fbpx

ข้อแตกต่างรถเข็นไฟฟ้า VS สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า

ข้อแตกต่างรถเข็นไฟฟ้า VS สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า

สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าปัจจุบันเริ่มมีการนิยมมากขึ้น เพราะความสะดวกในการใช้งานและข้อดีต่างๆ เช่น การใช้งานที่ไม่ต้องเติมน้ำมัน การดูแลรักษาง่าย สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก และสามารถขับขี่ได้อย่างสนุกสนาน ก็มีข้อดีและข้อเสียเหมือนกัน  ในส่วนของข้อดี สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า 2 ล้อ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะใช้ไฟฟ้า หรือเป็นการชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่โดยตรง ไม่ใช้น้ำมัน หรือปล่อยมลพิษออกสู่ชั้นบรรยากาศนั่นเอง แต่ก็จะมีอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ที่ยังทันสมัยและจะพบได้ก่อนหน้านี้ นั่นก็คือ รถเข็นไฟฟ้า หรือวีลแชร์ไฟฟ้า

ในปัจจุบัน กระแสความนิยมในการใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเริ่มมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ คุณผู้อ่านหลายคนคงเคยเห็นคนขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าผ่านสายตาอยู่บ้าง แต่สกู๊ตเตอร์เพียงคันเดียว ไม่สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานของเราได้ครบถ้วนแน่นอน จริงๆ แล้วสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า 2 ล้อ ก็จะเหมาะกับผู้ใช้งานเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ขึ้นชื่อว่า 2 ล้อ จะให้มีระบบความปลอดภัยเหมือนเหมือนรถเข็นไฟฟ้าประเภท 4 ล้อ เป็นไปไม่ได้แน่นอนค่ะ ดังนั้น รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจริงๆแล้วจะเหมาะกับวัยเด็กที่สามารถถีบจักรยาน 2 ล้อได้ ไปจนถึงวัยรุ่นวัยทำงานที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ปกติดี นั่นหมายความว่ารถไฟฟ้าสกู๊ตเตอร์ไม่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ และผู้พิการด้านการเคลื่อนไหว แต่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า2ล้อนั้น ข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนเลย นั่นก็คือเรื่องราคา เนื่องจากราคาไม่สูง แต่ระบบความปลอดภัยและระบบฟังก์ชั่นการใช้งานยังยากสำหรับผู้สูงอายุ ดังนั้นวันนี้เรามาดูตารางเปรียบเทียบสเปคและลักษณะข้อแตกต่างระหว่าง รถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า VS รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า 2 ล้อ  กันเลยค่ะ 

ประเภทหัวข้อ รถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า

รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า 2 ล้อ

ราคา ❌ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 19,900 – 69,900 บาท ( ตามสเปค )  ✅ 2,500-3,000 บาท 
ล้อ                           ✅ มี 4 ล้อ ล้อหน้ามีขนาดเล็ก ล้อหลังมีขนาดใหญ่กว่า สามารถทรงตัวได้ดีเหมาะสำหรับผู้สูงอายุ
และคนพิการทุภพลภาพ เหมาะสำหรับขับบนผิวราบเรียบ หรือขับเคลื่อนในพื้นผิวขรุขระที่มีหินได้

❌ มี 2 ล้อ คล้ายจักรยาน ล้อหลังและล้อหลังมีขนาดเท่ากัน เวลาวิ่งในพื้นที่ขรุขระ
อาจทำให้พลิกคว่ำได้ง่าย  เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
และทรงตัวได้เองเหมาะสำหรับขับในถนนที่ราบเรียบเท่านั้น  

การพับ เก็บ ✅   สามารถพับเก็บได้ พกพาเดินทางท่องเที่ยวได้  ✅   สามารถพับเก็บได้ 
การใช้งาน ✅ ชาร์จแบต 1 ครั้ง วิ่งได้ระยะสูงสุด 25-27 กิโลเมตร
เนื่องจากมีความจุแบตเตอรี่สูงถึง 24V 12Ah กำลังมอเตอร์ข้างละ 250W x2 ล้อสามารถรองรับ
น้ำหนักผู้นั่งได้สูงสุดถึง 120 กก. มอเตอร์สมูท ใช้งานง่าย
บังคับทิศทางได้เพียงปลายนิ้ว ไม่ต้องออกแรงเยอะ และสามารถบังคับทิศทางได้ 360 องศา
เบาะกว้างนั่งสบายเหมือนนั่งเก้าอี้อยู่บ้าน เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย 
❌ ชาร์จแบต 1 ครั้งวิ่งได้ระยะสูงสุด 10-15 กิโลเมตร เนื่องจากความจุแบตเตอรี่เพียง
24V 8A  กำลังมอเตอร์ 240W x 1 ที่ล้อหน้าเท่านั้นหรือเรียกง่ายๆ
ว่าขับเคลื่อนล้อหน้าโดยใช้ระบบแบบสายพาน จึงใช้งานไม่ค่อยทนทานเท่าไหร่นัก
รับน้ำหนักผู้นั่งได้เพียง80 กก. เท่านั้น ขับเคลื่อนยาก ต้องใช้แรงในการบิด เบาะเล็กคล้ายกับ
เบาะรถจักรยาน จึงไม่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ และผู้พิการ 
 ความปลอดภัย  ✅ รถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้ามีระบบเบรคหน่วงไฟฟ้า หรือระบบเบรคไฟฟ้าอัตโนมัติ  ❌ ระบบเบรคเป็นระบบเบรคแบบแมนนวล ต้องกำเบรครถสกู๊ตเตอร์ถึงหยุด 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อดูจากตารางเปรียบเทียบแล้ว หลายๆ ท่านอาจจะยังไม่เข้าใจว่า ระหว่างรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า กับ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า 2 ล้อ แท้จริงแล้ว เหมาะสำหรับใครเป็นผู้ใช้งานกันแน่ ?? แต่…สำหรับสกู๊ตเตอร์ 2 ล้อ จากการมองด้วยตาเปล่า แน่นอนว่าไม่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสกู๊ตเตอร์มีเพียงแค่ 2 ล้อ เบาะค่อนข้างเล็กเหมือนจักรยาน จะต้องใช้ความชำนาญเกี่ยวกับการนั่งทรงตัว และใช้ทักษะของการขับขี่รถจักรยาน หรือมอเตอร์ไซค์ ถึงจะสามารถทรงตัวอยู่บนสกู๊ตเตอร์ 2 ล้อได้ และต้องใช้เทคนิค การสลับสวิตซ์เดินหน้า-ถอยหลังอีกด้วย จึงจะเหมาะสำหรับเด็กๆ ที่มีสุขภาพแข็งแรง และปกติทั่วไป ไปจนถึงวัยรุ่นกลางคนและวัยคนทำงาน  ถึงจะสามารถใช้งานได้ เราอาจจะเรียกอุปกรณ์ตัวนี้ว่า ” ของเล่นอิเล็คโทรนิค ” แทนการเรียกว่า ” อุปกรณ์ช่วยเหลือด้านการเคลื่อนไหว
ดังนั้น รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า 2 ล้อที่ราคาเบาๆ เพียงหลักพันบาท ใครๆก็สามารถจับต้องได้ จริงๆแล้ว ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ที่จะให้ผู้สูงอายุใช้งาน เนื่องจากผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้นแล้ว ความสะมารถที่จะนั่งทรงตัว และบังคับได้ ถือว่าเป็นเรื่องยากลำบาก เนื่องจากมีวิธีการบังคับใช้งานที่ซับซ้อน อาจทำให้ผู้สูงอายุเกิดความสับสนในระหว่างการใช้งาน

สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีแบบไหนบ้าง ?
ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปเรื่อยๆแบบไม่หยุดนิ่ง สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าก็เช่นกัน ทีมีทั้งรูปร่าง ลักษณะหน้าตา และจุดประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกันออกไปส่วนใหญ่ที่เราพบได้ตามท้องถนน จะแบ่งดังนี้

สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า 2 ล้อ
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า3ล้อ
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า 4 ล้อ

สำหรับผู้สูงอายุที่ใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า จะเป็นผู้สูงอายุกลุ่มที่ยังสามารถเดินได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ยังไม่อยากจะนั่งรถเข็นวีลแชร์ หรือวีลแชร์ไฟฟ้า แต่เดินไกลๆมากแล้ว อาจจะเหนื่อย จึงเลือกใช้งานรถเข็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟา้ แต่จริงๆแล้วหลายๆท่านคงไม่ทราบว่าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป แต่ถ้าหากถามว่าเหมาะสำหรับผู้สูงอายุใช้งาน พกพาออกไปท่องเที่ยวหรือไม่ จริงๆแล้วไม่แนะนำค่ะ

ข้อดีของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า 
✔ ราคา ในเรื่องของราคาของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า มีราคาค่อนถูกตั้งแต่หลักพันนิดๆ ไปจนถึงหลักหมื่น ซึ่งถ้าหากซื้อไว้เป็นของเล่นสักชิ้นหนึ่งแบบไม่คิดอะไรมาก ก็สามารถใช้งานได้
✔ ขนาด รถเข็นสกู๊ตเตอร์ 2 ล้อ มีขนาดที่เล็กกระทัดรัดก็จริง แต่ถ้าหากผู้สูงอายุใช้งาน มั่นใจได้ว่าไม่สามารถนั่งได้นานเหมือนกับรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้าอย่างแน่นอน
การใช้งาน สามารถใช้งานเคลื่อนไหว หรือเดินทางในระยะทางใกล้ๆ แทนการเดิน

ข้อเสียของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า 
สถานที่การใช้งาน   เนื่องจากสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ที่มีขนาด 3 ล้อ หรือสกู๊ตเตอร์ 4 ล้อ จะมีขนาดช่วงที่ค่อนข้างยาว จึงเหมาะสำหรับใช้งานข้างนอก ใช้งานโรงงานตามโกดัง มากกว่า ไม่เหมาะสำหรับใช้งานในบริเวณตัวบ้าน ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หรือตามสถานที่ราชการต่างๆ เนื่องจากไม่สามารถตีวงแคบได้ ไม่เหมาะสำหรับใช้งานในพื้นที่ ที่มีคนคับขัน
ระบบความปลอดภัย ระบบเบรค ถือว่ายังมีความปลอดภัยน้อยกว่ารถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า จึงไม่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ใช้ระบบเบรคแบบกำมือ ซึ่งปัจจุบันรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า แค่เพียงยกปลายนิ้วออกจากตัวบัง ระบบไฟฟ้าก็จะหยุดเคลื่อนไหวทันที และขนาดของล้อหน้าและหลังมีขนาดเล็กเท่ากัน 2 ล้อ จึงทำให้การใช้งานขณะขับเคลื่อนทรงตัวได้ยาก
ไม่สามารถพกพาขึ้นเครื่องบินได้ เนื่องจากรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า 2 ล้อ แบตเตอรี่ที่ใช้ เป็นแบตแบบตะกั่วกรด ไม่สามารถพกพาเดินทางโดยเครื่องบินได้ เพราะกฎการบินพลเรือนได้กำหนดไว้ว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสามารถพกพาขึ้นเครื่องบินได้นั้น จะต้องเป็นแบตเตอรี่ประเภทลิเธียมไอออน ต้องมีขนาดความจุของแบตเตอรี่ไม่เกินกว่าที่สายการบินกำหนด และต้องสามารถถอดแยกแบตเตอรี่ออกจากตัวอุปกรณ์ได้ และต้องพกขึ้นเครื่อง Carry on เหมือนกับ Power Bank (พาวเวอร์แบงค์)
❌ นั่งไม่สบาย เนื่องจากเบาะนั่งของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เบาะจะเป็นลักษณะคล้ายกับเบาะจักรยาน
ดังนั้นอาจทำให้นั่งได้แค่ชั่วคราว นั่งได้ไม่นานนัก และคนใช้งานที่มีน้ำหนักมาก สะโพกใหญ่ ยิ่งทำให้การนั่งยากลำบากและไม่เหมาะสำหรับคนที่มีร่างกายที่ใหญ่เท่าที่ควร 

