fbpx

เลือกรถเข็นอย่างไรให้ประหยัดเงินในกระเป๋า ??

เลือกรถเข็นอย่างไรให้ประหยัดเงินในกระเป๋า ??

ยุคนี้เป็นยุคเศรษฐกิจที่ถือว่าไม่ค่อยดีนัก 👍 การจับจ่ายใช้สอยเงินของคนไทยในตอนนี้ ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก แต่การเลือกซื้ออุปกรณ์เพื่อสุขภาพ สำหรับการดูแลผู้สูงอายุ 🧑‍🦳👨‍🦳 ก็ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเลือกใช้ เพราะตอนนี้ประชากรผู้สูงอายุมีเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นรถเข็นนั่งสำหรับผู้สูงอายุ (Wheelchair) ก็ถือว่าเป็นของที่ต้องมีทุกบ้าน สำหรับพาผู้สูงอายุเดินทางท่องเที่ยว ช็อปปิ้ง หรือแม้กระทั่งการไปโรงพยาบาล ถึงแม้โรงพยาบาลจะมีรถเข็นวิลล์แชร์ให้บริการ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะสามารถรองรับผู้มาใช้งานได้ ดังนั้นหลายท่านคงอยากที่จะมีไว้ใช้เป็นของส่วนตัว หรือจะเป็นตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มีรถเข็นรองรับผู้มาใช้บริการไม่เพียงพอ ดังนั้นหลายคนกำลังมองหารถเข็นนั่งสำหรับผู้สูงอายุที่ราคาไม่สูง  ‍🦽 แต่คุณภาพดี วันนี้เรามีคำแนะนำค่ะ

✔ รถเข็นผู้ป่วยหรือเก้าอี้รถเข็น คือ อุปกรณ์ชนิดนี้ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ป่วย หรือผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเดินเองได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเนื่องด้วยอายุที่มากขึ้น ประสบอุบัติเหตุ หรือมีอาการเจ็บป่วยต่างๆ ในการใช้ชีวิตประจำวัน จะต้องมีเปลี่ยนอริยาบถ การเคลื่อนไหว การขยับ หรือแม้กระทั่งการเดิน อาจจะทำได้ไม่คล่องตัวมากนัก รถเข็นผู้ป่วย หรือเก้าอี้รถเข็น จะช่วยให้ผู้ใช้งาน ใช้ชีวิตได้อย่างเรียบง่าย และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

เราจะมาอธิบายเกี่ยวกับคุณสมบัติรถเข็นของผู้สูงอายุหรือเก้าอี้รถเข็น เพื่อการเลือกซื้อรถเข็นที่เหมาะสมกับผู้ใช้งาน ตรงตามลักษณะ และจุดประสงค์ เพื่อสะดวกสำหรับการพกพาเดินทาง  การนั่งเพื่อความสบาย และที่สำคัญประหยัดเงินในกระเป๋าอีกด้วยค่ะ

Check list เบื้องต้นในการเลือกซื้อรถเข็นผู้ป่วย สิ่งที่จะต้องพิจารณามีดังนี้

1 เลือกรถเข็นตามลักษณะการใช้งาน

  • ผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องใช้รถเข็นตลอดเวลา อาจจะต้องเลือกรถเข็นที่มีเบาะกว้าง นั่งนานๆแล้วรู้สึกสบายเหมือนนั่งเก้าอี้ เวลานั่งนานๆจะได้ไม่ปวดเมื่อยตามตัว สามารถพับเก็บเพื่อพกพาได้ เพราะจะทำให้สะดวกต่อการนำไปใช้นอกสถานที่ อาจจะเลือกเป็นรถเข็นนั่งที่ล้อเล็ก มีขนาดล้อหลังเพียง 8 นิ้ว หรือ 16 นิ้ว เพื่อไม่เกะกะเวลาพับเก็บ
  • หากผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แนะนำให้เลือกใช้งานรถเข็นหรือเก้าอี้รถเข็นที่ผู้ป่วยสามารถหมุนล้อได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาผู้ดูแลตลอดเวลา เป็นล้อขนาด 20 นิ้ว ที่จับหมุนแนะนำให้ใช้แบบอลูมิเนียม เพื่อความแข็งแรง โดยปกติทั่วไป เราจะพบที่จับหมุนเป็นแบบพลาสติก ซึ่งไม่เหมาะ เพราะอาจจะทำให้แตกหรือหักได้โดยง่าย
  • รถเข็นที่มีน้ำหนักเบา และพับเก็บได้กระทัดรัด จะเหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่เป็นผู้สูงอายุ สามารถเดินได้บ้างเป็นครั้งคราว แต่เดินในระยะนานๆ หรือเดินไปสักพักแล้วจะรู้สึกเหนื่อย ผู้ดูแลจึงต้องหารถเข็นน้ำหนักเบาที่สุด เพื่อหิ้วพกพาได้ง่าย เมื่อคนใช้งาน รู้สึกเริ่มเหนื่อยก็จะให้นั่งเก้าอี้รถเข็น จะเน้นพกพาเดินทางโดยสารขึ้นเครื่องบิน จึงต้องมีเรื่องของขนาดการพับเป็นปัจจัยที่สำคัญ

