40 ปี เป็นช่วงมีภาระค่าใช้จ่ายสูง เพราะเป็นรอยต่อของชีวิตคู่และมีครอบครัว ควรแบ่งเงินออมไม่ต่ำกว่า 35% ของรายได้

– ช่วงอายุ 40-50 ปี เป็นช่วงวัยที่มีรายจ่ายค่อนข้างมากกว่าช่วงอื่น ๆ แต่ก็ควรแบ่งเงินออมไม่ต่ำกว่า 30% ของรายได้

– ช่วงอายุ 50-60 ปี เป็นช่วงวัยที่เหลือเวลาทำงานไม่นาน ควรเน้นการนำเงินส่วนใหญ่ที่ได้ไปเก็บออม โดยควรแบ่งเงินออมไม่ต่ำกว่า 70% ของรายได้

– ช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นช่วงวัยเพื่อการพักผ่อนและท่องเที่ยว ควรแบ่งเงินออมไม่ต่ำกว่า 25 % ของรายได้

แม้วิธีการออมนี้อาจจะยาก เนื่องจากหลาย ๆ คนพบกับปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายที่มีค่อนข้างมาก มีรายได้เข้ามาก็ต้องมีเหตุให้จ่ายออกไป ดังนั้น วิธีที่ง่ายที่สุดคือ การควบคุมค่าใช้จ่ายให้สมดุลกับรายรับที่เข้ามา เพื่อจะได้ไม่ติดลบ และมีเงินเหลือเก็บ

เตรียมพร้อมบ้านปลอดภัย

ทำไมต้องเตรียมพร้อมบ้านปลอดภัย ? เพราะเมื่ออายุมากขึ้นร่างกายก็มีการเสื่อมสภาพตามอายุด้วย อะไรที่เคยใช้ได้ดี เคยแข็งแรงก็จะลดประสิทธิภาพลง ดังนั้นการเตรียมพร้อมบ้านปลอดภัย เหมาะสมจนกระทั่งคุณเป็นผู้สูงอายุ จะทำให้การใช้ชีวิตสะดวกขึ้น และลดการเกิดอุบัติเหตุ

ตัวอย่างการเตรียมบ้านให้ปลอดภัย

– หลีกเลี่ยงพื้นที่ต่างระดับ

– พื้นผิวไม่ลื่น

– ใช้สีที่ตัดกันเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจน เช่น ขอบบันได ขอบโต๊ะ

– ทำราวจับหรือราวเกาะช่วยพยุงตัวบริเวณห้องนอน ห้องนั่งเล่น ทางเดินไปห้องน้ำ และในห้องน้ำ

– ปรับขนาดความสูงของบันไดให้ไม่สูงและชัน มีชานพัก

เตรียมกายใจสู่วัยสูงอายุ เตรียมใช้ชีวิตอย่างไร เพื่อจะเป็นสูงวัยที่มีคุณภาพ

ด้านสุขภาพกาย ดูแลสุขภาพให้ดี อย่าปล่อยให้เจ็บป่วยเรื้อรัง สุขภาพช่องปากก็สำคัญ รักษาฟันและเหงือกให้ดี ดูแลเท้า ขา และหัวเข่าให้แข็งแรง เพื่อให้เดินได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น

ด้านสุขภาพจิต ทำใจให้พร้อมเตรียมรับมือและยอมรับกับความเสื่อมของร่างกาย หมั่นทำจิตใจให้แจ่มใสเบิกบาน ศึกษาธรรมะหรือร่วมกิจกรรมทางศาสนา และรู้จักปล่อยวาง