เมื่อได้รู้ข้อดีและข้อเสียของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแล้ว เรามาดูข้อดีและข้อเสียของรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้ากันค่ะ ว่ารถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้ามีข้อดีและข้อเสียอย่างไร เหมาะสำหรับใครเป็นผู้ใช้งาน และเหมาะจะใช้งานในสถานที่แบบไหนถึงจะง่าย และสะดวกมากที่สุดค่ะ


” ปัจจุบันรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้ามีการพัฒนารูปแบบให้ทันสมัยมากขึ้น มองดูแล้วไม่เหมือนกับรถเข็นวีลแชร์แบบคนพิการ เพื่อให้คนใช้งานดูแล้วเหมือนกับนั่งเก้าอี้เสียมากกว่า เพราะผู้สูงอายุบางท่านไม่ยอมใช้รถเข็นวีลแชร์ หรือใช้รถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า เพราะเขินอายเวลาที่คนอื่นมอง หรือในความคิดของผู้สูงอายุคือไม่อยากให้ผู้อื่นมองว่าเป็นคนพิการนั่นเองค่ะ “

รูปแบบของรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้าที่ทันสมัย

รถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้ารุ่น Pw-222
Q&A เรื่องแบตเตอรีรถวีลแชร์ไฟฟ้าที่คุณต้องรู้
รถเข็นไฟฟ้ารุ่น Lite pro เบา16 กก. พับได้เล็กกระทัดรัด
รถเข็นไฟฟ้ารุ่น Pw-301+ น้ำหนัก 18.5 กก. นั่งสบาย

รถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า หรือเก้าอี้รถเข็นไฟฟ้านี้เหมาะสำหรับใครมากที่สุด ?? 
จริงๆแล้ว ไม่ใช่คนพิการ ก็สามารถใช้งานได้ เนื่องจากรถเข็นไฟฟ้า หรือวีลแชร์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องของการเคลื่อนไหว แต่…ใครบ้างล่ะ ? ที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว  ไม่ว่าจะเป็นผู้พิการที่บกพร่องทางด้านการเคลื่อนไหว ผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านการเดิน การเคลื่อนตัวช้า หรือผู้ป่วยที่มีการผ่าตัดขาหรือเข่า ก็สามารถใช้งานรถเข็นไฟฟ้าได้ เพราะรถเข็นไฟฟ้า จะช่วยอำนวยความสะดวกพาเราไปในทุกที่ โดยไม่ต้องรอให้ผู้อื่นมาเข็น และสามารถใช้งานได้คล่องตัว บังคับง่ายเพียงใช้ปลายนิ้วเท่านั้น เหมาะสำหรับคนที่อยากจะช่วยเหลือตัวเอง ไม่เป็นภาระของคนอื่น และสามารถทำกิจกรรมต่างๆได้โดยตัวเอง
หรือแม้กระทั่งลูกหลานที่มีร่างกายปกติทั่วไป ต้องการไปเดินเที่ยวตามห้างสรรพสินค้า หรือศูนย์จัดแสดงโชว์สินค้าที่มีขนาดใหญ่ หรือแม้กระทั่งตามงานแฟร์ในที่ต่างๆ จะพบเห็นผู้ใช้งานรถเข็นไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสถานที่เหล่านั้นมีขนาดกว้างใหญ่ อาจทำให้การเดินช็อปปิ้งไม่ทั่วถึง ก็เอารถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้าของคุณพ่อ คุณแม่นี่แหละค่ะ ไปใช้ในงาน 

รีวิวนั่งรถเข็นไฟฟ้า Lite pro
รีวิวนั่งรถเข็นไฟฟ้า Pw-222
รีวิวนั่งรถเข็นไฟฟ้า Pw-301+

” ผู้สูงอายุ เมื่อมีอายุมากขึ้นสภาพร่างกาย กำลังก็มีการถดถอยลงไป เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ดังนั้นเวลาเราจะพาผู้สูงอายุออกไปข้างนอกก็อาจจะทำให้ท่านปวดเมื่อย เหนื่อยง่าย หรือเคลื่อนไหวช้า อาจทำให้เป็นอุปสรคคในการเดินทาง ซึ่งบางครั้งลูกหลานก็อยากจะพาผู้สูงอายุเหล่านั้นออกไปเที่ยวเพื่อเปิดหูเปิดตาทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น และมีความสุขในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน  “

เรามาดูข้อดีและข้อเสียของรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า ที่แตกต่างจากสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ากันดีกว่าค่ะ

เปิดใจคุณแม่(และคุณลูก) วีลแชร์ไฟฟ้า..ดีอย่างไร?

ข้อดีของรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า 
✔ ขนาดของเบาะนั่ง  รถเข็นไฟฟ้า เปรียบเสมือนกับเก้าอี้นั่งที่สามารถเคลื่อนที่ได้ ควบคุมโดยการใช้นิ้วโยกบังคับตัวจอยสติ๊ก ดังนั้นในเรื่องของการนั่ง ก็จะทำให้นั่งสบาย เบาะมีขนาดหนา และนุ่ม รองรับกับสรีระของผู้สูงอายุ หรือคนทั่วไปนั่งนานๆได้ ไม่เมื่อย และสามารถพิงพนักพิงได้อีกด้วย
✔ ระบบความปลอดภัย รถเข็นไฟฟ้า ควบคุมง่าย ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับผู้สูงอายุ หรือผู้ที่บกพร่องทางการเคลื่อนไหว มีระบบเบรคที่มีความปลอดภัยสูง เมื่อเราปล่อยมือจากคันโยกบังคับ ตัวรถเข็นไฟฟ้าก็หยุดทันที มีระบบเบรคหน่วงไฟฟ้า ไม่ต้องใช้เบรคแมนนวล ทำให้การใช้งานมีความเรียบง่าย ปลอดภัย และไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้งาน
✔ สถานที่ รถเข็นไฟฟ้าสามารถใช้งานได้ในทุกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นในบ้าน นอกบ้าน ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หรือแม้แต่กระทั่งสถานที่ตามราชการต่างๆ เพราะปัจจุบันในประเทศไทยได้มีการปรับปรุงและสร้างทางลาดชันเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ใช้รถเข็นวีลแชร์ ซึ่งสะดวกสบายมากๆ หรือแม้กระทั่งตามถนนหนทาง ร่องสวนหรือในพื้นที่ต่างจังหวัดที่เป็นพื้นผิวขรุขระ ก็สามารถใช้งานได้อย่างคล่องตัว
✔ สามารถพกพาขึ้นเครื่องบินได้ รถเข็นไฟฟ้าควบคุมการทำงานผ่านจอยสติ๊ก และใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ ในปัจจุบันรถเข็นไฟฟ้าสามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้อยู่ 2 ประเภทด้วยกันนั่นก็คือ
แบตแห้ง หรือตะกั่วกรด แบตเตอรี่ประเภทแบตแห้ง หรือแบตตะกั่วกรด เป็นแบตเตอรี่คล้ายๆกับแบตเตอรี่รถยนต์ แต่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น ข้อดีของแบตเตอรี่ประเภท Lead Acid ราคาไม่สูง

Q&A เรื่องแบตเตอรีรถวีลแชร์ไฟฟ้าที่คุณต้องรู้
แบตเตอรีรถเข็นไฟฟ้า

แบตลิเธียมไอออน เป็นแบตเตอรี่ที่สามารถพกพาขึ้นเครื่องบินได้ เนื่องจากมีคุณลักษณะที่ถูกต้องตามกฎการบินพลเรือนที่ได้กำหนดไว้ดังนี้ แบตเตอรี่ของรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้าที่สามารถพกขึ้นเครื่องบินได้ แบตเตอรี่จะต้องเป็นประเภทลิเธียมไออนเท่านั้น และสามารถถอดแยกจากรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้าได้ โดยมีความจุไม่เกินที่สายการบินกำหนด ถึงจะสามารถนำขึ้นเครื่องบินได้ โดยรถเข็นไฟฟ้าของ Elife ที่แบตเตอรี่เป็นลิเธียมไอออนและนิยมใช้พกพาขึ้นเครื่องบินดังนี้


แบตเตอรี่วีลแชร์ไฟฟ้า แบตแห้ง VS แบตลิเธียม ?
รถเข็นไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยแหล่งไฟจาก Battery เนื่องจากเมื่อก่อนจะนิยมใช้งานแต่แบตแห้ง (หน้าตาคล้ายแบตมอเตอร์ไซค์) มีนน. 5-10Kg เพราะราคาไม่สูง สามารถหาซื้อได้ทั่วไป ปัจจุบันมีการพัฒนาแบตเตอรี่ ประเภทลิเธียมไอออนเพื่อให้มีความจุมากขึ้น หากเทียบแล้วแบตเตอรี่ที่มีขนาดเท่ากันเช่น ความจุ 24V 8AH ถ้าเป็นแบตทั่วไปหรือแบตแห้งจะน้ำหนักประมาณ 9Kg ส่วนแบตเตอรี่ประเภท Lithium Ion มีน้ำหนักเบาเพียง 2Kg เท่านั้น

ข้อเสียของรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า 
❌ ราคา เนื่องจากรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้ามีระบบไฟฟ้าที่สมูท ใช้งานง่ายและปลอดภัย เมื่อเทียบราคาระหว่างสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า VS รถเข็นไฟฟ้า ทำให้รถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้ามีราคาที่สูงกว่า แต่ก็ยังอยู่ในราคาที่ทุกคนสามารถจับต้องได้ และสามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวันจริงๆ และยังสามารถใช้งานได้ทุกวัน เมื่อเทียบกับสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแล้ว ใช้งานได้เฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น
❌ ขนาดเวลาพับเก็บ เนื่องจากรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้ามีขนาดความกว้างของเบาะนั่งกว้างและนั่งสบายกว่ารถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ดังนั้นจึงทำให้การพับเก็บอาจจะมีขนาดที่ใหญ่และมีน้ำหนักมากกว่า แต่ก็ไม่ใช่ทุกรุ่น เพราะปัจจุบันมีการพัฒนารถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้าให้มีน้ำหนักที่เบาลงเพื่อที่จะสามารถพกพาออกข้างนอกได้

เมื่อได้เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียระหว่างคุณสมบัติของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้าแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่ารถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้าสามารถตอบโจทย์การใช้งาน และเหมาะสำหรับใช้งานกับผู้สูงอายุ และผู้พิการมากกว่ารถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เนื่องจากรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้ามีเบาะที่กว้างนั่งสบาย มีระบบความปลอดภัยสูง มีล้อทั้งหมด 4 ล้อ ไม่ต้องใช้เทคนิคการทรงตัวยาก ควบคุมการเคลื่อนไหวเดินหน้า ถอยหลัง เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว ไม่ต้องใช้เทคนิคความจำที่ซับซ้อน และที่สำคัญรถเข็นไฟฟ้าบางรุ่น ยังสามารถพกพาขึ้นเครื่องบินได้อีกด้วยค่ะ 


 

12ข้อดี รถเข็นไฟฟ้า ดีกว่า Wheelchair ธรรมดาอย่างไร?

12ข้อดี รถเข็นไฟฟ้า ดีกว่า Wheelchair ธรรมดาอย่างไร?

