หกล้ม ในผู้สูงวัย เรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

หกล้ม ในผู้สูงวัย เรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ผู้สูงอายุล้มคนเดียวเจ็บทั้งบ้าน หยุดฝันร้ายต้องป้องกัน!

photo

ชวนใส่ใจ “ผู้สูงอายุ” ญาติผู้ใหญ่ในบ้านที่เราควรใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ โดยเฉพาะ “บ้าน” สถานที่ที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดอาจร้ายที่สุดก็ได้ มีอะไรบ้างไปติดตามกัน

 

ปัญหาที่พบบ่อยใน “ผู้สูงอายุ” ที่ได้รับอุบัติเหตุพลัดตกหกล้มส่วนมาก คือ กระดูกตะโพกหักและศีรษะได้รับความกระทบกระเทือน เป็นสาเหตุทำให้พิการและมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูงมาก ที่สำคัญหาก “ผู้สูงอายุ” ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ หากหกล้มแล้วย่อมไม่ใช่คนเดียวที่เจ็บ แต่สมาชิกในบ้านทุกคนก็เจ็บด้วย!!

จากข้อมูลของการเกิดอุบัติเหตุใน “ผู้สูงอายุ” มักมีสาเหตุจากความเสื่อมและการถดถอยของร่างกาย อีกทั้งจากโรคภัยไข้เจ็บเป็นผลให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ลดลง ซึ่งมักเกิดกับผู้สูงอายุที่มีอายุระหว่าง 65-75 ปี และเนื่องจากผู้สูงอายุมักจะมีภาวะกระดูกบางหรือกระดูกพรุน เมื่อหกล้มกระดูกจึงเกิดการแตกหรือหักได้ง่าย

photo

ในแต่ละปี 1 ใน 3 ของ “ผู้สูงอายุ” มักประสบการลื่นล้มและครึ่งหนึ่งลื่นล้มมากกว่า 1 ครั้ง ร้อยละ 10 ของการลื่นล้มทำให้กระดูกตะโพกหัก ร้อยละ 25 ของการบาดเจ็บกระดูกตะโพกเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต การลื่นล้มมักเกิดขึ้นในที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในห้องน้ำและบันได พบว่าร้อยละ 80 ของผู้ป่วยที่กระดูกหักในครั้งแรกไม่เคยตรวจหรือรักษา “โรคกระดูกพรุน” เลย

นอกจากนี้ยังพบว่า “ผู้สูงอายุ” ที่เคยหกล้มในครั้งแรกแล้ว มีแนวโน้มที่จะหกล้มเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า และมีผู้ป่วยกระดูกหักจากการลื่นล้มที่บ้านเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ มีโรคประจำตัวซึ่งได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือดสูง โรคหัวใจ บางรายมีไตวายเรื้อรัง ดังนั้นจึงทำให้การดูแลรักษาซับซ้อนมากขึ้น ทำให้สมาชิกในบ้านต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด และขณะอยู่ในโรงพยาบาลก็เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลกดทับ ปอดบวม ติดเชื้อในระบบต่างๆ เป็นต้น

การลื่นหกล้มเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้ โดยต้องทราบสาเหตุของการลื่นล้ม เช่น สาเหตุทางกาย ได้แก่ การทรงตัวไม่ดี ขาอ่อนแรง ชา อ่อนเพลีย หน้ามืด มีปัญหาด้านสายตาและการได้ยิน การรับยาที่มีผลต่อระบบการไหลเวียนโลหิต เป็นโรคกระดูกพรุนสาเหตุจากสิ่งแวดล้อม พื้นลื่น เปียก มีหยดน้ำ พื้นผิวขรุขระมีขั้นสูงต่ำ ขอบไม่เรียบ แสงสว่างไม่เพียงพอ อุปกรณ์ของใช้ไม่มั่นคงชำรุด ใช้อุปกรณ์ช่วยเดินไม่เหมาะสม สวมใส่เสื้อผ้า รองเท้าไม่พอดี