2 งบประมาณในการซื้อรถเข็น

รถเข็นผู้ป่วยหรือเก้าอี้รถเข็นของทาง Elife เอง มีราคาตั้งแต่หลักพันแต่ไม่ถึงหลักหมื่น ราคาจะขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ ตามโครงสร้างและฟังก์ชั่น เช่น สามารถถอดเบาะซักได้ หรือสามารถหมุนล้อใช้งานได้ด้วยตัวเอง ซึ่ง Elife เองตั้งราคาไม่แพง เพื่อให้ผู้ใช้งาน สามารถจับต้องได้ และที่สำคัญ คุณภาพดี ใช้งานได้นาน ทนทาน ในส่วนของการเลือกซื้อ รถเข็นผู้ป่วยหรือเก้าอี้รถเข็น แนะนำให้พิจารณาจากวัตถุประสงค์การใช้งาน , วัสดุ และฟังก์ชั่นการใช้งานที่หมาะสมกับผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุ ก็จะสามารถช่วยให้ประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้มากเลยค่ะ

3.นั่งแล้วสบาย ถูกใจผู้ใช้งาน

ปัจจุบันรถเข็นผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุ ได้ออกแบบให้มีรูปทรงที่สวยงาม คล้ายลักษณะเก้าอี้ ไม่ใช่วีลแชร์ (Wheelchair) ไม่ใหญ่เทอะทะ นั่งสบาย ไม่อึดอัด มีเบาะนั่งให้เลือกหลายรูปแบบ มองแล้วไม่เหมือนผู้ป่วยหรือผู้พิการ ทำให้ผู้สูงอายุมั่นใจว่าฉันไม่ใช่คนพิการนะ หรืออาจจะกลัวคนอื่นจะมองทำให้รู้สึกว่าตัวเองเหมือนผู้ป่วย หรือผู้พิการทุพพลภาพ  ดังนั้น เก้าอี้รถเข็น จึงมีให้เลือกใช้งานได้หลากหลาย ทั้งเบาะผ้าไนลอน และเบาะ PVC และยังมีสีสันและลวดลายให้ผู้ป่วยได้เลือกใช้งานได้ตามที่ต้องการ

4 ความปลอดภัยในการใช้งาน

สิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกซื้อ รถเข็นผู้ป่วยหรือเก้าอี้รถเข็นสำหรับผู้สูงอายุ ก็คือความปลอดภัย วัสดุที่ประกอบต้องมีความแข็งแรง ทนทาน ไม่มีปัญหา และมั่นคง สามารถทำให้ผู้ใช้งานนั่งแล้วรู้สึกปลอดภัย และรถเข็นจะต้องใช้งานได้อย่างปกติ มีระบบเบรกล็อคล้อ หรือล้อกันหงายหลัง เพื่อป้องกันรถไหลลงจากเนิน และสามารถรองรับน้ำหนักผู้ป่วยได้ดี


5 การรับประกันจากผู้ขาย

หากผู้ใช้งานต้องการตัดสินใจซื้อเก้าอี้รถเข็น ก่อนการซื้อขาย อย่าลืมเช็คการรับประกันสินค้าและบริการหลังการขายจากร้านค้าที่ซื้อ ถ้าหากมีการรับประกันก็มั่นใจได้ว่าเมื่อใช้งานแล้วหากสินค้าเกิดปัญหา สามารถแจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นกับทางร้านได้ และมีอะไหล่สำรอง ผู้ใช้งานจะได้มั่นใจได้ว่าในอนาคตอะไหล่เกิดชำรุดเสียหายจากการใช้งาน  โดย Elife เองมีโชว์รูมให้ทดลองสินค้า และมีหน้าร้านตั้งอยู่ที่ บางบอน ถ.กัลปพฤกษ์ และอีกทั้งยังเป็นผู้ผลิตจัดจำหน่ายและนำเข้าโดยตรง ไม่ผ่านร้านค้า หรือพ่อค้าคนกลางใดๆ ดังนั้นเรามีการรับประกันสินค้าทุกรายการ มีหน้าร้านสามารถนำรถเข็นเข้ามา Maintenance หรือให้ทีมช่างเราดูแลได้ ในส่วนอะไหล่สินค้าไม่ว่าจะเป็น เบรค , ล้อ , ยาง , หรือแม้กระทั่งน็อต เรามีบริการสำหรับลูกค้า Elife โดยเฉพาะและยังสามารถดูแลให้บริการลูกค้าได้อย่างทั่วถึง

 

รถเข็นผู้ป่วย หรือ รถเข็นผู้สูงอายุ แบ่งออกเป็น 2 แบบ

1 เก้าอี้รถเข็นแบบที่ต้องให้ผู้ดูแลเข็นให้
จะเป็นรถเข็นที่ไม่สามารถใช้มือขยับล้อเลื่อนได้เอง ล้อเลื่อนจะมีขนาดเล็ก เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถเดินได้เอง ต้องมีผู้ดูแลช่วยเข็นไปยังสถานที่ต่างๆ รถเข็นแบบนี้จะมีน้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้สะดวก และมีราคาที่ไม่สูงมาก
  

2 เก้าอี้รถเข็นแบบผู้ใช้งานเลื่อนล้อด้วยตัวเอง
จะเป็นรถเข็นที่ผู้นั่ง ใช้มือขยับล้อเลื่อนได้เอง ล้อเลื่อนจะมีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 20 นิ้ว ขึ้นไป มีวงหมุนสำหรับจับ เพื่อไม่ให้มือเปื้อนจากการหมุนล้อ (ไม่จับล้อ) จะเห็นใช้งานกันจำนวนมากในกลุ่มลูกค้าผู้พิการที่ยังพอสามารถใช้แรงในการหมุนได้

 