ด้านสังคม เป็นผู้สูงวัยที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่ ประกอบอาชีพที่เหมาะสมตามวัย สภาพร่างกาย และนิสัยความชอบของตนเอง ไปร่วมกิจกรรม เช่น นันทนาการ การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง การเป็นอาสาสมัครเป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุ หรือทำงานอดิเรก การขยายวงสังคมช่วยให้ได้รู้จักเพื่อนต่างวัยก็เป็นเรื่องที่ดี ทำให้คลายเหงา มีชีวิตชีวามากขึ้น ทำจิตใจให้ร่าเริงเบิกบานอยู่เสมอจะทำให้อายุยืน   ซึ่งในส่วนนี้หากมีตัวช่วยดีๆ เช่นรถเข็นไฟฟ้า รถเข็นธรรมดา เพื่อมาเพิ่มศักยภาพทำให้สามารถทำกิจกรรมต่างๆได้ดีขึ้น ไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลานมาก ก็เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่่ดีมาก เพราะหลายท่านคงมีข้ออ้างในการออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน พบปะผู้คน ทำให้มีช่องว่างไม่น้อย ที่ตัดโอกาสในด้านนี้ แต่ถ้าหากเรามีอุปกรณ์เหล่านี้ เชื่อได้ว่าชีวิตจะสดใสมากขึ้นแน่นอน สำหรับรถเข็นไฟฟ้า และรถเข็นธรรมดา ณ ปัจจุบันมีหลากหลาย ยี่ห้อ ที่จำหน่ายในท้องตลาด หลายท่านคงเลือกไม่ถูก ตัดสินใจไม่ได้ แต่สิ่งที่อยากจะแนะนำในการเลือกควรมีรายละเอียดเพื่อประกอบการตัดสินใจ ดังนี้

1.ต้องศึกษาหาข้อมูล เกี่ยวกับประเภทของรถเข็น ตามความต้องการของแต่ละบุคคล

2.ดูร้านที่น่าเชื่อถือ 

3.สินค้าต้องได้คุณภาพ มีมาตรฐาน

4.มีหน้าร้านตรวจสอบได้

5.พนักงานให้คำปรึกษาอย่างตรงไปตรงมา 

6.บริการหลังการขาย มีอะไหล่ซัพพอร์ต

6 ข้อข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการประกอบการตัดสินใจเท่านั้น…อย่างเช่นร้านรถเข็นElifegear (อีไลฟ์) เพราะที่นี้เป็นร้านรถเข็น ที่ได้รับมาตรฐานสินค้ามีคุณภาพ พนักงานให้คำปรึกษาแนะนำอย่างตรงไปตรงมา น่าเชื่อถือ มีประสบการณ์เกี่ยวกับด้านรถเข็นไฟ้าและรถเข็นธรรมดาเป็นอย่างดี มีหน้าร้านให้ทดลองนั่งก่อนตัดสินใจซื้ออีกด้วย….

การจะก้าวเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพได้นั้นเริ่มที่ตัวเรา ปรับเปลี่ยนความคิดสักนิด โดยเปลี่ยนจากความคิดที่ว่า เราควรใช้ชีวิตตามแบบฉบับผู้สูงอายุในตำรา เป็นการคิดว่าเราจะทำอย่างไรให้ตัวเองเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ได้นำแนวคิด การดำเนินชีวิต และประสบการณ์ของเราไปปรับใช้ มองว่าเราคือบุคคลหนึ่งที่พร้อมจะพัฒนาประเทศชาติไปพร้อม ๆ กับคนรุ่นใหม่เช่นกัน

 

ที่มาของเนื้อหาสาระสำคัญ :สสส.

ท่านอนอันตราย

ท่านอนอันตราย

การนอนเป็นการพักผ่อนกล้ามเนื้อที่ใช้งานมาตลอดวัน อิริยาบถต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่ใช้กล้ามเนื้อเพื่อต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลก การนอนจึงเป็นท่าที่กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย และเป็นช่วงที่อวัยวะต่าง ๆ ทำการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างสารต่าง ๆ ที่ถูกใช้หมดไปกลับคืนมาเตรียมตัวที่จะเริ่มทำงานในวันใหม่ เมื่อตื่นนอน

ถึงแม้การนอนจะมีความสำคัญมาก แต่การนอนในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี นอนในสถานการณ์ที่ไม่ควรนอน หรือท่านอนที่ไม่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคลนั้น อาจทำให้เป็นโรคหรือผู้ที่เป็นโรคอยู่แล้วอาจทำให้สูญเสียชีวิตจากท่านอนที่ผิดได้