สวัสดีครับหลายคนคงรู้จัก Wheelchair หรือ บางคนเรียกว่า รถเข็นนั่ง, รถเข็นคนป่วย, รถเข็นคนชรา วีลแชร์เป็นยานพาหนะจำเป็นสำหรับใครหลายๆคน ผู้สูงอายุที่เดินเหินไม่สะดวก, ผู้ป่วย, คนประสบอุบัติเหตุ วีลแชร์นั้นก็มีหลายแบบทั้งแบบ เข็นเองได้ที่ล้อมีที่จับสำหรับหมุน, แบบให้ผู้อื่นเข็นให้ ใช้ในการเดินทางไปยังที่ต่างๆ ใบบทความนี้เราจะพูดถึง รถเข็นไฟฟ้า (วีลแชร์ที่ติดมอเตอร์ไฟฟ้า) และ 12 ข้อดีของมันครับ

Wheelchair มาจาก Wheel ที่แปลว่าล้อ Chair ที่แปลว่าเก้าอี้ อันนี้ตรงตัวคือเก้าอี้มีล้อ Wheelchair มีมานานหลายร้อยปี ทั้งในบันทึกประเทศจีนโบราณ ในยุโรป จวบจนปัจจุบัน วีลแชร์แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย หน้าตัวยังเหมือนเดิม ต่างกันที่วัสดุที่ใช้จากเมื่อก่อนทำจากไม้, เหล็ก, หนัง ปัจจุบัน วีลแชร์ทำจาก อลูมิเนียม, ยางสังเคราะห์ และ เบาะพลาสติก การเปลี่ยนแปลงจริงๆมาจากเริ่มมีการพัฒนาแบตเตอรี่ไฟฟ้า ที่มีความจุได้มากขึ้นและมีขนาดเล็กลง สามารถใช้กับมอเมอเตอร์ที่ติดบนวีลแชร์ ทำให้รถเข็นไฟฟ้าเป็นที่นิยมจากขึ้นในช่วง 30-40ปีที่ผ่านมา

Power Wheelchair หรือ รถเข็นไฟฟ้า คือ วีลแชร์ที่ออกแบบติดมอเตอร์และคันบังคับเข้ามา ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เป็นตัวขับเคลื่อน ผู้ใช้สามารถบังคับด้วยนิ้วบนคันบังคับ การบังคับจะไม่เหมือนรถยนต์จะตอบสนองและสามารถวิ่งในทิศทางอิสระมากกว่ารถยนต์ (รถเข็นไฟฟ้าประกอบด้วยมอเตอร์ 2 ตัวทำงานอิสระต่อก้น) วิ่งได้ 360องศา สามารถหมุนรอบตัวเอง วิ่งในพื้นที่แคบๆได้ ผู้บังคับแทบไม่ต้องออกแรงเหมือนรถเข็นนั่งทั่วๆไป

ซ้าย Manual Wheelchair รถเข็นผู้ป่วย ใช้มือหมุนออกแรงหมุน ตามนน.ของผู้นั่ง / ขวา Power Wheelchair รถเข็นไฟฟ้า บังคับด้วยนิ้ว ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า

เราได้สรุป 12 ข้อดีของ รถเข็นไฟฟ้า มีจุดเด่นและดีอย่างไงตามข้างล่างนี้

  1. ผู้ใช้สามารถบังคับไปในที่ที่ตนต้องการได้จริงๆ ไม่ต้องรอให้ผู้อื่นมาช่วยเหลือ เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไปในสถานที่ต่างๆได้เอง เช่นสามารถไปยังจุดต่างๆของบ้าน, ห้องครัว, ห้องนั่งเล่นได้ บางท่านเอารถเข็นไฟฟ้าไปจ่ายตลาดหน้าหมู่บ้าน หรือ ไปเยี่ยมเพื่อนบ้านก็มี
  2. สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ หลายครั้งผู้สูงอายุ หรือ ผู้พิการต้องอยู่คนเดียว การใช้รถเข็นวีลแชร์ธรรมดา ต้องออกแรงเยอะ ไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้ เช่น ขับไปเปิดประตูหน้าบ้าน ขับไปซื้อของกิน
  3. อิสรภาพ หลายคนที่ได้รับรถเข็นไฟฟ้าไป มีความสุขมากขึ้นเนื่องจากไม่ต้องการให้ตัวเองเป็นภาระ แก่บุตรหลาน หรือ ผู้ดูแล อิสรภาพเป็นส่วนสำคัญอีกอย่างทำให้มองโลกในแง่มากขึ้น คนแก่บางคนแม้ว่าจะมีบุตรหลานดูแลอย่างใกล้ชิด แต่เมื่อไปห้างต้องให้คนเข็นรถเข็นตลอด เมื่อเทียบกับอีกคนที่ใช้รถเข็นไฟฟ้า

    ใช้รถเข็นไฟฟ้าในบริเวณบ้าน ในหมู่บ้าน ไปหาเพื่อนบ้าน
  4. นั่งสบาย กว่ายานพาหนะอื่น หลายคนนั่งรถเข็นไฟฟ้าเกิน 12 ชม.ต่อวัน รถเข็นไฟฟ้าออกแบบมาให้นั่งได้นาน รองรับสรีระตามหลัก Ergonomics เมื่อเทียบกับยานพาหนะอื่นๆเช่น สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า สามล้อไฟฟ้า ออกแบบมาให้ใช้งานชั่วคราวมากกว่า ไม่เหมาะกันการนั่งนาน
  5. รถเข็นไฟฟ้ามีขนาดเล็ก สามารถใช้ร่วมกับลิฟต์ในห้าง, ห้องน้ำ อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้ในห้าง, โรงพยาบาล หรือ งานนิทรรศการต่างๆ เนื่องจากจัดเป็นกลุ่มเดียวกับ Wheelchair   ในขณะที่รถไฟฟ้าอื่นๆ ไม่อนุญาติให้ใช้ห้าง เนื่องจากขนาดที่ใหญ่กว่า
  6. การบังคับที่ตอบสนองกว่า ไม่ได้ใช้แรงในการบังคับ รถเข็นไฟฟ้าจะบังคับด้วยมอเตอร์ 2 ตัวอิสระต่อกัน สามารถบังคับได้ 360องศา ทำให้สามารถวิ่งในพื้นที่ที่จำกัดได้ สามารถหมุนรอบตัวเองได้

    การบังคับ รถเข็นไฟฟ้าสามารถบังคับได้ 360องศา เนื่องจากเคลื่อนที่ด้วยมอเตอร์ สองข้างอิสระต่อกัน รถเข็นไฟฟ้า สามารถหมุนรอบตัวเองได้
  7. สามารถใช้เวลาท่องเที่ยวกับคนใกล้ชิด มีกิจกรรมที่ดีต่อกัน เช่น ลูกพาแม่ไปเที่ยวต่างประเทศแม่เดินนานไม่ได้ แต่ก่อนจะเที่ยวค่อนข้างยากลูกต้องเข็นตลอด พอมีรถเข็นไฟฟ้า ปล่อยแม่ลง แม่ขับไปไหนมาไหนเอง ลูกถ่ายรูปสนุกสนานกัน 
  8. สามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนสุขภาพแข็งแรง สามารถทำงานได้ ตัวอย่างน้องฝ้าย สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ออกงาน ไปเรียน ด้วยรถเข็นไฟฟ้า 
  9. เอาไว้ขนของ สัมภาระ ไม่เหนื่อย อันนี้เป็นข้อดีเสริมของคนใช้รถเข็นไฟฟ้า ที่เราสังเกตุ ผู้ใช้นิยมห้อยของ, ถุง Shopping, สัมภาระ กระเป๋า ไว้กับรถเข็นไฟฟ้า (ลูกๆหลานๆ เอาของมาฝากไว้กับรถเข็นไฟฟ้าของ อาม่า เป็นต้น)
  10. ปัจจุบันรถเข็นไฟฟ้ามีราคาถูก หากย้อนกลับไปเมื่อ 10ปีก่อน รถเข็นไฟฟ้านั้นราคาหลักแสน ปัจจุบันนี้ราคาหมื่นถีง สองหมื่นก็สามารถซื้อได้แล้ว

    ตอนนี้รถเข็นไฟฟ้าได้รับความนิยม ทั้งคนในเมือง หรือ พื้นที่ต่างจังหวัด
  11. รถเข็นไฟฟ้า ปัจจุบันปลอดภัย มีการใช้ Brushless มอเตอร์กับรถเข็นไฟฟ้า มีระบบเบรคอัตโนมัติเมื่อขึ้นบนทางชัน ปลอดภัยกับคนใช้มากขึ้น
  12. มี Function ต่างๆที่น่าสนใจ Smart Wheelchair, บ้างติดตั้งระบบไฟส่องสว่างกับตัวรถ หรือ ติด USB Port ให้ใช้งานกับอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆได้สะดวกสบาย 

ข้อสังเกตุในการใช้รถเข็นไฟฟ้า

  • ราคา เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับคนที่ตัดสินใจเปลี่ยนจากรถ วีลแชร์ เป็น วีลแชร์ไฟฟ้า เมื่อหลายปีก่อนรถเข็นไฟฟ้านั้นมีราคาแพงมากหลักแสน ปัจจุบันราคาถูกลงอย่างมาก หลัก 2 หมื่นก็ได้รุ่นใช้ได้แล้ว ปัจจุบันมีให้เลือกหลายรุ่น รุ่นประหยัด รุ่นเบา รุ่นสมรรถนะ
  • ทัศนคติของคนกับรถเข็นไฟฟ้า หลายคนโดยเฉพาะผู้สูงอายุมากๆในไทย ยังมีทัศนคติลบ กับวีลแชร์และรถเข็นไฟฟ้าอยู่ บางคนถึงขั้นว่าไปแช่งเค้าว่าเค้าพิการหรอ แต่ในความเป็นจริงการใช้รถเข็นไฟฟ้านั้นใช้เป็นวงกว้างทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว คนแก่ใช้รถเข็นไฟฟ้าเป็นเรื่องปกติเลย เห็นได้ทั่วไปในห้าง รถบริการภาครัฐ หรือ ประเทศในแถบ Scandinavia มีเงินสนันสนุนให้ซื้อรถเข็นไฟฟ้ากันเลยทีเดียว ปัจจุบันคนไทยหันมาใช้รถเข็นไฟฟ้ามากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 


20เทคนิค สร้างบ้านให้ผู้สูงอายุ อยู่สบายกาย สุขใจ

20เทคนิค สร้างบ้านให้ผู้สูงอายุ อยู่สบายกาย สุขใจ

ปี 2563 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 12 ล้านคน (ร้อยละ 18) เข้าข่ายสังคมผู้สูงอายุ (มีประชากรที่อายุมากกว่า 60ปีขึ้นไป เป็นสัดส่วนเกิน 10%) และในอีก 1-2ปีข้างหน้าคาดว่าประเทศจะเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ” (ประชากรอายุมากกว่า 60ปี เป็นสัดส่วนมากกว่า 20%) ผลที่ตามมามากมายไม่ว่าจะเป็นเชิงทางเศรษฐกิจ-ผู้สูงอายุไม่สามารถทำงานได้เหมือนวัยแรงงาน และ อื่นๆมากันมาอีกมากมาย แต่ในบทความนี้เรามามองอีกด้านครับ เราจะสร้างบ้านอย่างไรให้เหมาะกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะคนที่เรารัก พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เมื่อพวกท่านอายุมากขึ้นการเดินเหินไม่สะดวก อาจจะต้องใช้เตียงปรับระดับผู้ป่วย หรือ ต้องใช้ Wheelchair หรือ รถเข็นไฟฟ้า เนื่องจากการเดินเหินไม่สะดวก

แนวทางที่ควรคำนึงอันดับหนึ่งของการสร้างหรือที่พักให้ผู้สูงอายุเลย 4S (โดยผู้เขียนบทความ elife)
– Safety ร่างกายผู้สูงอายุไม่แข็งแรงเหมือนก่อน ต้องลดความเสี่ยงทุกอย่างที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ
– Sustainable ออกแบบเพื่อให้ท่านอยู่อย่างสุข สบาย ที่สำคัญต้องดูแลรักษา ง่ายเพิ่งพาตัวเองได้ (ผู้สูงอายุบางท่านอยู่กันเอง ลูกหลาน/คนดูแล อาจจะไปหาบ้าง)
– Smart เดี๋ยวนี้เทคโนโลยี สามารถเข้าช่วยเหลือได้เยอะ เช่น สัญญาณขอความช่วยเหลือ, ไฟเปิดปิดอัตโนมัติเมื่อเข้าห้องน้ำ, รถเข็นไฟฟ้า, เตียงไฟฟ้า, Sensor ต่างๆ เป็นต้น
– Smooth ทุกอย่างความไร้รอยต่อไม่สะดุดทั้งระดับพื้น และ ส่วนต่างๆในบ้าน ควรลดทางต่างระดับให้น้อยที่สุด, ขอบ มือจับตามๆควรมน