photo

สำหรับการดูแลสุขภาพสำหรับ “ผู้สูงอายุ” ควรรับประทานอาหารให้เพียงพอ เน้นผักและผลไม้ เพื่อรักษาสมดุลของร่างกายและต้านทานโรค ไม่ควรงดอาหาร ทำให้อ่อนเพลีย มึนงง มีการเคลื่อนไหวทุกวัน เดินหรือออกกำลังกายตามวัย เช่น ไทจี๋ เพื่อรักษาความยืดหยุ่นของข้อและสมดุลของร่างกาย สอบถามแพทย์หรือเภสัชทุกครั้งที่รับยาถึงผลข้างเคียงของยา ได้แก่ ยาที่ทำให้ง่วงซึม ยากล่อมประสาท ยาลดความดันโลหิต และยาขับปัสสาวะ หรือมีประวัติการใช้ยาเป็นประจำตั้งแต่ 4 ชนิดขึ้นไป (ไม่รวมวิตามิน) ถ้ารับยาที่มีผลทำให้ง่วงซึม หลับ ต้องปรับเปลี่ยนการทำกิจวัตรประจำวันเพื่อลดภาวะเสี่ยงต่อการลื่นล้ม ห้ามผสมยากับแอลกอฮอล์ ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์เพราะเป็นสาเหตุของการลื่นล้ม ไม่อายที่จะใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน ตรวจสอบอุปกรณ์ช่วยเดินให้มีความสูงเหมาะสมและมั่นคง

 

สุดท้ายเทคนิคกันล้มที่ลูกหลานควรใส่ใจ นั่นคือ “บ้าน” สถานที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด แต่สำหรับ “ผู้สูงวัย” แล้วบ้านอาจเป็นอันตรายหรือร้ายกว่าที่คิด หากเราไม่เตรียมพร้อมป้องกันให้ดีอาจทำให้ท่านลื่นหกล้มบาดเจ็บ พิการ และเสียชีวิต จนอาจกลายเป็นฝันร้ายของคนในบ้าน ฉะนั้นจึงมีเทคนิคกันล้มง่ายๆ จากศูนย์กระดูกและข้อกรุงเทพ รพ.กรุงเทพ มาฝากกันง่าย 8 ข้อง่ายๆ ได้แก่

photo

1. เพิ่มแรงเสียดทานให้พื้น

คือติดแผ่นกันลื่น ใช้วัสดุไม้สังเคราะห์ หรือถ้าเป็นกระเบื้องในห้องน้ำควรใช้กระเบื้องแผ่นเล็ก มีผิวด้านหรือผิวสัมผัสเป็นลวดลาย
photo

2. ทางลาดต้องมี

เพื่อผ่อนแรงผู้ป่วยพักฟื้นที่ใช้วีลแชร์ ควรทำทางลาดไว้ตามทางลงบันใดต่างๆ ให้มีความชันไม่เกิน 5 องศา กว้างไม่น้อยกว่า 90 ซม. ทางลาดยาวไม่เกิน6 เมตร

photo

3. ขนาดเตียงที่เหมาะสม

เลือกเตียงให้มีทางยาวไม่น้อยกว่า 180 ซม. สูงประมาณ 40 ซม. (สำหรับการใช้รถเข็น) หรือสูงจากพื้นถึงข้อพับเข่า โดยให้รอบเตียง3 ด้านมีพื้นที่ว่างอย่างน้อยด้านละ 90 ซม.

photo

4. ประตูดีต้องเปิดง่าย

เปลี่ยนจากลูกบิดแบบหมุนมาเป็นคันโยกเพื่อทุ่นแรง ประตูต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 90 ซม. หรือมีความกว้างมากกว่าความกว้างของวีลแชร์ หรือจะเปลี่ยนเป็นประตูบานเลื่อนแบบไม่มีธรณีประตูก็ได้เช่นกัน
photo

5. ราวจับกระชับทุกก้าว

ติดตั้งราวจับลักษณะสั้น-ยาว หรือตัวแอล-ตัววี ที่เหมาะกับการใช้งานไว้ตามจุดต่างๆ เช่น บันได ห้องน้ำ ผนังทางเดิน เป็นต้น โดยติดตั้งไว้สูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 80-100 ซม.