สำหรับหลายๆ ท่าน คงตัดสินใจเลือกได้ว่า ต้องใช้รถเข็นรุ่นไหน จึงจะเหมาะสมกับการใช้งานและงบประมาณที่ราคาไม่สูง แต่คุณภาพดี ซึ่งเราได้รวบรวมข้อมูลลักษณะของรถเข็นนั่งสำหรับผู้สูงอายุไว้ให้เรียบร้อยแล้ว และผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านการเดินหรือการเคลื่อนไหว เมื่อต้องเดินทางออกข้างนอก เก้าอี้นั่งรถเข็นจึงจำเป็นมาก เพราะหากผู้สูงอายุหกล้มจะเป็นปัญหาที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

📧 Line : @elife
☎️ : 095-348-0712 , 02-415-4347
💙Elife อีไลฟ์ จำหน่าย วีลแชร์ไฟฟ้า, คนป่วย, รถเข็นช่วยเดิน, เตียงปรับไฟฟ้าเพื่อสุขภาพ ในราคาที่ทุกคนเอื้อมถึง
#เตียงไฟฟ้า #เตียงไฟฟ้าผู้สูงอายุ #เตียงปรับไฟฟ้า #เตียงกายภาพ #ผู้สูงอายุ #กายภาพบำบัด #สุขภาพผู้สูงอายุ #เตียงผู้สูงอายุ #ผู้พิการ #พักฟื้น #พักฟื้นหลังผ่าตัด #ผู้ป่วยติดเตียง #ผู้สูงวัย #เตียง #ผู้สูงอายุนอน #นอน #ปลอดภัย #รถเข็นไฟฟ้าน้ำหนักเบา #รถเข็นไฟฟ้าผู้สูงอายุ #รถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า #เก้าอี้รถเข็น #รถเข็นไฟฟ้าขึ้นเครื่องบินได้ #รถเข็นไฟฟ้าแบตลิเธียมไอออน

 

 

 

ปัญหาเรื่องตาจากการเรียนหรือการประชุมออนไลน์

ปัญหาเรื่องตาจากการเรียนหรือการประชุมออนไลน์

การปรับตัวในช่วง COVID-19 อย่างหนึ่งคือการให้อยู่บ้าน หยุดเชื้อ และการรักษาระยะห่างทางสังคม โดยการใช้ระบบออนไลน์ในการเรียนและการประชุม ทำให้หลายคนเกิดปัญหาเรื่องตาขึ้น โดยเฉพาะการจ้องมองจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มากจนเกินไป ทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าทางสายตา หรือที่เรียกว่า eye strain บางคนเรียกจำเพาะว่ากลุ่มอาการทางสายตาที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ (computer vision syndrome)

อาการที่พบบ่อย

อาการตาแห้ง ตาล้า ตาพร่ามัว น้ำตาไหลบ่อย ๆ หรือปวดศีรษะ โดยเฉพาะรอบกระบอกตา บางคนมีการปวดคอ บ่า ไหล่ หรือไม่สามารถมองเห็นแสงจ้าได้ตามปกติ

บางคนสงสัยว่าทำไมการใช้สายตาจ้องมองจออิเล็กทรอนิกส์จึงทำให้ตาล้าได้มากกว่าเวลาอ่านจากหนังสือหรือสิ่งพิมพ์ปกติ แม้จะใช้ระยะเวลาเท่ากันในการอ่าน เนื่องจากการมองหน้าจอจากเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์มีระยะห่าง หรือมุมที่อาจไม่เหมาะสมเมื่อเทียบกับกระดาษ มีความแตกต่างในพื้นหลังกับตัวอักษรไม่เท่ากับกระดาษ และมีการหลับตาบ่อยน้อยกว่าขณะจ้องจออิเล็กทรอนิกส์

เราจะมีวิธีการป้องกันอาการเมื่อยล้าทางสายตา ได้อย่างไร

  • ไม่จ้องมองจออิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่อง ควรพักสายตาสัก 10-20 วินาที โดยมองไปที่อื่น หรือหลับตาบ้างอย่างน้อยทุก 15-20 นาที
  • จำกัดการมองหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ในเวลาที่ไม่จำเป็น นอกเหนือจากการที่เรียนหรือประชุมออนไลน์ที่เกี่ยวกับการเรียนหรือหน้าที่ เช่น งดหรือลดเวลาการใช้โซเชียลมีเดีย หรือการเล่นเกม หันมาอ่านนิตยสารหรือสื่ออื่น ๆ ด้วยกระดาษ หรือใช้การฟังแทน
  • ลดการใช้หน้าจอขนาดเล็ก เช่น จากโทรศัพท์มือถือ เลี่ยงมาใช้อุปกรณ์ที่หน้าจอใหญ่กว่า เช่น แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์
  • ปรับความสว่างของหน้าจอ รักษาระยะห่างจากจอให้เหมาะสม
  • ใช้การตัดแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ
  • นั่งในห้องที่มีแสงสว่างเพียงพอ
  • ปรับเปลี่ยนท่านั่งให้เหมาะสม และลุกเดินบ่อย ๆ

ที่มา-อ. พญ.รพีพรรณ รัตนวงศ์นรา มอร์ด สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ขับขี่ปลอดภัย เมื่อวัยสูงขึ้น