เราสรุปเทคนิคต่างๆ มาจำนวน 20 ข้อดังนี้

  1. ให้ผู้สูงอายุอยู่ชั้นล่าง ลดพื้นที่ต่างระดับให้มากที่สุด หากมีบ้านเดิมอยู่แล้วควรปรับชั้นล่างเป็นที่อยู่ของผู้สูงอายุ ทำระดับพื้นให้เท่ากัน หากเป็นไปได้ให้ปูพื้นใหม่เป็นวัสดุมีพื้นผิวป้องกันไม่ให้ลื่น หากสร้างใหม่ควรออกแบบให้บ้านชั้นหนึ่งไม่มีพื้นที่ต่างระดับ พื้นที่บ้านต่อเนื่อง Flow เชื่อมต่อกัน

    พยายามสร้างพื้นที่ให้ต่อเนื้องกัน ทางต่างระดับให้น้อยที่สุด
  2. กรณีมีพื้นที่ต่างระดับสร้างทางลาดชันให้สำหรับ Wheelchair, รถเข็นไฟฟ้า โดยปกติทางลาดสำหรับวีลแชร์นั้นมีมาตรฐานคือ 1:12 เช่นพื้นต่างระดับกัน 10 cm ทางลาดนั้นต้องมีฐาน 120cm เพื่อความปลอดภัยในกรณีเข็น Wheelchair ขึ้นเอง หรือ แม้กระทั้งใช้รถเข็นไฟฟ้า ความกว้างของทางชันควรจะกว้างประมาณ 90cm ตามมาตรฐาน หรือ 80cm เป็นอย่างน้อย(ธรรมดา ความกว้างฐานล้อ Wheelchair จะอยู่ราว 65-75cm กรณีถ้าพื้นต่างระดับกันมาก ให้มีราวจับด้วย ราวจับ 80-90cm
  3. เรื่องไฟ ส่องสว่าง ความสว่างของตัวบ้าน ลดการหกล้มในผู้สู้อายุ แนะนำเป็นการซ่อนไฟตามทางเดิน, บันได, ห้องน้ำ และ พื้นที่ต่างระดับ

    ติดไฟส่องสว่าง เผื่อกลางคืน และตอนนอนหลับ
  4. ความกว้างของประตู และ ทางเดินกว้าง 90cm  คิดในเว้นระยะให้ขนาดประตู และทางเดิน สำหรับ Wheelchair
  5. ยึดการ Design กลับสู่ธรรมชาติ Universal design การใช้งานกับคนแก่ รวมถึงบางครั้งผู้ใช้งานบางคนอาจจะมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวอย่างการ Customized ดูจากตัวอย่าง IKEA แจกไฟล์ 3มิติ เพื่อให้ลูกค้าเอาไปพิมพ์ประกับเฟอร์นิเจอร์ของตน 
  6. มือจับ เป็นด้ามจับประตู เป็นแบบด้าม ใช้มือ ศอก หรือไม้เท้าเปิดได้  หลีกเลี่ยงการใช้ลูกบิด หรือ งาน Design ที่สวยแต่ใช้งานยาก

    มือจับลูกบิด ควรจะหลีกเลี่ยง, มือเปิดที่มีลักษณะเป็นก้าน จะดีกว่า คนแก่ใช้งานได้ง่ายกว่า
  7. ตู้, ประตู และหน้าต่าง ควรติดตั้งแบบบานเลื่อน ที่จัดเก็บของ ควรเลือกเป็นแบบบานเลื่อน เพื่อผู้สูงอายุสามารถใช้งานได้ง่าย ทั้งยังใช้ได้ กับ Wheelchair

    การสร้างประตูบานเลื่อน ง่ายต่อผู้สูงอายุมากกว่า
  8. หน้าต่าง ควรสร้างให้สูงไม่มากกว่า 50cm ผู้สูงอายุสามารถเห็นวิวได้ขณะที่นั่ง Wheelchair ได้
  9. ออกแบบพื้นที่ให้มีการถ่ายเท ของอาการดี ผู้สูงอายุเสี่ยงกับโรคทางเดินหายใจ อาจจะติดเครื่องปรับอากาศ เครื่องกรอกอากาศที่เหมาะสม
  10. ปุ่มฉุกเฉิน เพื่อกดเรียกคนให้มาช่วยเหลือ Emergency Call เหตุไม่ความฝันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ การติดปุ่มขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน เป็นสิ่งที่ควรมองข้าม
  11. ทางเข้าบ้าน ทำทางลาดสำหรับเข้าบ้านโดยยึกหลัก 1:12 เช่นหากทางต่างระดับกัน 1 เมตรให้ทางลาดมีฐาน 12เมตร โดยให้ดีทางลาดควรมีความกว้าง 90cm กรณีที่มีความยากทางลาดมากควรมีชานพัก และมีราวกั้น สูง 80-90cm
  12. ห้องน้ำ ถ้าทำห้องน้ำใหม่ให้ทำห้องน้ำให้กว้างซักหน่อย สำหรับวีลแชร์ วัตถุพื้นความมีพื้นผิวสัมผัส หรือปูยางกันลื่นในส่วนเปียก เลือกสุขภัณฑ์ที่มีความโค้งมน มีราวจับ
    ตัวอย่าง การออกแบบห้องน้ำจาก SCG Elder Care

    ด้านซ้ายติดราวจับให้ผู้สูงอายุ ด้านขวา พื้นระดับเดียวกันระหว่างส่วนเปียกและส่วนแห้ง โดยให้การแซะร่องเป็นที่ระบายน้ำแทน
  13. ห้องนอน ต้องมีพื้นที่ข้างเตียง ห้องนอนควรเผื่อพื้นที่ด้านข้าง 90cm สำหรับ Wheelchair และ ผู้ดูแลสามารถช่วยเหลือได้ เช่นการอุ้ม คนชรา, การป้อนอาหาร หรือ ดูแลทำความสะอาด ห้องนอนกับห้องน้ำควรอยู่ติดกันไม่มีควรออกแบบให้ไม่มีธรณีกั้นระห่างห้องทั้งสอง ลดการสะดุดล้ม และสามารถใช้ Wheelchair เข้าไปในห้องน้ำได้เลย
  14. ห้องครัว ผู้สูงอายุที่ยังช่วยเหลือตัวเองได้อยู่ยังใช้ห้องครัวในการทำอาหาร รับประทานอาหาร ควรออกแบบเลือกซื้อโต๊ะที่มีความสูงมากกว่า 80cm สำหรับ Wheelchair เคาท์เตอร์ครัวควรมีความสูง 80cm
  15. ห้องนั่งเล่น เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่โปร่งโล่ง ดูอบอุ่น โดยเฉพาะผิวสัมผัสควรจะโค้งมน ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุ ตำแหน่งการวางที่เป็นระเบียบ

    ออกแบบห้องให้สามารถอยู่ด้วยกันระหว่างคนในครอบครัว กับผู้สูงอายุ
  16. สวน เป็นส่วนพักผ่อนหย่อนใจของผู้สูงอายุ ควรออกแบบทางเดินของส่วนเป็นพื้่นที่เรียบ (อาจจะวางเป็นอิฐเว้นระยะ หรือ ปูด้วยแผ่นพลาสติก สแลทรองพื้นสวน) พืชที่ปลูกควรเป็นทรงเตี้ย (ไม่แนะนำต้นไม้ใหญ่จะจ้า) หรือ อาจจะใส่ในกระบะ เลยก็ได้
    ปลูกพื้นในกระบะ ก็ได้เช่นกัน

    ความสุขอย่างหนึ่งของผู้สูงอายุคือการปลูกต้นไม้เช่นกัน
  17. พื้นและวัตถุที่ใช้ปูพื้น ควรเป็นวัสดุที่มีผิวสัมผัส ไม่ควรเป็นวัสดุมันเงา อาจทำให้ลื่น พรมอาจเป็นตัวเลือกแต่อาจจะไม่เหมาะกับเมืองไทยมีเรื่องฝุ่นและทำความสะอาดยาก แนะนำอาจจะใช้เป็นพื้นไม้ลามิเนต หรือ เนื้อไม้จริงก็ไม่ว่ากัน

    เลือกวัตถุปูพื้นก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ การสร้างบ้านให้คนแก่
  18. กรณีต้องมีบันได ให้ราวจับที่ปลอดภัย ควรมีที่พัก หรือ วางเก้าอี้ให้พักได้
  19. พยายามให้เปิดโลงที่สุดเท่าที่ทำได้ กรณีมีเรื่องไม่คาดฝัน ผู้ดูแลสามารถเห็นได้ ช่วยเหลือได้ทันถ่วงที
  20. ทำเลที่ตั้งใกล้โรงพยาบาล ข้อสุดท้ายนี้ที่เอามาเป็นอันสุดท้ายเพราะว่าบางครั้งเราไม่สามารถเลือกได้ หากสามารถเลือกได้อันนี้เป็นส่วนสำคัญเลยที่เดียว หากเลือกไม่ได้ควรติดเบอร์โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดไว้ สามารถติดต่อได้ทันท่วงที

นอกจากที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้วทาง อุปกรณ์รถเข็นผู้ป่วย หรือ วีลแชร์ไฟฟ้า ก็เป็นส่วนหนึ่งในการอำนวยความสะดวก ใช้ในชีวิตประจำวันได้



  • เตียงไฟฟ้าก็เป็นส่วนหนึ่งทีอำนวยความสะดวกผู้สูงอายุเช่นกัน เช่น สามารถลูกขึ้นนั่งได้เอง เนื่องจากมีปรับให้เตียงตั้งตรงได้, สามารถดู TV หรือ เปลี่ยนท่าของร่างกายได้

การตรวจสอบความปลอดภัยภายในบ้านที่มีการใช้รถเข็นวีลแชร์

การตรวจสอบความปลอดภัยภายในบ้านที่มีการใช้รถเข็นวีลแชร์

สิ่งแวดล้อมทางกายภาพภายในบ้าน


ในการทำบ้านให้ปลอดภัยกับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ เราต้องเข้าใจ และคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ของการเกิดอันตรายภายใน และรอบ ๆ บ้านเสียก่อน
จากการศึกษาโดยผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์เองแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมที่มักจะเกิดปัญหาในการเข้าถึงมักจะเป็นพื้นที่ดังต่อไปนี้
• ในพื้นที่ส่วนตัว เช่นการขึ้น หรือลงจากเตียง การทำความสะอาด หรือการสวมเสื้อผ้า
• การเตรียมอาหาร และรับประทานอาหาร
• การเอื้อม หรือก้มเพื่อเปิดตู้ ชั้นวางของ หรือการตากผ้า
• ความลำบากที่เกิดจากการสูญเสียความรู้สึก
• การจับต้อง และการใช้งานสิ่งของบางอย่างเช่นลูกบิดประตู คันโยก ของที่วางตั้งอยู่ หรือของที่มีขนาดใหญ่หรือน้ำหนักมาก
การกำหนดจุดที่มีปัญหาเหล่านี้มีความสำคัญมาก และที่สำคัญที่สุดคือความเห็นจากผู้ที่ใช้รถเข็นวีลแชร์เอง