1.นอนในท่านั่ง
อุบัติเหตุทางรถยนต์หลาย ๆ รายเกิดจากการที่คนขับหลับใน ในเวลาที่นั่งขับรถอยู่ นอกจากนี้การนั่งหลับในรถเมล์จากสภาพจารจรที่ติดขัด หรือนั่งรถในเวลากลางคืน มักจะทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปทั่วร่างกาย เนื่องจากร่างกายยังอยู่ในสภาพต่อต้านแรงโน้มถ่วงของโลก อาการที่พบบ่อยคือปวดคอ กระดูกคอเคลื่อนเมื่อรถหยุดกะทันหัน ปวดหลัง มือชา ขาชา มือบวม ขาบวม และปวดข้อเข่า ปวดหัว มึนศีรษะ เมารถ และมีบางรายหน้ามืด เป็นลมได้ เพราะนอกจากเลือดจะสูบฉีดขึ้นสมองไม่พอแล้วในบรรดารถปรับอากาศประจำทาง อากาศที่มาจากช่องลมไม่บริสุทธิ์ ถ้าจำเป็นต้องเดินทางไกลควรมีปลอกคอค้ำไว้ หรือเอาผ้าพันคออย่างหนา เช่น ผ้าขนหนูพันรอบคอไว้ ซึ่งนอกจากจะช่วยไม่ให้คอตก และถูกกระชากเวลานอนหลับแล้วยังรักษาความอบอุ่นของร่างกายได้ ควรใส่ถุงน่องรัดขาไว้เพื่อให้เลือดคั่งที่ขาน้อยลง ในกรณีที่ปรับที่นั่งให้เอนลงได้ ควรยกขาขึ้นไม่ให้ห้อยลงตลอดเวลา ปัจจุบันเกือบเป็นปกติวิสัยที่คนเรามักเฝ้าดูโทรทัศน์จนหลับไปทั้ง ๆ ที่ยังอยู่ในท่านั่ง ทำให้เกิดอาการปวดต้นคอ ปวดหลัง และเจ็บก้นกบได้

2.นอนหงาย
ปกตินอนหงายเป็นท่านอนที่คนปกตินิยมนอน ข้อดีคือต้นคอจะอยู่ในแนวเดียวกับร่างกายถ้าไม่หนุนหมอน หรือใช้หมอนต่ำ แต่ถ้าใช้หมอนสูง 2-3 ใบ จะทำให้คอก้มมาข้างหน้าทำให้ปวดคอได้ ในท่านอนหงายกะบังลมที่คั่นระหว่างช่องอกและช่องท้องจะทับอยู่บนปอด ทำให้การหายใจค่อนข้างลำบากเมื่อเทียบกับท่านั่ง จึงไม่เหมาะสมกับผู้ที่มีโรคปอด ซึ่งควรหลีกเลี่ยงได้โดยยกส่วนบนของร่างกายให้สูงขึ้นในลักษณะครึ่งนอนครึ่งนั่ง โดยใช้หมอน 2-3 ใบวางรองด้านหลังไว้ หรือยกพื้นเตียงส่วนบนให้สูงขึ้น ผู้ที่ความดันสูงอาจหายใจลำบากในท่านอนหงาย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคหัวใจ การทำงานของหัวใจ จะลำบากในท่านอนหงายราบ เพราะไม่สามารถสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจได้ เกิดภาวะหายใจขัด คนที่เป็นโรคหัวใจมักจะต้องลุกขึ้นนั่งหรือยืน จึงหายใจสะดวกขึ้น สำหรับผู้ที่เกิดอาการปวดหลังอย่างเฉียบพลัน การนอนหงายในท่าราบทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้นได้ ควรให้พาดขาทั้งสองไว้บนเก้าอี้ที่ใช้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งหรือวางพาดบนเตียงนอนขณะนอนหงายราบบนพื้นไม้ที่มีเสื่อปู
3.ท่านอนตะแคงซ้าย
เป็นท่านอนที่ช่วยลดอาการปวดหลังได้ แต่ควรมีหมอนข้างให้กอดและพาดขาได้ ข้อเสียของการนอนตะแคงซ้าย คือทำให้หัวใจซึ่งอยู่ข้างซ้ายเต้นลำบาก ในรายที่มีโรคปอดข้างขวา ทำให้หายใจไม่สะดวก เนื่องจากปอดข้างซ้ายที่ปกติจะขยายตัวไม่ได้เต็มที่ อาหารในกระเพาะถ้ายังย่อยไม่หมดก่อนเข้านอนจะคั่งอยู่ในกระเพาะทำให้เกิดลมจุกเสียดที่กระดูกลิ้นปี่ได้ ซึ่งเป็นตำแหน่งของกระเพาะข้างซ้ายที่ติดขัดอาจเจ็บปวดจากการนอนทับเป็นเวลานาน และถ้าหนุนหมอนต่ำเกินไป ในท่านี้จะทำให้ปวดต้นคอได้ เนื่องจากคอตกมาทางซ้าย ซึ่งอาจแก้ไขได้โดยใช้หมอนสี่เหลี่ยมที่มีความสูงเท่าความกว้างของบ่าซ้าย ขาข้างซ้ายอาจรู้สึกชา ถ้าถูกทับเป็นเวลานาน