ขับขี่ปลอดภัย เมื่อวัยสูงขึ้น

การขับรถเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งของความเป็นอิสระ  การพึ่งพาตนเองได้  ผู้สูงอายุไทยจำนวนไม่น้อยที่ยังขับรถแม้อายุมากกว่า 60 ปี  ถึงแม้ไม่มากเท่าฝรั่ง  เพราะผู้สูงอายุที่เป็นฝรั่งมักไม่ได้อยู่กับลูกหลาน  จึงยังต้องช่วยเหลือตัวเองเท่าที่ทำได้  ต้องไปซื้อของเอง ไปธนาคารเอง  ไปนัดสังสรรค์ก็บ่อย  อย่างไรก็ตามในอนาคตข้างหน้าจะมีผู้สูงอายุไทยที่ขับรถมากขึ้น เพราะคนเราอายุยืนขึ้น  แถมปัจจุบัน หนุ่ม ๆ สาว ๆ ก็ขับรถกันมากขึ้น คิดง่าย ๆ นะครับว่าถ้าตอนนี้เรายังขับรถ  พอเราอายุเกิน 60 ปี เราจะเลิกขับหรือเปล่า   ในปัจจุบันนี้ยังไม่ได้มีความตื่นตัวมากนักในด้านระบบการประเมินความพร้อมของผู้สูงอายุที่ยังขับรถอยู่  ทั้งที่อุบัติเหตุทางการจราจรเป็นสาเหตุของการบาดเจ็บพิการ และเสียชีวิตที่สำคัญในประเทศและผู้สูงอายุก็เป็นกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญเนื่องจากสุขภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป

การเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถ
โดยส่วนใหญ่แล้วผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถน้อยกว่าคนหนุ่ม  ๆ สาว ๆ ครับ  สาเหตุก็เพราะว่าผู้สูงอายุมักจะขับรถช้ากว่า ประสบการณ์การขับรถก็ยาวนานกว่า  มักคาดเข็มขัดนิรภัย  และมักไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับรถ แต่ถ้ายิ่งผู้สูงอายุคนไหนขับรถยิ่งเร็วขึ้น ๆ โอกาสการเกิดอุบัติเหตุยิ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าคนหนุ่มสาวครับ โดยส่วนใหญ่  ถ้าอายุเกิน 70 ปี โอกาสเกิดอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้นและยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากถ้าอายุเกิน 80 ปี  และถ้าเมื่อไหร่เกิดอุบัติเหตุขึ้น ผู้สูงอายุมีแนวโน้มเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรง ได้รับอันตรายมากกว่าและโอกาสถึงแก่ชีวิตสูงกว่าคนหนุ่มสาวถึง 9 เท่าครับ

ส่วนของร่างกายที่ใช้ในการขับรถ

การขับรถต้องอาศัยกระบวนการทางร่างกายเหล่านี้ประกอบกัน คือ

  1. สมองแจ่มใส ไม่ขุ่นมัว
  2. สมาธิและความตั้งใจดี
  3. การตัดสินใจที่ว่องไว และแม่นยำ
  4. ความปราดเปรียว แคล่วคล่อง ว่องไว เมื่อเกิดเหตุการณ์คับขัน
  5. การประสานงานของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างดี เช่น ระหว่างมือ แขน ขา คอ เป็นต้น
  6. กำลังกล้ามเนื้อที่เพียงพอ
  7. การขยับส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดีเช่น แขน ข้อไหล่ ลำคอ เป็นต้น
  8. การมองเห็นและการได้ยินที่ดี

* ถ้าเรามีความผิดปกติในด้านใดด้านหนึ่ง จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

ทำไมผู้สูงอายุถึงมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่รถยนต์ได้ง่าย

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถในผู้สูงอายุ คือ

  • อายุมากกว่า85 ปี
  • มีปัญหาด้านการมองเห็น
  • มีภาวะสมองเสื่อม

ผู้สูงอายุมีภาวะต่าง  ๆ ที่เกิดจากความเสื่อมสภาพของร่างกาย คือ กำลังกล้ามเนื้อลดลง ความว่องไวในการตอบสนองต่อเหตุการณ์คับขันช้าลง การทำงานระหว่างอวัยวะต่าง  ๆ ให้ประสานกันได้ไม่ดี และสมาธิลดลงด้วย นอกจากนั้นยังอ่อนล้าง่ายถ้าต้องขับรถนาน  ๆ

โรคต่าง ๆที่เกิดขึ้นในผู้สูงอายุก็มีส่วนในการทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ขอยกตัวอย่างโรคเด่น ๆ ที่มีผลกระทบชัดเจนดังนี้