การจัดวางผังในบ้านเบื้องต้น

• ช่องประตูอาจจะต้องกว้างกว่าปรกติ เพื่อให้การเคลื่อนที่ผ่านประตูเป็นไปได้อย่างสะดวก ทั้งผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ และผู้ใช้รถเข็นช่วยเดิน ซึ่งความกว้างอย่างน้อย 80 ซม. ก็เพียงพอสำหรับรถเข็นส่วนใหญ่รวมไปถึงรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้าด้วย
• การหมุนกลับตัวในอาคารก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา ต้องมีพื้นที่ที่กว้างพอที่จะให้รถเข็นวีลแชร์กลับตัวได้อย่างสะดวกเพื่อการเข้า และออกพื้นที่นั้น ๆ ได้
• รายการข้างล่างนี้เป็นระยะสูงสุด/ต่ำสุดของพื้นที่ต่าง ๆ ภายในบ้านที่เราแนะนำ
• รถเข็นวีลแชร์โดยทั่วไปจะกินพื้นที่ประมาณ 75 ซม. x 120 ซม.
• พื้นที่ต่ำสุดของการใช้งานรถเข็นวีลแชร์มาตรฐานอยู่ที่ 150 ซม. x 150 ซม.
• ช่องทางเดิน และทางรถเข็นวีลแชร์ กว้างอย่างน้อย 90 ซม.
• ช่องประตูกว้าง 80 ซม.
• ระดับโต๊ะ หรือพื้นที่ทำงานสูง 70-80 ซม.
• ช่องว่างใต้โต๊ะสำหรับสอดเข่าเข้าไป 70-74 ซม.
• ความลาดเอียงสูงสุดสำหรับทางลาดเป็นอัตราส่วน 1:12
• ความลาดเอียงสูงสุดสำหรับพื้นที่ทั่วไป เช่นที่จอดรถ ทางรถ ซอย 1:48

ช่องบันได และช่องทางเดินร่วม

• ราวจับจะต้องติดตั้งอย่างแน่นหนา สามารถรับน้ำหนักของผู้ใช้งานได้ทั้งตัว และมีความสะดวกสบายในการจับ
• นั่นหมายความว่าจะต้องไม่ยึดด้วยสลัก หรือตะปูเกลียวกับส่วนที่เป็นปูนฉาบที่เปราะบาง ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ต้องมีคุณภาพได้มาตรฐานด้วย
• มีระยะห่างของราวจับ กับผนังเพียงพอเพื่อผู้ใช้งานจะสามารถใช้มือจับราวหรือแขนโอบราวได้โดยรอบ และทุกจุด
• ควรต่อความยาวของราวจับออกไปจากบันไดขั้นแรก และขั้นสุดท้ายเพื่อให้ความมั่นคงกับผู้ใช้งานก่อนขึ้น หรือลงบันได
• ให้ความสำคัญกับแสงสว่างบริเวณช่องบันได และทางเดินร่วม ควรมีแสงสว่างพอเพียง แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงแสงจ้าหรือแสงสะท้อนที่มากเกินไป ส่วนที่เป็นเงามืดด้วย
• ควรให้บริเวณช่องบันได และทางเดินร่วมโล่ง ไม่มีสิ่งของเกะกะบนพื้นตลอดทางเดิน
• ขนาดและความชันของขั้นบันไดควรได้มาตรฐาน ลูกนอนบันไดควรจะกว้างพอให้วางได้เต็มฝ่าเท้า ไม่ต้องเกร็งหรือก้าวยาวเกินไป
• หลีกเลี่ยงการวางพรมเช็ดเท้า ผ้าเช็ดเท้า หรือวัสดุอื่นใดบริเวณบันไดขั้นแรก และขั้นสุดท้าย เพื่อป้องกันการสะดุด หรือลื่นหกล้ม

ในครัว

• ในครัวมักจะเป็นสถานที่ ที่มีปัญหามากเป็นพิเศษสำหรับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ และผู้ใช้รถเข็นช่วยเดิน ควรออกแบบให้เหมาะกับการเคลื่อนที่ และความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง
• หน้าเคาน์เตอร์ รวมถึงเตาและเตาอบ จะต้องมีความสูงพอเหมาะ เท้าแขนของรถเข็นวีลแชร์ส่วนมากจะมีความสูงจากพื้นอยู่ที่ประมาณ 72 ซม. ในขณะที่หน้าโต๊ะมักจะมีความสูง 70-92 ซม.
• จำไว้ว่ารถเข็นวีลแชร์ จะไม่สามารถเข้าถึงเคาน์เตอร์ที่มีตู้อยู่ด้านล่างได้เลย
• ควรมีช่องว่างใต้โต๊ะ หรือเคาน์เตอร์อย่างน้อย 75-80 ซม. เพื่อให้ขาของผู้นั่งรถเข็นวีลแชร์สอดเข้าไปได้
• ต้องกำหนดตำแหน่งของหัวเตา และปุ่มเปิด-ปิดให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน
• การวางภาชนะ ปุ่มควบคุม หรือสิ่งต่าง ๆ จะต้องไม่ให้มีการเอื้อมมือข้ามเตาไฟ หรือบริเวณที่มีความร้อนไม่ว่าในก่อน ระหว่าง หรือหลังการทำอาหาร
• เตาอบแบบติดผนังจะเข้าถึงยากกว่าแบบตั้งพื้นทั่วไป
• การติดตั้งกระจกจะช่วยให้ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ มองเห็นของที่อยู่ในหม้อ หรือกระทะขณะทำอาหารได้สะดวกมากขึ้น
• พิจารณาถึงความยากง่ายในการย้ายภาชนะที่ร้อน และหนัก(โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นของเหลว) จากเตามายังโต๊ะ อาจจะทำเป็นทางลาดให้ลากหม้อ หรือกระทะแทนที่จะต้องยกขึ้น
• การเพิ่มก๊อกน้ำก็ช่วยลดการเคลื่อนย้ายภาชนะได้ การใช้สายฝักบัวก็มีประโยน์มากเช่นกัน
• อ่างล้างจานก็ไม่ควรมีก้นลึกมาก ควรให้ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์สามารถเอื้อมถึงก้นอ่างได้แม้ขณะนั่งอยู่บนรถเข็นรถเข็นวีลแชร์
• ก๊อกเปิดปิดน้ำควรใช้แบบคันโยกจะสะดวกกว่า
• ปรับความสูงของอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน ชั้นวางชั้นล่างสุดในตู้เย็นอาจจะต้องปรับให้สูงขึ้น
• ชั้นวางที่เลื่อนออกมาได้ หรือถาดหมุนก็ช่วยให้หยิบสิ่งของที่อยู่ลึกเข้าไปในตู้ได้ง่ายขึ้น
• ลิ้นชักควรมีความมั่นคง แม้จะถูกดึงออกมาจนสุด
• ตรวจดูว่าผิวพื้นไม่มีความลื่น
• ต้องแน่ใจว่ามีเครื่องดับเพลิงที่พร้อมใช้งาน อยู่ในตำแหน่งที่ง่ายต่อการหยิบใช้งานด้วย

ห้องน้ำ

• พื้นที่กว้างขวาง และมีความสะดวกในการเข้าถึงโถส้วม ที่อาบน้ำ อ่างล้างหน้า เป็นความสำคัญหลักสำหรับห้องน้ำผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์
• พิจารณาไว้เสมอถึงความสูงของสุขภัณฑ์ต่าง ๆ เช่นโถส้วม อ่างล้างหน้า ชั้นวาง ควรปรับให้เหมาะสม
• ติดตั้งห้องน้ำแบบที่ให้รถเข็นวีลแชร์เข้าไปใช้ได้โดยสะดวก จะต้องไม่มีขอบยกระดับ หรือขั้นบันได
• ราวจับ แผ่นช่วยย้ายที่นั่ง เก้าอี้ และที่จับต่าง ๆ ต้องมั่นคง และแน่นหนาพอที่จะรับน้ำหนักผู้ใช้งานได้ทั้งตัว
• เลือกวัสดุปูพื้นอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการสะดุด หรือลื่นล้มขณะเข้าหรือออกจากห้องน้ำ และส่วนอาบน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพื้นเปียก ต้องระวังพรม หรือแผ่นเช็ดเท้าด้วยเช่นเดียวกัน
• ปุ่มกดชักโครก ก๊อกน้ำ หรืออุปกรณ์สุขภัณฑ์อื่นอาจใช้งานลำบากเมื่อผู้ใช้อยู่ในท่านั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ใช้งานมีความไม่สะดวกในการใช้มือ การใช้เซนเซอร์อัตโนมัติช่วยเปิดปิดน้ำ-ไฟ ก็จะช่วยให้มีความสะดวก ขึ้น
• ตรวจสอบตำแหน่งอุปกรณ์ประปาเช่นหัวก๊อก อย่าให้ยื่นเกะกะ เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดการชน การกระแทก เกิดการบาดเจ็บได้

บริเวณรอบบ้าน และจุดเชื่อมต่อ

• ตรวจสอบองศาการเอียงของทางลาดทั้งภายใน และภายนอกบ้าน อัตราส่วน 1:12 (หรือความสูง 10 เซนติเมตร ต่อความยาวทางลาด 120 เซนติเมตร) หากทางลาดยาวเกิน 6 เมตร ควรมีชานพักยาวอย่างน้อย 1.5 เมตร

• ในทำนองเดียวกัน ราวจับก็จะต้องมีองศาเดียวกันกับทางลาดด้วย
• การลื่นไถล หรือสะดุดบนทางลาดเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ควรใช้วัสดุปูพื้นที่ป้องกันการลื่นหากเป็นพื้นไม้ และควรใช้การตีเส้นแนวขวางหากเป็นพื้นคอนกรีต ทั้งนี้เพื่อป้องกันการลื่น
• ห้ามใช้พื้นที่เป็นกรวด ทราย บนทางลาด เพราะจะทำให้เกิดการลื่น และไม่สามารถบังคับรถเข็นวีลแชร์ได้ อาจล้มแล้วเกิดการบาดเจ็บรุนแรง
• ควรมีระบบระบายน้ำ เพื่อไม่ให้มีน้ำขังบนทางลาด เมื่อพื้นเปียกควรระบายน้ำให้แห้งได้โดยเร็ว
• ตรวจสอบทางลาดให้มีพื้นราบเรียบสม่ำเสมอ ไม่มีการสะสมของดิน ทรายที่จะทำให้ลื่น หรือสะดุด ไม่มีรอยแตก ทรุดของผิวทางลาด
• พื้นที่หน้าทางลาดทั้งสองฝั่งต้องไม่มีสิ่งกีดขวางใด ๆ
• ต้องไม่มีคาน ซุ้มประตูหรือสิ่งกีดขวางในทางสูง

ระบบป้องกันไฟไหม้


• การป้องกันไฟไหม้ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ หรือรถเข็นช่วยเดิน
• จะต้องอธิบายแผนการอพยพหากเกิดไฟไหม้ให้กับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์อย่างละเอียด และเจาะจง ทั้งเส้นทางการหนีไฟ และอุปกรณ์ที่จำเป็น ต้องกำหนดจุดที่ปลอดภัยเพื่อรอความช่วยเหลือ
• แผนการอพยพต้องทำทันที ไม่ใช่การรอเจ้าหน้าที่กู้ภัยมาถึงก่อนจึงทำการอพยพ
• ทางหนีไฟควรอยู่ใกล้กับบริเวณที่ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ ใช้ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณนั้น
• ต้องเคลียร์ทางเดิน เส้นทางหนีไฟ หน้าประตู และหน้าทางลาดให้สะอาด ไม่มีสิ่งกีดขวางอยู่ตลอดเวลา
• ระลึกไว้เสมอว่าการใช้ลิฟต์เป็นสิ่งต้องห้าม เว้นแต่ลิฟต์นั้นเป็นชนิดพิเศษมีความปลอดภัยสำหรับใช้ในเวลาอพยพหนีไฟได้เท่านั้น
• ผู้ช่วยเหลือ และหน่วยกู้ภัยต้องได้รับการแจ้งให้ทราบเสมอเมื่อจะเข้าไปในอาคารที่มีผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์อยู่ในอาคารนั้น
• เจ้าของบ้าน หรือเจ้าของอาคารต้องติดตั้งสัญญาณเตือนภัย และสิ่งอำนวยความสะดวกในการอพยพ รวมถึงสัญญาณไฟไหม้ ป้ายทางหนีไฟ ไฟฉุกเฉิน และต้องดูแลให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตลอดเวลา
• แน่ใจว่าผู้รับผิดชอบทุกคนในสถานการณ์ฉุกเฉินทุกกรณี เข้าใจวิธีการปฏิบัติตัวอย่างถ่องแท้