4.ท่านอนตะแคงขวา
เป็นท่าที่ดีที่สุด ถ้าเทียบกับการนอนหลับในท่าอื่น ๆ เพราะหัวใจเต้นสะดวกและอาหารจากกระเพาะ ถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี ทำให้ไม่คั่งค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานเกินไป และเป็นท่านอนที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ แต่ข้อเสียคือ อาจทำให้เจ็บ ปวดหัวไหล่ขวา ปวดคอถ้าใช้หมอนต่ำเกินไป หายใจไม่สะดวก ถ้าปอดข้างซ้ายมีปัญหา และขาข้างขวาถูกทับจนชาได้
5.ท่านอนคว่ำ
แต่ก่อนเคยเข้าใจว่าทารกควรให้นอนคว่ำรูปหัวจะทุยสวย ไม่แบน แต่ปัจจุบันพบว่าในประเทศยุโรป หรืออินเดีย ทารกมีโอกาสเสียชีวิต เนื่องจากหายใจไม่ออกจากการที่จมูกหรือปากถูกทับไว้ โดยเฉพาะถ้านอนคว่ำและดูดนมอยู่บนอกมารดา หรือพื้นเตียงอ่อนนิ่มเกินไป นอกจากนั้นยังพบว่าน้ำนมอาจขย้อนออกมาในท่านี้ เนื่องจากนอนทับถูกกระเพาะอาหาร และถูกดูดเข้าไปในปอดได้ สำหรับผู้ใหญ่ การนอนคว่ำทำให้หายใจไม่สะดวก โดยเฉพาะในสตรีที่มีเต้านมใหญ่ สำหรับผู้ชายการนอนคว่ำทำให้อวัยวะเพศถูกทับอยู่ตลอดเวลา อาจกระตุ้นให้เกิดอาการฝันเปียก หรือเกิดอาการชาของอวัยวะเพศ การนอนคว่ำยังทำให้ต้นคอ เกิดอาการปวดได้ เนื่องจากต้องเงยมาข้างหลัง หรือบิดหมุนไปข้างซ้าย หรือข้างขวานานเกินไป ถ้าจำเป็นต้องนอนคว่ำ ควรหาหมอนรองใต้ท้องหรือใต้ทรวงอก โดยเฉพาะถ้าต้องการอ่านหนังสือในท่านอนคว่ำเพื่อไม่ให้เมื่อยคอ
6.นอนดิ้น
ที่จริงไม่ใช่ท่านอนใดท่านอนหนึ่ง คือ นอนหงาย นอนตะแคงซ้าย ตะแคงขวา นอนคว่ำ สลับกันไปเช่นอย่างเด็ก ๆ ที่ชอบนอนกลิ้งตัว แต่หัวเตียงไปจนถึงปลายเตียง จนอาจตกเตียงไปเลย แต่ท่านอนดิ้นน่าจะเป็นท่านอนที่ดีสำหรับผู้ใหญ่ เนื่องจากปรับท่านอนไปเรื่อย ๆ ตลอดเวลา ของการนอนหลับ เมื่ออายุสูงขึ้นการนอนดิ้นมักจะน้อยลง นอนหลับในท่าไหนมักจะตื่นขึ้นมาจากท่านั้นจึงทำให้เกิดอาการชาของแขนขาได้ หรือหายใจไม่สะดวก
การนอนเปลี่ยนท่าบ่อย ๆ จึงเป็นวิธีนอนหลับที่ดี โดยทั่วไปคนเราจะนอนหลับคืนละประมาณ 3-4 รอบ ๆ ละ 2 ชั่วโมง คือนอนหลับไม่ฝันและฝันสลับกันไป ขณะที่เราฝันกล้ามเนื้อจะอ่อนปวกเปียก ทำให้หายใจลำบาก หรือเกิดภาวะผีอำ คือวางแขนกดทับอยู่บนทรวงอกจนหายใจขัด แต่ไม่สามารถยกแขนออก ดังนั้นถ้าทุกครั้งที่เรารู้สึกตัว เมื่อผ่านภาวะฝันไปแล้วในแต่ละรอบ เราควรจะเปลี่ยนท่านอนจากท่าเดิมเป็นอีกท่าหนึ่งที่สบายขึ้น ไม่ควรปล่อยให้แขนขาชาเนื่องจากถูกทับจนขาดเลือด หรือไม่ได้ขยับตลอดคืน