  • โรคตาชนิดต่าง ๆ เช่น ต้อหิน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม ทำให้ขับรถในเวลาโพล้เพล้หรือตอนกลางคืนแล้วมองไม่ชัดในผู้ป่วยต้อหินยังอาจมีลานสายตาที่แคบทำให้มองเห็นภาพส่วนรอบได้ไม่ดี  ผู้ป่วยโรคต้อหินจะมองเห็นแสงไฟบอกทาง ไฟหน้ารถพร่าได้
  • โรคสมองเสื่อม ในที่นี้หมายถึงเพิ่งเป็นไม่มากนะครับ เพราะถ้าเป็นมากแล้วคงไม่มีใครยอมให้ขับรถแล้ว ผู้ที่สมองเสื่อม มีอาการหลงลืม ขับรถหลงทาง เลี้ยวผิดเลี้ยวถูก การตัดสินใจและสมาธิไม่ดี
  • โรคอัมพฤกษ์ จากโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นโรคที่พบได้พอสมควรในผู้สูงอายุ ทำให้แขนขาไม่มีแรงที่จะขับรถ เหยียบคันเร่ง เหยียบเบรกหรือเปลี่ยนเกียร์ได้ดีบางคนมีอาการเกร็งมากจนขากระตุกเวลาเหยียบคันเร่งหรือเบรก บางคนมีการประสานงานระหว่างแขน ขาไม่ดี หรือสมองสั่งให้แขนขา ทำงานไม่ได้ดีเหมือนเดิม ความไวของการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ลดลง
  • โรคพาร์กินสัน มีอาการแข็งเกร็งมือสั่น บางทีมีเท้าสั่นด้วย ทำอะไรเชื่องช้าลง  ทำให้ขับรถได้ไม่ดี
  • โรคลมชัก ซึ่งพบได้ในผู้สูงอายุมากกว่าคนหนุ่มสาว เมื่อมีอาการชัก จะเกร็ง กระตุก ไม่รู้สึกตัว ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
  • โรคข้อเสื่อม ข้ออักเสบต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อการขับรถเช่น ข้อเข่าเสื่อม ทำให้เหยียบเบรกได้ไม่เต็มที่ ข้อเท้าอักเสบ ปวด จากโรคเก๊าท์ ทำให้ขยับลำบาก โรคกระดูกคอเสื่อม ทำให้ปวดคอ เอี้ยวคอดูการจราจรได้ลำบาก หรือมีอาการปวดหลัง จากกระดูกหลังเสื่อม ทำให้นั่งขับรถได้ไม่นาน
  • โรคอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจ ทำให้อาจมีอาการแน่นหน้าอกเมื่อขับรถนาน ๆ เครียดจากรถติด โรคเบาหวาน ทำให้มีอาการหน้ามืด ใจสั่น สมาธิไม่ดี ตาพร่า ถ้าน้ำตาลในเลือดต่ำลง
  • ยาผู้สูงอายุส่วนใหญ่ต้องรับประทานยา  บางคนรับประทานหลายชนิด บางชนิดมีผลทำให้ง่วงซึม เช่น ยาแก้เวียนศีรษะ ยาลดน้ำมูก ยานอนหลับ ยาคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น ทำให้ง่วงนอน มึนงง สับสนได้เวลาขับรถ  และทำให้การตัดสินใจ สมาธิ และความรวดเร็วในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน ไม่ดี ควรทำอย่างไรถ้ายังต้องการขับรถเมื่ออายุมากแล้ว

ถ้ามีโรคประจำตัว  ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อนว่าสามารถที่จะขับรถได้หรือไม่  ในบ้านเรายังไม่มีผู้ชำนาญการและระบบในการประเมินความปลอดภัยของผู้ขับขี่ที่สูงอายุ  แพทย์จะประเมินการมองเห็น  กำลังกล้ามเนื้อ  การทำงานประสานกันของแขนขา  การเกร็ง สั่นของกล้ามเนื้อ ความสามารถของสมอง และประเมินกระดูกและข้อต่อ  ซักประวัติการรับประทานยาชนิดต่าง ๆ และประเมินโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคลมชัก ภาวะสมองเสื่อม โรคข้อเสื่อม เป็นต้น ว่าเหมาะสมกับการขับรถหรือไม่

 

วิธีปฏิบัติตัวให้ปลอดภัยเมื่อต้องขับขี่รถ

  1. ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความพร้อมของร่างกายในการขับขี่รถที่สำคัญคือ การมองเห็น กำลังกล้ามเนื้อ ความสามารถของสมอง และกระดูกและข้อต่อ
  2. ควรตรวจสอบสภาพรถเป็นระยะเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องฉุกเฉิน
  3. ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เมื่อจะขับรถตลอดจนหลีกเลี่ยงยาต่าง ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม  มึนงง เมื่อต้องขับรถ
  4. หลีกเลี่ยงการขับรถในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย อย่าขับเร็ว
  5. หลีกเลี่ยงการขับรถในช่วงกลางคืน
  6. หลีกเลี่ยงการขับรถในสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม เช่น ฝนตกหนัก เป็นต้น เนื่องจากทำให้มองเห็นเส้นทางไม่ดี
  7. คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่ขับรถ
  8. ถ้าเป็นไปได้ควรมีคนนั่งรถไปด้วยเพื่อช่วยกันดูเส้นทาง  สัญญาณไฟจราจรและดูรถ
  9. ไม่ควรขับรถทางไกลหรือไปในที่รถติดซึ่งต้องใช้เวลาในการขับขี่เป็นเวลานาน มีเบอร์โทรศัพท์ที่จำเป็นติดตัวเสมอ เพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉิน เช่น เบอร์โรงพยาบาล เบอร์ศูนย์รถยนต์ หรือเบอร์ช่วยเหลือฉุกเฉินต่างๆที่จำเป็น

ข้อมูลจาก

รศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันละสังคม
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ขอบคุณรูปจาก http://www.mqdc.com/

รถเข็นวีลแชร์หรืออุปกรณ์ช่วยเดินอะไรบ้าง…ที่สามารถนำขึ้นเครื่องบินได้ ?

รถเข็นวีลแชร์หรืออุปกรณ์ช่วยเดินอะไรบ้าง…ที่สามารถนำขึ้นเครื่องบินได้ ?

    รถเข็น หรือ วีลแชร์ จะถูกต้องขอสำหรับผู้โดยสารที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในกรณี มีความจำกัดด้านการแพทย์ เช่น ไม่สามารถเดินไกลได้ หรือไม่สามารถขึ้นลงบันได ได้  หรือมีความพิการอื่นๆ เกี่ยวกับการเดิน รวมถึงผู้สูงอายุ หรือผู้ประสบอุบัติเหตุ หรือโรคประจำตัวอื่นๆ เช่นเวียนหัว หรือมีอาการป่วย ท่านก็มีสิทธิขอรถเข็นได้เช่นกัน