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Q&A คำถามสุดฮิตพิชิตข้อสงสัย (รถเข็นไฟฟ้า)

Q&A คำถามสุดฮิตพิชิตข้อสงสัย (รถเข็นไฟฟ้า)

 

ปัจจุบันนี้เรียกได้ว่าเป็นยุคแห่งเทคโนโลยี หรือเรียกได้ว่าเป็นยุคออนไลน์ ผู้คนมากมายส่วนใหญ่ล้วนรู้จักกับโลกออนไลน์เป็นอย่างดี ตอนนี้คนไทยหลายๆ คน ก่อนจะซื้อสินค้าอะไร มักจะใช้วิธีการค้นหาจากอินเตอร์เน็ตหรือพี่กู (กูเกิ้ล) Google เพื่อเช็คราคา และหาข้อมูลสินค้าที่ต้องการซื้อกันก่อนเพื่อเป็นการประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ และส่วนใหญ่คนไทยมักจะชอบสั่งสินค้าออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ตเช่นเดียวกัน เนื่องจากง่าย สะดวกสบาย และรวดเร็ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเลื่อนดูข้อมูลผ่านจอโทรศัพท์มือถือและคลิกสั่งสินค้าได้เพียงปลายนิ้ว แต่ก่อนจะสั่งซื้อสินค้าที่ราคาหลักหมื่น ต้องผ่านกระบวนการคิดและการตัดสินใจ แน่นอนสิ่งแรกคือต้องคำนึงถึงรายละเอียดข้อมูลของสินค้าเหล่านั้นอย่างละเอียด ลูกค้าหลายๆ ท่าน ก็มักจะมีคำถามมากมายที่ยังไม่เข้าใจสักเท่าไหร่นักเกี่ยวกับรถเข็นไฟฟ้า และวิธีการเลือกรถเข็นไฟฟ้าที่เหมาะสม สะดวก สบาย และใช้งานได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด วันนี้เรามีคำตอบค่ะ

สารบัญคำถามที่พบบ่อยสำหรับมือใหม่ที่กำลังเลือกซื้อรถเข็นไฟฟ้าเพื่อการใช้งานคุ้มค่าที่สุด 

  • รถเข็นไฟฟ้ามีน้ำหนักเบาที่สุดกี่กิโลกรัม ?
  • รถเข็นไฟฟ้ารับน้ำหนักได้สูงสุดเท่าไหร่ ?
  • รถเข็นไฟฟ้าสามารถพกพาขึ้นเครื่องบินได้หรือไม่ ?
  • รถเข็นไฟฟ้าสามารถพับเก็บได้หรือไม่
  • รถเข็นไฟฟ้ามีการรับประกัน หรือบริการหลังการขาย ?
  • อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ใช้ได้นานแค่ไหน ?
  • เลือกรถเข็นไฟฟ้าแบบไหนจึงจะเหมาะกับผู้ใช้งาน ?
  • รถเข็นไฟฟ้ารุ่นไหนที่ผู้สูงอายุ หรือคนแก่เลือกใช้งาน ?
  • ทำไมรถเข็นไฟฟ้าล้อใหญ่ถึงหนัก ?
  • มีหน้าร้านสามารถทดลองสินค้าได้หรือไม่ ?
  • มีบริการจัดส่งสินค้าทั่วประเทศไทยหรือไม่ ?
  • รถเข็นไฟฟ้าสามารถใช้งาน หรือรถเข็นไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนบนพื้นผิวที่ขรุขระได้หรือไม่ ?
  • หากรถเข็นไฟฟ้ามีปัญหา แก้ไขอย่างไรได้บ้าง
  • ซื้อรถเข็นไฟฟ้าสามารถออกใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงินได้หรือไม่ ?
  • ซื้อรถเข็นไฟฟ้ากับ Elife ดีกว่าอย่างไร ?

คำถามเหล่านี้ มักจะเป็นคำถามที่ลูกค้าสอบถามข้อมูลกันเข้ามากันบ่อยที่สุด เพื่อเป็นการประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อรถเข็นไฟฟ้า ผู้ซื้อต้องทราบข้อมูลรถเข็นไฟฟ้าอย่างละเอียด เนื่องจากหากซื้อรถเข็นไฟฟ้าไปใช้งานแล้ว ต้องได้ใช้ประโยชน์จากรถเข็นไฟฟ้าสูงสุด และคุ้มค่ากับเงินที่จะต้องเสียไป เรามาตอบคำถามเหล่านี้กันเลยดีกว่าค่ะ


Q : รถเข็นไฟฟ้ามีน้ำหนักเบาที่สุดกี่กิโลกรัม ? 

A : เมื่อหลายปีที่แล้วรถเข็นไฟฟ้า น้ำหนักเบาสุดจะอยู่ที่ 29 กิโลกรัม สำหรับเมื่อก่อนถือว่าค่อนข้างเบาที่สุดแล้ว และปัจจุบันนี้ ร้านรถเข็นไฟฟ้า Elife ได้มีการพัฒนารถเข็นไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและระบบดีขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด จึงได้ผลิตและจัดจำหน่ายรถเข็นไฟฟ้าที่มีน้ำหนักเบาด้วยกันถึง 4 รุ่น โดยเรียกกลุ่มรถเข็นไฟฟ้ากลุ่มนี้ว่า กลุ่ม Lite หรือที่เรียกว่าน้ำหนักเบานั่งเอง โดยรถเข็นไฟฟ้ากลุ่ม Lite มีน้ำหนักเบาที่สุด 13.5 กิโลกรัม และน้ำหนัก หนักที่สุดอยู่ที่ 18 กิโลกรัมนั่นเอง โดยแต่ละรุ่นนั้นจะมีสเปคที่แตกต่างกันออกไปดังนี้

  •  รุ่น Lite1 รถเข็นไฟฟ้าน้ำหนักเบา 13.5 กิโลกรัม รุ่นนี้เป็นรุ่นที่น้ำหนักเบาที่สุดในตลาดตอนนี้ค่ะ รถเข็นไฟฟ้ารุ่น Lite1 โครงสร้างทำจากแม็กนีเซียม หรือเป็นวัสดุเดียวกันกับที่ใช้ผลิตปีกเครื่องบิน ซึ่งคุณสมบัติก็คือน้ำหนักเบา โครงสร้างแข็งแรง รับน้ำหนักได้สูงถึง 120 Kg.  แบตเตอรี่รุ่นนี้เป็นลิเธียมไอออน ซึ่งสามารถพกพาเดินทางโดยเครื่องบินได้ ถูกต้องตามหลักการบินพลเรือน รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ลูกค้านิยมเลือกใช้กันเป็นอย่างมาก เพราะมีน้ำหนักที่เบามากๆ สามารถยกใส่ท้ายรถได้สบาย รถเข็นไฟฟ้าน้ำหนักเบาต้องยกให้ Lite1 เป็นอันดับ 1 ค่ะ

 

  • รุ่น Lite pro รถเข็นไฟฟ้าน้ำหนักเบา 16 กิโลกรัม ซึ่งรถเข็นไฟฟ้ารุ่นนี้มีน้ำหนักเบารองลงมา และขอแนะนำเลยว่ารถเข็นไฟฟ้ารุ่น Lite pro มีสมรรถนะที่สูง รับน้ำหนักได้สูงถึง 120 กิโลกรัม  และที่สำคัญคุณภาพดีมากๆ การขับเคลื่อนสมูท เหมาะสำหรับผู้สูงอายุใช้งาน แบตเตอรี่เป็นแบตลิเธียมไอออน สามารถพกพาเดินทางท่องเที่ยวได้ เดินทางโดยเครื่องบินได้ เพราะสามารถพับเก็บได้เล็กที่สุด และกระทัดรัดมากๆ ยกใส่ท้ายรถได้ง่าย จุดเด่นของรถเข็นไฟฟ้ารุ่น Lite pro มี Joystick(ตัวบังคับ) 2 ตัว ตัวแรก ที่ติดมากับตัวรถบังคับโดยผู้นั่ง ตัวที่สอง Wireless บังคับโดยผู้ดูแล หรือสามารถให้ผู้อื่นบังคับให้ได้ รุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่มีตัวบังคับไร้สายและที่สำคัญคุณภาพดีมากๆ อีกด้วย

 

  • รุ่น Lite plus รถเข็นไฟฟ้าน้ำหนักเบา 18 กิโลกรัม รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ชูนวัตกรรมสุดๆ คือหน้าจอเป็นดิจิตอล สามารถเปิดวิทยุฟังได้ เชื่อมต่อบลูทูธเพื่อฟังเพลงได้ เหมาะสำหรับสายสุนทรีย์มากๆ ขับรถเข็นไฟฟ้าไปแถมยังได้นั่งฟังเพลงอีกด้วย รุ่นนี้แบตเตอรี่เป็นลิเธียมไอออน สามารถพกพาขึ้นเครื่องบินได้อีกเช่ากัน จุดเด่นที่สำคัญอีกหนึ่งอย่าง คือรถเข็นไฟฟ้ารุ่น Lite plus สามารถพับเก็บและมีที่จูงลากเหมือนกระเป๋าเดินทางได้อีกด้วย

Q :  รถเข็นไฟฟ้ารับน้ำหนักได้สูงสุดเท่าไหร่ ?

โดยปกติแล้ว รถเข็นไฟฟ้าจะมีกำลังมอเตอร์ข้างละ 250 Wat (วัตต์) นั่นแปลว่าสามารถรองรับน้ำหนักผู้นั่งได้สูงถึง 150 กิโลกรัม และยังสามารถขับเคลื่อนได้ดี และมีกำลังมอเตอร์มากพอที่จะขับขึ้นทางลาดชันได้ ดังนั้น รถเข็นไฟฟ้า จะรับน้ำหนักได้สูงถึง 100-150 กิโลกรัม หากผู้สูงอายุ คนแก่ หรือคนพิการ มีน้ำหนักถึง 120 กิโลกรัม ก็แปลว่าใช้งานได้ สบายมากๆ ค่ะ

 

 Q :  รถเข็นไฟฟ้าสามารถพกพาขึ้นเครื่องบินได้หรือไม่ ? 


รถเข็นไฟฟ้าสามารถพกพาขึ้นเครื่องบินได้ค่ะ เบื้องต้นขออธิบายก่อนว่าปกติตัวรถเข็นไฟฟ้าเอง สามารถพกพาขึ้นเครื่องบินได้อยู่แล้วแน่นอน แต่..กฎการบินพลเรือนมีข้อกำหนดไว้ว่าการพกพารถเข็นไฟฟ้าขึ้นเครื่องบินนั้น แบตเตอรี่จะต้องถอดออกจากตัวรถเข็นไฟฟ้าได้โดยง่าย เพื่อพกแบตเตอรี่ Carry on board (พกใส่กระเป๋า) นำขึ้นเครื่องบินไปด้วย และที่สำคัญไปกว่านั้นยังกำหนดไว้อีกว่า แบตเตอรี่รถเข็นไฟฟ้าที่สามารถพกพาขึ้นเครื่องบินได้นั้นแบตเตอรี่จะต้องเป็นแบตเตอรี่ประเภทลิเธียมไอออนเท่านั้น และความจุของแบตเตอรี่จะต้องไม่เกินกว่าที่สายการบินกำหนด (300Wh) หากเราต้องการพกพารถเข็นไฟฟ้าขึ้นเครื่องบินด้วย แนะนำให้แจ้งทางสายการบินก่อนทุกครั้งค่ะ

 Q :  รถเข็นไฟฟ้าสามารถพับเก็บได้หรือไม่?