ดังนั้น สำหรับเรื่องการดูแลผู้ป่วยติดเตียง จะเห็นได้ว่า ท่านอนสำหรับผู้ป่วยนั้นสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง หากผู้ป่วยติดเตียง นอนท่าเดิมซ้ำๆ จะทำให้เกิดแผลกดทับ จึงต้องมีเตียงสำหรับผู้ป่วยโดยเฉพาะ โดยทั่วไปแล้ว เราจะพบเห็นเตียงผู้ป่วยในลักษณะเหมือนของโรงพยาบาล ซึ่งบางครั้งคนปกติอย่างเรามองแล้ว ก็ยังรู้สึกว่าไม่อยากนอน ไม่อยากเป็นผู้ป่วย ส่วนใหญ่จะนิยมใช้เตียงผู้ป่วยไฟฟ้า ที่มีลักษณะเดียวกันกับเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน ให้อารมณ์และความรู้สึกว่าที่นอนน่านอน นอนอยู่ที่บ้านสบายๆ ไม่ใช่ผู้ป่วยทั่วไปตามโรงพยาบาล และยังเหมาะสำหรับการดูแลอิริยาบทท่านอน ของผู้ป่วยให้มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เกิดแผลกดทับ เพราะเตียงไฟฟ้า มีราวกั้นด้านข้าง สามารถนอนดิ้นตัว หรือจับตัวพลิกไป พลิกมาได้ สะดวกทั้งคนดูแล และคนใช้งาน
หากผู้สูงอายุที่ยังพอจะช่วยเหลือตัวเองในการลุกลงจากที่นอน ก็สามารถใช้รีโมทกดปรับลักษณะเตียงให้เป็นท่านั่ง และปรับระดับต่ำสุด เพื่อพร้อมที่จะลุกลงจากเองเตียงได้ ถือว่าเป็นการช่วยตัวเอง และได้ออกกำลังกายไปในตัวอีกด้วย

แต่..จะมีผู้ป่วยลักษณะพิเศษที่ต้องดูแลมากกว่าปกติ หรือต้องใช้เตียงลักษณะพิเศษ คือกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์

ผู้ป่วยที่เป็นอัลไซเมอร์ระยะเริ่มแรก จะเริ่มมีอาการแต่ไม่ชัดเจน ถ้าไม่สังเกตจะไม่ทราบว่าผิดปกติ  อย่างไรก็ตามในระยะแรกที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการ ผู้ป่วยจะเริ่มต้นด้วยการลืมสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก ทำอะไรตามใจตนเอง หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน ระยะนี้ผู้ป่วยต้องการความช่วยเหลือให้คงความสามารถที่มีอยู่ให้ได้