วีลแชร์หรืออุปกรณ์ช่วยเดินอะไรบ้างที่สามารถนำขึ้นเครื่องบินได้ ?
  • อุปกรณ์ช่วยเดินที่ไม่มีแบตเตอรี่ : สามารถนำติดตัวขึ้นเครื่องบินได้เลย
  • วีลแชร์แมนนวลและไฟฟ้าที่ไม่ใช่แบตลิเธียม : ต้องโหลดใต้เครื่อง สามารถส่งวีลแชร์ได้ที่เคาน์เตอร์เช็คอินหรือใช้ไปจนถึงหน้าประตูขึ้นเครื่องบิน(Gate)**ขึ้นอยู่กับนโยบายแต่ละสายการบินด้วย
  • วีลแชร์ที่ใช้แบตลิเธียม ไอออน : ต้องแสดงหลักฐานที่ได้รับผ่านการทดสอบตามคู่มือการรทดสอบและหลักเกณฑ์ของสหาประชาชาติ(ปกติจะอยู่บนแบตเตอรี่)
เงื่อนไข
‼️ถอดแบตแยก ใส่ในกระเป๋าก่อนโหลดใต้ท้องเครื่อง
‼️กำลังไฟฟ้าแบตเตอรี่ 1 ก้อนไม่เกิน 300Wh แบตเตอรี่ 2ก้อนไม่เกินข้างละ 160Wh
ทำไม? รถเข็นไฟฟ้าแบตลิเธียมถึงเหมาะแก่การนำขึ้นเครื่องบินมากกว่าแบตธรรมดา?
  • มีกำลังไฟฟ้าเยอะกว่าแบตธรรมดา ดังนั้นการใช้งานจะนานกว่าด้วย
  • ขนาดเล็ก และน้ำหนักเบากว่า

ข้อควรเก็บรถเข็นไฟฟ้าขึ้นเครื่องบิน

  • ไม่ควรเก็บรถเข็นไฟฟ้าใส่กระเป๋าที่มิดชิดเพราะจะทำให้เจ้าหน้ามองไม่เห็นรถเข็นไฟฟ้า อาจเกิดความเสียหายได้
  • ควรแพครถเข็นไฟฟ้าใส่แพคเกจที่มีเห็นข้างใน หรือมีลักษณะใส เจ้าหน้าที่จะได้เห็นว่าเป็นของใช้มีค่า
  • ถ่ายรูปรถเข็นของเราก่อนนำส่งให้จ้าหน้าที่

เงื่อนไขของสายการบิน ก่อนพาผู้ใช้รถเข็นไฟฟ้าขึ้นเครื่อง

  • แอร์เอเชีย สายการบินจะให้ผู้โดยสารที่ทุพพลภาพ หรือมีปัญหาด้านสุขภาพ หรืออยู่ในภาวะป่วยร่วมเดินทางไปด้วยเที่ยวบินละ 4 ท่าน  ผู้โดยสารที่เป็นอัมพาตทั้งแขนและขาจะถูกจำกัดไม่เกิน    เที่ยวบินละ 2 ท่าน ในบางกรณีทางสายการบินอาจร้องขอให้ผู้โดยสารดังกล่าวต้องมีผู้ร่วมเดินทางด้วย อีกทั้งยังอนุญาตให้ รถเข็นเด็ก รถเข็นวีลแชร์ อุปกรณ์ช่วยเดินและโครงเหล็กช่วยเดิน สามารถนำขึ้นเครื่องได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (รวมไปถึงรถเข็นหรืออุปกรณ์ช่วยเหลือที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่ แต่ต้องถอดแบตเตอรี่ออกจากอุปกรณ์ดังกล่าวแล้ว) น้ำหนักสูงสุดที่อนุญาตคือ 85 กิโลกรัม ทั้งนี้ต้องทำการแจ้งสายการบินก่อนล่วงหน้า 48 ชั่วโมง เพื่อเตรียมการช่วยเหลือ

 

  • บางกอกแอร์เวย์ หากผู้โดยสารต้องการใช้บริการรถเข็นนั่ง สามารถแจ้งกับพนักงานได้ตั้งแต่วันที่ทำการจองที่นั่ง และแจ้งก่อนเดินทางล่วงหน้า 24 ชั่วโมง ซึ่งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ แต่ต้องเป็น  ผู้ที่สามารถดูแลตัวเองได้ระหว่างการเดินทางโดยสายการบินจะมีบริการพาไปยังประตูเครื่องหรือที่นั่งบนเครื่องและช่วยเหลือหากมีความต้องการจะเข้าห้องน้ำ เมื่อถึงจุดหมายปลายทางจะมีพนักงานพาผู้โดยสารไปยังจุดรับสัมภาระ และช่วยผู้โดยสารรับกระเป๋าเพื่อไปยังทางออก ในกรณีที่ผู้โดยสารไม่สามารถดูแลตนเองได้ระหว่างการเดินทางจำเป็นต้องมีผู้ร่วมเดินทางไปด้วยและถ้าต้องการที่จะนำรถเข็นส่วนตัวไปเองต้องแจ้งก่อนวันเดินทางล่วงหน้า 48 ชั่วโมง รวมถึงต้องแจ้งประเภท ขนาดและน้ำหนักของรถเข็นในวันที่จองที่นั่ง เพื่อจัดพื้นที่ไว้เก็บรถเข็นและนำกลับมาให้ ณ จุดรับสัมภาระ

 