รถเข็นไฟฟ้าทุกรุ่นของ Elife สามารถพับเก็บได้ทุกรุ่น เนื่องจากดีไซน์รถเข็นไฟฟ้าของเราถูกออกแบบมาให้เหมือนเก้าอี้รถเข็นไฟฟ้า มากกว่าจะเป็นวีลแชร์ (Wheelchair) ธรรมดาๆ ทั่วๆไป ซึ่งดีไซน์จะถูกใจวัยรุ่นหนุ่่มสาว และผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก เพราะดีไซน์รถเข็นไฟฟ้า Elife ของเราทันสมัย และที่สำคัญโครงสร้างแข็งแรง และใช้งานได้เป็นอย่างดี

 

 Q : รถเข็นไฟฟ้ามีการรับประกัน หรือบริการหลังการขาย ? 

รถเข็นไฟฟ้าสินค้ามีรับประกัน 2 ปี ทางเรามีใบรับประกันสำหรับรถเข็นไฟฟ้าให้กับลูกค้าไว้ 1 ชุด และเก็บไว้กับ Elife อีก 1 ชุด เพื่อเป็นหลักฐานระหว่างเราและลูกค้าว่ารถเข็นไฟฟ้ามีการซื้อขายกันตั้งแต่เมื่อไหร่ และเริ่มต้นและสิ้นสุดวันรับประกันเมื่อไหร่ และที่สำคัญรถเข็นไฟฟ้าของ Elife เอง เป็นสินค้าสั่งผลิตเองโดยตรง มีโรงงานผลิต ดังนั้นอะไหล่ทุกชิ้นส่วน เรามีบริการสำหรับลูกค้าที่ใช้รถเข็นไฟฟ้า Elife โดยเฉพาะ หากในอนาคตใช้งานจนเสื่อมสภาพแล้ว สามารถส่งรถเข็นไฟฟ้าให้เราซ่อมบำรุงและดูแลได้ตลอดอายุการใช้งานเลยค่ะ

 Q : อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ใช้ได้นานแค่ไหน ?  


ปกติแล้ว แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานได้นาน 2-3 ปี ขึ้นอยู่กับดูแลของแต่ละท่าน หากเราไม่ปล่อยให้รถเข็นไฟฟ้าใช้งานจนแบตหมดเกลี้ยงแล้วดับบ่อยๆ จะยืดอายุการใช้งานของแบตได้นาน เปรียบเหมือนแบตโทรศัพท์มือถือหากใช้งานหนักจนทำให้แบตหมดจนเครื่องดับ มีโอกาสทำให้แบตเตอรี่เสื่อมไวขึ้น หรือหากรถเข็นไฟฟ้าไม่ได้ใช้งานนานๆ แนะนำว่า 1 เดือน ให้นำแบตเตอรี่ออกมาชาร์จแบตทิ้งไว้ 1-2 ครั้ง และหลังจากนั้นดึงขั้วแบตเตอรี่ออกจากรถเข็นไฟฟ้าด้วย ก็จะช่วยทำให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้นค่ะ และทุกๆ การชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 1 ครั้ง จะใช้งานได้นานต่อเนื่อง 25-27 กิโลเมตรค่ะ แต่แบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้กับรถเข็นไฟฟ้าอยู่ 2 ประเภท
1. แบตลิเธียมไอออน (Lithium-Ion ) เป็นแบตประเภทเดียวกับแบตโทรศัพท์มือถือ ข้อดีของแบตเตอรี่ประเภทลิเธียมไอออน คือแบตเตอรี่ จะมีน้ำหนักเบา พกพาได้ง่าย ไม่หนัก และที่สำคัญจะสามารถเก็บประจุไฟได้ดี ใช้งานได้ยาวนานกว่าแบตแห้งตะกั่วกรด (Lead Acid) แต่ข้อเสียของแบตเตอรี่ประเภทลิเธียมไอออนนั้นราคาจะค่อนข้างสูง และที่สำคัญรถเข็นไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ประเภทลิเธียมไอออน สามารถพกพาขึ้นเครื่องบินได้
2. แบตแห้งตะกั่วกรด (Lead Acid) แบตแห้งหรือแบตตะกั่วกรด จะเป็นแบตแห้งประเภทเดียวกับแบตเตอรี่ที่ใช้ในรถยนต์ ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น แต่จะมีขนาดใหญ่และหนัก ส่วนใหญ่รถเข็นไฟฟ้าที่ใช้แบตแห้ง จะมีราคาที่ไม่สูงมากนัก เนื่องจากผู้ใช้งานไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพกพารถเข็นไฟฟ้าขึ้นเครื่องบิน

 

 Q : เลือกรถเข็นไฟฟ้าแบบไหนจึงจะเหมาะกับผู้ใช้งาน ?  

” เน้นใช้งานในบ้านหรือบริเวณบ้าน “
เบื้องต้นให้สำรวจความต้องการของผู้ใช้งานและผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้พิการเป็นหลักที่มีความต้องการไม่เหมือนกัน บางคนต้องการรถเข็นไฟฟ้าที่ใช้งานภายในบริเวณบ้าน ไม่ต้องมีการยกหรือเคลื่อนย้าย สามารถเลือกซื้อรถเข็นไฟฟ้าที่มีน้ำหนักเยอะได้ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้งานนอกบ้านบ่อยๆ ราคาก็จะประหยัดลง ช่วยให้เซฟเงินในกระเป๋าได้เยอะ เนื่องจากโครงสร้างผลิตจากคาร์บอนสตีล และโครงสร้างทำจากอลูมิเนียม มีความเหนียว หนา แข็งแรง รับแรงกระแทกได้ดี

” เน้นนำไปใช้งานนอกสถานที่เป็นประจำ “  หากการใช้งานเน้นพกพา นำไปใช้นอกสถานที่ ต้องเลือกใช้งานรถเข็นไฟฟ้าที่มีน้ำหนักเบา คนยกจะได้สะดวกเพราะรถเข็นไฟฟ้าไม่หนักมาก และโครงสร้างรถเข็นไฟฟ้าน้ำหนักเบาเป็นโครงสร้างเกรดพรีเมียม วัสดุมีน้ำหนักเบาแล้ว ยังสามารถรองรับน้ำหนักได้ดี รถเข็นไฟฟ้าน้ำหนักเบา รับน้ำหนักผู้นั่งได้สูงถึง 120 กก.  รถเข็นไฟฟ้าของ Elife มีสินค้าประเภทน้ำหนักเบาอยู่ด้วยกันทั้ง 3 รุ่นตามคำถามที่พบบ่อยในข้อ 1 ด้านบน มีดังนี้

*ข้อแนะนำ : ไม่ควรเลือกรถเข็นไฟฟ้าที่มีที่นั่งขนาดใหญ่ให้กับผู้ใช้ที่มีขนาดตัวเล็กเพราะจะทำให้ในการใช้งานโดยเฉพาะเวลาขับขี่ตัวของผู้ใช้จะไม่กระชับกับที่นั่งซึ่งนั่นอาจทำให้ตัวของผู้ใช้โครงเครงในระหว่างที่ขับขี่เลี้ยวรถ หรือขับขี่บนทางขรุขระ ​และเนื่องจากรถเข็นไฟฟ้ารุ่นที่มีที่นั่งขนาดใหญ่นั้นก็จะมีคุณสมบัติที่สามารถรับน้ำหนักได้เยอะ และตัวโครงสร้างก็จะใหญ่และมี่น้ำหนักมากกว่ารถเข็นไฟฟ้าที่มีที่นั่งขนาดเล็ก ตัวอุปกรณ์ไฟฟ้าและโครงสร้างก็จะมีการออกแบบมาให้รับน้ำหนักของผู้นั่งได้มากตามขนาดของที่นั่งด้วย เช่นรถเข็นไฟฟ้าที่มีขนาดที่นั่งใหญ่ก็จะมักจะมีมอเตอร์ที่มีกำลังมากกว่ารถเข็นไฟฟ้าที่มีขนาดที่นั่งเล็ก และแบตเตอรี่ของรถเข็นไฟฟ้าที่มีที่นั่งขนาดใหญ่ก็จะมีแบตเตอรี่ที่มีความจุไฟมากกว่า

*ข้อแนะนำ : ผู้ใช้ควรสังเกตุสเปคของรถเข็นไฟฟ้าที่มีที่นั่งขนาดใหญ่ และขอให้แน่ใจว่ามีสเปค (เช่นโครงสร้าง กำลังมอเตอร์ และ ความจุแบตเตอรี่) จะต้องสูงกว่ารถเข็นไฟฟ้าที่มีที่นั่งขนาดเล็ก เนื่องจากรถเข็นไฟฟ้าที่มีที่นั่งขนาดใหญ่ ต้องรับน้ำหนักมากกว่า และนอกเหนือจากนั้น ลูกค้าบางท่านที่ต้องการใช้รถเข็นไฟฟ้าในที่แคบๆ เช่นในบ้าน โดยขับขี่เข้า-ออกประตูห้องต่างๆ ก็ควรเลือกรถเข็นไฟฟ้าที่มีขนาดเหมาะสมกับขนาดของประตู (โดยปกติ ขนาดประตูห้องน้ำจะประมาณ 75ซม. ประตูห้องนอนจะประมาณ 80ซม.) หรือเหมาะสมกับขนาดของทาง หรือ ทางลาดที่ต้องใช้รถเข็นไฟฟ้าวิ่งผ่าน

 

 Q : รถเข็นไฟฟ้ารุ่นไหนที่ผู้สูงอายุ หรือคนแก่เลือกใช้งาน ?  

โดยปกติแล้วลูกหลานจะกังวลว่าผู้สูงอายุจะสามารถใช้งานรถเข็นไฟฟ้าได้มั้ย หากขณะใช้งานแล้วจะอันตรายหรือไม่ จริงๆ แล้วการบังคับรถเข็นไฟฟ้าสำหรับผู้สุงอายุไม่ใช่เรื่องยากค่ะ เพราะรถเข็นไฟฟ้าสำหรับผู้สูงอายุบังคับง่ายมาก ควบคุมทิศทางได้ด้วยปลายนิ้ว หากเราอยากเดินหน้าถอยหลัง เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา ก็สามารถผลัก Joystick ไปตามทิศทางที่ต้องการจะไปได้เลย และเมื่อเราอยากหยุด เราก็ปล่อยมือจากตัวบังคับ รถเข็นไฟฟ้าก็จะไม่เคลื่อนที่ โดยรถเข็นไฟฟ้ามีระบบความปลอดภัยอยู่ 2 ประเภท 1.ระบบหน่วงไฟฟ้า 2.ระบบเบรคไฟฟ้า
” ระบบหน่วงไฟฟ้า ” คือระบบเบรค ในขณะที่เราบังคับรถเข็นไฟฟ้าอยู่ แล้วเราปล่อยมือจาก Joystick (คันโยกบังคับ) การหยุดตัวของรถเข็นไฟฟ้าจะช้าลงโดยประมาณ 3 วินาที รถจึงค่อยๆหยุดจะเรียกว่าระบบหน่วงไฟฟ้า แต่ข้อดีของระบบหน่วงไฟฟ้าคือเวลาเราปล่อยมือ เวลารถหยุดจะนิ่มนวล ไม่กระชาก
“ระบบเบรคไฟฟ้า “  คือระบบเบรค ในขณะที่เราบังคับรถเข็นไฟฟ้าลงทางลาดชัน แล้วเราปล่อยมือจาก Joystick (คันโยกบังคับ) รถเข็นไฟฟ้าจะหยุดทันที ไม่ไหล หรือเรียกว่าระบบความปลอดภัยสูงนั่นเอง จะเหมาะสำหรับผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก

ระบบหน่วงไฟฟ้า และระบบเบรคไฟฟ้า ทั้งสองอย่างนี้ก็ไม่มีอันตรายใดๆ ต่อผู้ใช้งานขึ้นอยู่กับความชอบในการขับเคลื่อนเสียมากกว่า แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้สูงอายุมีแนวคิดว่าหากนั่งรถเข็นไฟฟ้า จะเหมือนคนพิการ นั่งแล้วเขินอาย กลัวจะมีคนมอง ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวไปไกลแล้ว ดังนั้นดีไซน์รถเข็นไฟฟ้าของ Elife จะทันสมัย เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัน เด็กใช้ได้ ผู้ใหญ่ใช้ดี ซึ่งรถเข็นไฟฟ้าที่ใช้งานแล้วมองเผินๆเหมือนเก้าอี้รถเข็นเสียมากกว่า เพราะทันสมัย ใครๆ เห็นแล้วก็ชอบ โดยรุ่นที่เป็นที่นิยมในกลุ่มขาโจ๋สูงวัย (ผู้สูงอายุ) จะมีดังนี้

 Q : ทำไมรถเข็นไฟฟ้าล้อใหญ่ถึงหนัก ?  