ระยะกลาง เมื่อมีอาการมากขึ้น จะค่อยๆ ลืมของที่เพิ่งเกิดขึ้น และต่อมาจะค่อยๆ ลืมของที่เกิดขึ้นในอดีต จนกระทั่งจำหน้าคนคุ้นเคยไม่ได้ กลับบ้านไม่ถูก หลงทาง เริ่มทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้ ลืมว่าแปรงฟันหรือหวีผมทำอย่างไร ไม่ใส่ใจในเรื่องความสะอาดของร่างกาย จากเคยอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟันได้ แต่กลับทำไม่ได้ด้วยตนเอง บางครั้งพบว่า เข้าไปห้องน้ำนาน แต่กลับออกมาด้วยเสื้อผ้าชุดเดิม เพราะไม่รู้วิธีการอาบน้ำ หรือพบว่าผู้ป่วยตักน้ำในโถส้วมขึ้นมาเข้าปาก แต่งตัวไม่เป็น

เมื่อโรคเข้าสู่ระยะสุดท้าย จะเริ่มไม่พูด หรือพูดสั้นๆ ซ้ำๆ ช่วยเหลือตนเองไม่ได้เลย นอนติดเตียง ต้องมีคนคอยดูแลทุกเรื่องตั้งแต่การใช้ชีวิตประจำวัน การกิน อยู่หลับนอน การขับถ่าย การช่วยเหลือเรื่องการพลิกตะแคงตัว ภาวะแทรกซ้อนที่จะพบมากคือ มีปอดอักเสบจากการสำลักอาหาร นอนติดเตียง ผอมลง ข้อยึดติด มีแผลกดทับ

ดังนั้นเรื่องอุปกรณ์ที่จะดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์จึงสำคัญมากเพราะหากใช้เตียงผู้ป่วยที่มีลักษณะความสูงตามมาตรฐานทั่วไป อาจจะทำให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ปีนป่าย หรือตกลงมาจากเตียงได้ ในขณะที่ผู้ดูแลไม่ได้อยู่ด้วยตลอดเวลา  เพราะการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์นั้นเปรียบเหมือนการเริ่มต้นใหม่ เพราะต้องหัดใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการหัดเดิน หัดนั่ง หัดนอน หรือหัดให้ทำกิจวัตรประจำวัน โดยเตียงไฟฟ้ารุ่น EB-77  เป็นรุ่นต่ำพิเศษติดพื้น ป้องกันการบาดเจ็บจากการตกเตียง ใช้กับผู้ป่วยที่ต้องการความปลอดภัยเป็นพิเศษ ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานเหมาะสำหรับในบ้าน โดยดีไซน์โดยใช้วัสดุเนื้อไม้กรุโครงโลหะทำให้ดูสวยงามเข้ากับการใช้งานที่บ้าน เพราะเป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน แต่จุดเด่นที่แตกต่างจากรุ่นอื่นก็คือ EB-77 สามารถปรับระดับได้ต่ำสุดถึงพื้น หรือเรียกได้ว่า Ultra lows จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการดูแลผู้ป่วยประเภทนี้


สำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในระยะนี้จึงเป็นภาระที่หนักมากสำหรับญาติผู้ดูแลที่ทำหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วย ตั้งแต่เรื่องการทำกิจวัตรประจำวัน การทำความสะอาดร่างกาย การเตรียมอาหารเหลว การให้อาหารผ่านทางสายให้อาหารทางจมูกหรือหน้าท้อง การพลิกตะแคงตัว เพื่อป้องกันแผลกดทับ การให้ออกซิเจน การดูแลแผลท่อเจาะคอ การดูดเสมหะ เป็นต้น ผู้ที่ดูแลผู้ป่วยจึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจ และสามารถดูแลผู้ป่วยในแต่ละระยะตลอดจนการดูแลตนเอง เพื่อมิให้รู้สึกท้อแท้ อ่อนล้า เศร้า สิ้นหวัง