  • นกแอร์ จะพิจารณาผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือในการเดินเข้าเครื่องบินเป็นสองระดับคือ 1. ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในระหว่างเที่ยวบิน แต่ยังสามารถเดินขึ้นเครื่องเองได้ หากมีความจำเป็นต้องใช้รถเข็น  ทางสายการบินจะจัดเตรียมให้และส่งผู้โดยสารที่ประตูเครื่องบิน จากนั้นต้องเดินต่อเอง 2. ผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ (ต้องให้ผู้อื่นช่วยเหลือในการเดินทางขึ้นลงเครื่องบินหรือ ไม่สามารถเดินทางโดยลำพังได้ไม่ว่าด้วยสาเหตุใด ๆ ) จำกัด 1 คน ต่อ 1 แถวที่นั่งเท่านั้น และจำกัดจำนวนต่อเที่ยวบิน   เพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ต้องแจ้งสายการบินอย่างน้อย 48 ชั่วโมง ก่อนเวลาการเดินทาง และแจ้งชื่อผู้โดยสารซึ่งจะเป็นผู้ร่วมเดินทาง ( Escort/Accompany) โดยผู้ร่วมเดินทางจะต้องเดินทางเคียงข้างไปในเที่ยวบินเดียวกัน ไม่เช่นนั่นทางสายการบินมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธไม่ให้ผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษขึ้นเครื่อง โดยบริษัทฯ ยินดีคืนค่าโดยสารในกรณีดังกล่าว

 

  • ไทยไลอ้อนแอร์ ให้ผู้โดยสารที่ใช้รถเข็นวีลแชร์หรือใช้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่น ๆ (ยกเว้นในกรณีที่ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านความปลอดภัย) เป็นสัมภาระที่ต้องลงทะเบียนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพียงแต่ผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือต้องมีผู้ร่วมเดินทางด้วย ซึ่งผู้โดยสารต้องการความช่วยเหลือจะไม่ได้รับอนุญาตให้นั่งที่นั่งตรงทางออกฉุกเฉินหรือบริเวณปีกแถวทางออกฉุกเฉิน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสุขภาพ หรือความปลอดภัย ทางสายการบินจะจัดที่นั่งช่วยให้ตามความเหมาะสม และขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลง เคลื่อนย้ายได้ โดยต้องทำการติดต่อสายการบินหรือคอลเซ็นเตอร์ อย่างน้อย 48 ชั่วโมงก่อนเวลาออกเดินทางเพื่อจัดการประเภทของความช่วยเหลือที่จำเป็นล่วงหน้า

 

  • ไทยสมายล์ พิจารณาผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือในการขึ้นเครื่องบินเป็น 2 ระดับ 1. ผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือในระหว่างเที่ยวบินหรือระหว่างการเดินทาง ซึ่งสามารถเดินเข้าเครื่องบินเองได้ ในกรณีนี้สายการบินยอมให้เดินทางคนเดียวได้ หากต้องใช้รถเข็นเพื่อความสะดวกมีบริการจัดเตรียมให้และจะส่งให้เดินเข้าเครื่องบินด้วยตนเองหน้าประตูเครื่องเท่านั้น 2. ผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ต้องให้ผู้อื่นช่วยเหลือในการเดินทางขึ้นลงเครื่องบิน หรือไม่สามารถเดินทางโดยลำพังได้ไม่ว่าด้วยสาเหตุใด (รวมทั้งเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี) ในกรณีนี้สายการบิลจะยอมรับให้เดินทาง โดยต้องมีผู้ร่วมเดินทางด้วย (Escort/Accompany) เพื่อช่วยเหลือในระหว่างเที่ยวบินและการขึ้นลงเครื่องบิน เพื่อความสะดวกในการเดินทางต้องแจ้งสายการบินขณะที่ทำการจองบัตรโดยสารอย่างน้อย 48 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง

อย่างไรก็ตามแม้รายละเอียดจะคล้ายคลึงกัน แต่ข้อกำหนดของอุปกรณ์ทั้งขนาดและน้ำหนักของแต่ละสายการบินนั้นก็อาจแตกต่างกัน แนะนำให้โทรสอบถามรายละเอียดแก่สายการบิน  ที่จะทำการเดินทางโดยตรง เพื่อความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางของตัวท่านเองและผู้ร่วมทางค่ะ

ข้อมูลดีดีจาก : CAAT

ช้อปดีมีคืน ซื้ออะไร ถึงจะได้ลดหย่อนภาษี

ช้อปดีมีคืน ซื้ออะไร ถึงจะได้ลดหย่อนภาษี

กำลังสงสัยไหมคะ? มาตรการ”ช้อปดีมีคืน” ของรัฐสามารถใช้กับสินค้าประเภทไหนได้บ้าง หรือต้องทำอะไรบ้าง วันนี้อีไลฟ์มีข่าวสารดีๆมาบอกต่อพี่ๆกันค่ะ

 

มาตรการ “ช็อปดีมีคืน” สามารถซื้อสินค้า-บริการเพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้ ไม่เกิน30,000บาทต่อคน 

รายละเอียดเพิ่มเติม

  • ผู้มีเงินได้ สามารถหักลดหย่อนค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการเท่าที่ได้จ่ายให้กับผู้ประกอบการ/ร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท
  • สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2563
  • ระยะเวลาโครงการ: 23 ตุลาคม 2563 – 31 ธันวาคม 2563
  • ต้องขอใบกำกับภาษีเต็มรูปด้วย
  • หากใช้สิทธิ์ในโครงการนี้แล้ว จะไม่สามารถใช้สิทธิ์ของอีก 2 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ นั่นคือ 1) โครงการคนละครึ่ง และ 2) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

สินค้า/บริการที่ร่วมโครงการ

  • สินค้า-บริการทั่วไป / สินค้าและบริการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

สินค้าที่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้นั้น ต้องเป็นสินค้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และต้องซื้อสินค้าจากร้านค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม อย่างเช่น ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เกต ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารที่จดทะเบียน VAT หรือร้านค้าทั่วไปที่ออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปได้เท่านั้น