รถเข็นไฟฟ้าล้อใหญ่ จะเป็นรถเข็นที่สามารถใช้งานได้ 3 ระบบ คือ 1. คนนั่งสามารถบังคับเองได้ด้วยระบบไฟฟ้า 2. คนนั่งสามารถหมุนล้อได้ด้วยตัวเอง(กรณีแบตหมด) 3. คนอื่นสามารถเข็นให้ได้
ดังนั้นโครงสร้างรถเข็นจะมีโครงสร้างใหญ่ขึ้นและเป็นล้อใหญ่ทำให้วัสดุที่ใช้มีน้ำหนักเยอะตามขนาดของล้อ หากลูกค้าต้องการรถเข็นไฟฟ้าที่มีน้ำหนักเบา ต้องเลือกใช้งานรถเข็นไฟฟ้าที่มีล้อขนาดเล็ก

 Q : มีหน้าร้านสามารถทดลองสินค้าได้หรือไม่ ?  

ร้านรถเข็นไฟฟ้าเปิดให้บริการมานานกว่า 6 ปี เป็นเจ้าแรกๆที่นำเข้าและจัดจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ ประเภทรถเข็นไฟฟ้า วีลแชร์ไฟฟ้า หรือเก้าอี้รถเข็นไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำรงใช้ชีวิตในแต่ละวันให้เรียบง่าย และสะดวกสบายมากที่สุด เรามี Showroom สำหรับทดลองสินค้า Elife ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 89/7 โครงการ เจ.เอส.พี. เพลส 4 ถนนกัลปพฤกษ์ แขวงคลองบางพราน เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร 10150  (บางบอน ถ.กัลปพฤกษ์) มีหน้าร้านที่ชัดเจน หากต้องการเข้ามาทดลองสินค้า สามารถเดินทางเข้ามาได้ เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-เสาร์ เวลา 8.00-17.30 น. วันอาทิตย์-วันหยุดนักขัตฤกษ์ 9.00-17.00 น. มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคอยให้บริการ แนะนำรถเข็นไฟฟ้าให้เหมาะสมกับคนนั่ง และตรงจุดประสงค์กับการใช้งานมากที่สุด

 

 Q : มีบริการจัดส่งสินค้าทั่วประเทศไทยหรือไม่ ?  

  • รถเข็นไฟฟ้าเรามีบริการจัดส่งสินค้าฟรีทั่วประเทศไทย กรณีอยู่ใน กทม. และปริมณฑล เรามีบริการจัดส่งสินค้าฟรี พร้อมมีเจ้าหน้าที่ไปสาธิตและแนะนำถึงบ้าน ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • กรณีอยู่ต่างจังหวัด รอยติดต่อชายแดน เราก็มีบริการจัดส่งสินค้าฟรี โดยขนส่งเอกชน มีรูปแบบการชำระเงิน 2 แบบ สำหรับการจัดส่งสินค้า
    ” ชำระเงินเลย “ เป็นการโอนเงินเข้าบัญชีบริษัท (สามารถเช็คเครดิตร้านได้)
    ” เก็บเงินปลายทาง “ เมื่อสินค้าถึงมือผู้รับแล้ว สามารถชำระเงินกับเจ้าหน้าที่ขนส่งได้เลย จะใช้ระยะเวลาการจัดส่งสินค้า  3-5 วันทำการแล้วแต่บางพื้นที่

 

 Q : ซื้อรถเข็นไฟฟ้าสามารถชำระเงินผ่านบัตรเครดิตได้หรือไม่ ?  

ร้านรถเข็นไฟฟ้า เรายินดีรับบัตรเครดิตทุกธนาคาร
” กรณีมารับสินค้าหน้าร้าน “ ลูกค้าสามารถชำระเงินผ่านบัตรเครดิตได้โดยไม่เสียค่าบริการ อีกทั้งยังมีบริการผ่อนชำระผ่านบัตรเครดิต 0% อีกด้วย
” กรณีจัดส่งสินค้า “ หากลูกค้าต้องการใช้บัตรเครดิต ลูกค้าสามารถสั่งออนไลน์แล้วกดเลือกชำระเงินผ่านระบบ Paypal เป็นระบบที่ใช้สำหรับการชำระเงินแบบตัดยอดเงินผ่านบัตรเครดิตโดยไม่เสียค่าบริการ

 

 Q : รถเข็นไฟฟ้าสามารถใช้งาน หรือรถเข็นไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนบนพื้นผิวที่ขรุขระได้หรือไม่ ?  

รถเข็นไฟฟ้าสามารถขับได้ทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นราบเรียบ ขึ้นทางลาดชัน หรือพื้นที่เป็นหินขรุขระ ก็สามารถบังคับไปได้ในทุกๆ ที่ ที่อยากไป เนื่องจากรถเข็นไฟฟ้าของเรา เป็นล้อยางตันทั้ง 4 ล้อ ไม่ต้องเติมลมยาง ดังนั้นเราสามารถขับไปได้ในทุกที่ ไม่ต้องกลัวลมยางรั่ว และไม่ต้องคอยเติมลมให้เสียเวลา เพราะ Elife คำนึงถึงลูกค้าเสมอว่า หากใช้ยางตัน จะช่วยลดการดูแลปัญหาจุกจิกไปได้มาก

 

 Q : หากรถเข็นไฟฟ้ามีปัญหา แก้ไขอย่างไรได้บ้าง?  

รถเข็นไฟฟ้าเรามีรับประกันสินค้า 2 ปี ปกติแล้วหากสินค้ายังอยู่ในรับประกันเราบริการดูแลฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่..หากหมดรับประกันสินค้าแล้ว ลูกค้าไม่ต้องกังวลเลยค่ะ เรามีบริการดูแลตลอดอายุการใช้งาน แต่ก็มักจะมีคำถามอยู่บ่อยๆว่า หากลูกค้าซื้อไปใช้งานที่ต่างจังหวัดหากมีปัญหาจะทำอย่างไรได้บ้าง ?? โดยปกติแล้วเทคโนโลยีในสมัยนี้ก้าวหน้าไปมาก มีโซเชียลออนไลน์ มี Facebook มีไลน์ ในการเข้าถึงและพูดคุยกันได้ง่ายขึ้น เรียกได้ว่าไม่มีใคร ไม่รู้จักแอปพลิเคชั่นเหล่านี้แน่นอน  โดยลำดับแรกเราจะสอบถามอาการเบื้องต้นก่อน แล้วให้ลูกค้าบันทึกวิดิโออาการเสียของรถเข็นไฟฟ้านั้นๆ  ส่งให้ดูที่ช่องทาง ไลน์@ ของร้าน หรือเพจเฟสบุ๊คของร้านเองโดยตรง โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำเบื้องต้นอยู่ตลอด แต่ถ้าหากเจ้าหน้าที่แนะนำไปเบื้องต้นแล้ว แก้ไม่หาย ลูกค้าสามารถส่งรถเข็นโดยขนส่งเอกชนเข้ามาให้เราดูแล โดยจะมีข่างผู้ชำนาญการด้านรถเข็นไฟฟ้า ดูแลให้ หายห่วงได้เลยค่ะ

 

 ซื้อรถเข็นไฟฟ้าสามารถออกใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงินได้หรือไม่ ?  

ร้านรถเข็น Elife ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2556 โดยเปิดให้บริการจำหน่ายรถเข็นวีลแชร์ วีลแชร์ไฟฟ้า รถเข็นไฟฟ้า รถเข็นผู้สูงอายุ และเตียงไฟฟ้า โดยสินค้าจะเป็นสินค้ากลุ่ม Home care (เน้นใช้งานภายในบ้าน) มานานมากกว่า 6 ปี มีที่ตั้งหน้าร้าน (Showroom) ที่ชัดเจน และหากซื้อรถเข็นไฟฟ้าจากทางร้าน ลูกค้ายังสามารถขอใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงิน เพื่อนำไปใช้เบิกในรูปแบบบริษัท , เบิกหน่วยงานราชการ , หรือเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

 

 ซื้อรถเข็นไฟฟ้ากับ Elife ดีกว่าอย่างไร ?  

และยังคงมีหลายๆ ท่าน ที่กำลังมองหารถเข็นไฟฟ้าไปไว้ใช้งาน แน่นอนว่าหากมีความต้องการที่จะซื้ออะไรแล้ว ต้องรอบคอบ และเปรียบเทียบราคาอย่างแน่นอน แต่หากซื้อสินค้าในราคาที่ถูกมาก สินค้าไม่มีรับประกัน ไม่มีบริการหลังการขาย หรือบริการหลังการขายที่ไม่ดี หากใช้งานไปแล้วในอนาคต เกิดปัญหาขึ้น รถเข็นไฟฟ้าชำรุด เสื่อม โทรม จะหาร้านที่รับซ่อมหรือซื้ออะไหล่ น่าจะเป็นเรื่องยาก แต่สำหรับรถเข็นไฟฟ้าของทาง Elife เอง ถือว่าราคาไม่สูงมากนัก ลูกค้าทั่วไปสามารถจับต้องได้ สามารถเลือกซื้อไปไว้ใช้งานได้ ที่สำคัญเรามีบริการหลังการขายที่ดีลูกค้าที่เคยได้ใช้บริการแล้วติดใจ บอกต่อกันแบบปากต่อปาก และที่สำคัญรถเข็นไฟฟ้าเป็นสินค้าที่เราสั่งผลิตเอง ดังนั้นอะไหล่ทุกชิ้นส่วนเรามีไว้คอยบริการลูกค้า Elife โดยเฉพาะ ดังนั้นอยากจะแนะนำว่าหากเปรียบเทียบราคากันแล้วราคาไม่ต่างกันมาก แนะนำให้ลูกค้าเลือกใช้บริการรถเข็นไฟฟ้าจากทางแบรนด์ Elife ที่มีทั้งหน้าร้านให้ทดลองรถเข็นไฟฟ้า มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญที่คอยให้คำแนะนำ และที่สำคัญมีบริการซ่อมบำรุงโดยช่างเฉพาะทางอีกด้วยค่ะ


ปัจจุบันการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์มาแรงมากในปีนี้ แต่ยังมีหลายท่านที่ยังกังวลว่าการสั่งซื้อสินค้าโดยไม่ได้ลอง ไม่ได้เห็นสินค้าตัวจริงจะทำให้การตัดสินใจค่อนข้างยากลำบาก และในการตัดสินใจซื้อนั้นก็มักจะมีคำถามอยู่ในใจเกี่ยวกับรายละเอียดของสินค้าเหล่านั้นอีกมากมาย ดังนั้นเราจึงรวบรวมคำถามและคำตอบที่สำคัญมาให้ลูกค้าเรียบร้อยแล้วค่ะ