 

สรุปได้ว่าการนอนหลับนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไป หรือแม้กระทั่งผู้ป่วยที่ต้องนอนติดเตียง เราจึงต้องควรปฏิบัติให้ถูกต้อง เพื่อให้มีสุขลักษณะร่างกายที่ดี เพราะคนเราจะมีความสุขก็ต่อเมื่อเราได้นอน อย่าให้การนอนของเราต้องเป็นปัญหาต่อร่างกายของเราเลยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก :  https://med.mahidol.ac.th/ramachannel/old/index.php/knowforhealth-20140815-1 / และข้อมูลจาก สสส.

ลดความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน

ลดความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน

สาเหตุสำคัญของโรคหัวใจมาจากโรควิถีชีวิตและพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ความอ้วน และสูบบุหรี่ ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจแข็งตัว หรือตีบตัน ดังนั้น ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป จึงควรตรวจสุขภาพประจำทุกปี เพื่อติดตามประเมินภาวะสุขภาพ ซึ่งหากพบมีผิดปกติจะได้รับการส่งต่อเพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด หรือรับคำแนะนำในการปฏิบัติตนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่อไป

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ตำแหน่งปัจจุบัน) ให้ข้อมูลว่า ในการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่เป็นปัจจัยหลักของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ทำได้โดยรับประทานอาหารสุขภาพ เช่น ผัก ผลไม้ พืชเมล็ดถั่ว ปลารสไม่หวานไม่มันไม่เค็ม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็วประมาณ 30 นาทีอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม ไม่สูบบุหรี่ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง รักษาอย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตนตามคำแนะนำแพทย์

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ แนะนำให้ออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น เต้นแอโรบิก เดินเร็ว ขี่จักรยาน วิ่งเหยาะๆ และว่ายน้ำ ที่สำคัญคือ ต้องปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อน และออกกำลังแต่พอเหมาะ เริ่มเบาๆ ค่อยเป็นค่อยไป หยุดพักเมื่อเริ่มเหนื่อยหรือแน่นหน้าอก หลังจากที่เริ่มเคยชินก็ค่อยๆ เพิ่มเวลาของการออกกำลังกายจนสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องนานอย่างน้อย 15 นาทีขึ้นไป ที่สำคัญต้องไม่ลืมเตรียมร่างกาย (Warming up and down) ก่อนและหลังการออกกำลังกายทุกครั้ง

และสำหรับบุคคลที่ต้องนั่งรถเข็นเป็นประจำ ที่ต้องใช้Wheelchair ก็สามารถออกกำลังกายได้เช่นกัน แต่อาจจะออกแต่พอเหมาะให้ร่างกายได้มีการขยับเคลื่อนไหว เช่น การยืดเส้นในท่วงท่าต่างๆ ซึ่งElife ก็มีบทความการออกกำลังกายสำหรับผู้ใช้รถเข็น ทั้งรถเข็นไฟฟ้า หรือรถเข็นนั่งธรรมดา ซึ่งเป็นบทความที่ดีมากๆ ลองปรับใช้ตามความเหมาะสมกับร่างกายเรานะคะ รับรองว่าเป็นประโยชน์อย่างมากเลยทีเดียว รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่าง……..

 **การออกกำลังกายสำหรับผู้ใช้รถเข็น รถเข็นไฟฟ้า รถเข็นไฟฟ้าพับได้**

การห่างไกลจากโรคภัยต่างๆเราสามารถป้องกันได้ โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน ที่มักจะเกิดเป็นเหตุกระทันหันไม่ทันได้ตั้งตัว แต่การป้องกันสามารถเริ่มได้จากตัวเรา การเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโชยน์ การออกกำลังกายให้ตามความเหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ก็คือเป็นกำไรชีวิตที่ดีอีกด้าน สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้นเราต้องใส่ใจดูแลตัวเราและคนในครอบครัวเรานะคะ

ที่มา: สสส.