  • สินค้าOTOP

ต้องเป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ที่ได้ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชนแล้ว และมีหลักฐานเป็นใบเสร็จรับเงิน หรือใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่ระบุว่าเป็นรายการซื้อสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ โดยสามารถตรวจสอบร้านค้าได้ที่ otoptoday

  • หนังสือ

สามารถซื้อได้ทั้งหนังสือที่เป็นสิ่งพิมพ์ (ทุกประเภท ยกเว้นนิตยสารและหนังสือพิมพ์) รวมทั้ง e-Book เพื่อเป็นการส่งเสริมให้คนไทยรักการอ่านมากขึ้น โดยต้องซื้อจากร้านที่เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และสามารถออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป หรือใบเสร็จรับเงินได้
ทั้งนี้หากเป็น e-Book เมื่อซื้อผ่านออนไลน์รูปแบบต่าง ๆ หากมีเอกสารหลักฐานชัดเจนก็นำมาหักลดหย่อนภาษีได้

สินค้า/บริการที่ไม่ร่วมโครงการ

  • สุรา เบียร์ และไวน์
  • บุหรี่ ยาสูบ
  • น้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ
  • รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ
  • หนังสือพิมพ์ & นิตยสาร
  • บริการหนังสือพิมพ์ & นิตยสารที่อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
  • บริการจัดนำเที่ยว
  • ที่พักในโรงแรม

 นอกจากนี้ สินค้าหรือบริการบางประเภทที่ไม่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% อยู่แล้ว ก็จะไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ เช่น

– ผัก-ผลไม้สดที่ยังไม่ได้แปรรูป
– เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา
– ทองคำแท่ง
– ค่ารักษาพยาบาล
– ค่าทำศัลยกรรม

ซื้อของออนไลน์ ลดหย่อนภาษีได้ไหม ?

หากเป็นร้านค้าออนไลน์ ที่อยู่ในระบบภาษีและออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการลดหย่อนภาษี ก็สามารถใช้สิทธิ์ได้

ซื้อสินค้าที่มีราคาเกิน 30,000 บาทได้หรือไม่ ?

   สามารถซื้อสินค้ามูลค่ามากกว่า 30,000 บาทได้ แต่จะนำมาหักลดหย่อนภาษีได้เพียง 30,000 บาทเท่านั้น
ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป มีรายละเอียดอะไรบ้าง ?

          กรณีซื้อสินค้าทั่วไปจะต้องใช้ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ตามมาตรา 86/4 แห่ง ป.รัษฎากร ซึ่งจะต้องมีการระบุข้อความดังนี้

1. คำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด
2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของร้านค้า
3. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อ (เลขประจำตัวผู้เสียภาษี = เลขประจำตัวบัตรประชาชน)
4. หมายเลขของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี)
5. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือบริการ
 6. จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการอย่างชัดแจ้ง
7. วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
8. ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด (ถ้ามี) เช่น คำว่า เอกสารออกเป็นชุด สำเนาใบกำกับภาษี ฯลฯ

วิธีขอใบกำกับภาษีก็ไม่ยาก แค่ยื่นบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมใบเสร็จรับเงินให้ผู้ขายสินค้าเท่านั้น ทั้งนี้ใบกำกับภาษีต้องมีชื่อผู้ซื้อสินค้าหรือชำระค่าบริการเพียงคนเดียว ไม่สามารถนำใบกำกับภาษีที่มีผู้ซื้อสินค้าหลายคนมาหักลดหย่อนได้

ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป คืออะไร ต้องระบุข้อมูลอะไรไว้บ้าง

ใบเสร็จรับเงิน ต้องมีรายละเอียดอะไรบ้าง กรณีซื้อหนังสือ หรือสินค้าโอทอป ใบเสร็จรับเงินจะต้องมีรายการอย่างน้อย ดังนี้
1. เลขประจำตัวภาษีอากรของผู้ขาย
2. ชื่อหรือยี่ห้อของผู้ขาย
3. เลขลำดับของเล่มและใบเสร็จรับเงิน
4. วัน/เดือน/ปีที่ออก
5. ชื่อ นามสกุล และเลขประจำตัวที่ผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อ
6. ชนิด ชื่อ จำนวน และราคาสินค้า
7. จำนวนเงิน
         ทั้งนี้ รายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมต้องรอประกาศจากกรมสรรพากรอีกครั้ง สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัย สามารถสอบถามได้ที่สายด่วน กรมสรรพากร 1161

“รถเข็นผู้สูงอายุและเตียงนอนไฟฟ้าสามารถออกใบกำกับภาษีสำหรับไปลดหย่อนภาษีได้”

ดังนั้นสินค้าร้านอีไลฟ์ไม่ว่าจะเป็นรถเข็นหรือเตียงไฟฟ้าผู้สูงอายุ ทางเราสามารถออกใบกำกับภาษีเพื่อไปลดหย่อนภาษีได้ ใช้ได้ทั้งสินค้าที่จัดโปรอยู่(ได้ตามราคาโปร) พี่ๆก็จะได้ซื้อสินค้าที่ราคาถูกลงแถมสามารถนำไปเบิกได้อีก
แนะนำโปรโมชั่นสำหรับลดหย่อนภาษี

เตียงนอนปรับไฟฟ้ารุ่นEb-35 + รถเข็นผู้สูงอายุ Ew-10 ในราคา 39,900บาท

โปรโมชั่นรถเข็นผู้สูงอายุ

โปรพิเศษสำหรับผู้พิการ

โปรโมชั่นเตียงนอนไฟฟ้า รุ่นEb-55 เหลือเพียง 53,900บาท ประหยัดถึง 7,000บาท