photo

6. แสงไฟส่องสว่าง

เลือกใช้แสงแบบ Day Light สวิตช์ไฟควรมีขนาด 5-7.5 ซม. ให้อยู่ในระยะเอื้อมถึงสะดวก สูงจากพื้นอย่างน้อย 45 ซม. แต่ไม่เกิน 90 ซม.

photo

7. ฟังก์ชั่นเพื่อผู้สูงวัย

ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ในบ้านควร จะมีฟังก์ชั่นที่เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน เช่น ราวแขวนผ้าที่ปรับระดับสูงต่ำได้ ไม่ต้องเอื้อม เป็นต้น

photo

8. ตัวช่วยยามฉุกเฉิน

ติดตั้งอุปกรณ์เสริม เช่น สวิตช์ดึงเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินในห้องน้ำหรือที่หัวเตียง เป็นต้น

รีวิวเที่ยวเชียงคานกับ รถเข็นไฟฟ้าElife รุ่น Lite1

รีวิวเที่ยวเชียงคานกับ รถเข็นไฟฟ้าElife รุ่น Lite1

รีวิวเที่ยวเชียงคานกับ รถเข็นไฟฟ้าElife รุ่น Lite1

               ท้องฟ้าสดใส กับบรรยากาศที่ปลอดโปร่ง นับเป็นช่วงเวลาที่ดีในการจัดทริปท่องเที่ยวสักทริป เพื่อพาคนในครอบครัวไปเปลี่ยนบรรยากาศ เปลี่ยนที่พักหลับนอน อาหารการกิน ให้เป็นกำไรชีวิตในช่วงวันหยุด ก่อนจะกลับมาลุยงานกันต่อ ซึ่งทริปนี้เป็นทริปที่ใช้ระยะเวลาเพียงสั้นๆแค่ 2วัน 1คืน โดยจังหวัดที่เราเลือกไป คือ จ.เลย พูดถึง เลย คงไม่มีใคร ที่จะไม่รู้จัก เชียงคาน เมืองแห่งวัฒนธรรม กลิ่นอายแม่น้ำโขง ขึ้นชื่อถนนคนเดิน สืบสานความสัมพันธ์ไทย-ลาว

***แล้วเราจะรู้สึกว่าเวลาเดินช้า ถ้าได้มาลองพักผ่อนกับเมืองเล็กๆแห่งนี้***

โดยการเดินทางครั้งนี้ จะพิเศษกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะเราได้นำรถเข็นไฟฟ้า รุ่น Lite1 พกพาไปด้วย เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในทริปนี้ และเชื่อว่าทุกคนในครอบครัวต้องมีความสุขกับทริปเล็ก ๆ ในครั้งนี้แน่นอนค่ะ

สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือวันและเวลาต้องพร้อมตรงกัน เมื่อได้วันที่พร้อมแล้ว ก็ลุย จองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก รถเช่า กันเลยค่ะ สายการบินที่ลงสนามบิน จ.เลย มีแค่ 2สายเท่านั้น คือ นกแอร์ และแอร์เอเชีย ลองตามโปรโมชั่นกันดูนะคะ รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน ตั๋วถูกพอๆกับนั่งรถทัวร์กันเลยทีเดียว พอ Booking ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมโอนเงินกันด้วยล่ะ ข้อนี้สำคัญมากกกก

อย่างที่กล่าวไว้ทริปนี้คือทริปพิเศษเพราะเรามีสิ่งอำนวยความสะดวกไปด้วย ฉะนั้นก็จะต้องเพิ่มความพิเศษเข้ามาเล็กน้อย การที่เราจะนำรถเข็นไฟฟ้า ขึ้นเครื่องบินได้นั้น ไม่ใช่ว่าจะสามารถนำขึ้นได้ทุกรุ่นนะคะ ข้อนี้สำคัญมาก ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อรถเข็นไฟฟ้านั้น ต้องสอบถามข้อมูลจากผู้ขายให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อน จุดสำคัญ มีเพียงข้อเดียวเท่านั้น คือ “แบตเตอรี่” ต้องเป็นประเภทลิเธียมไออ้อน (Lithium Ion) เท่านั้น และความจุแบต ต้องไม่เกิน 32,000 มิลลิแอมป์ ซึ่งสายการบินส่วนใหญ่ใช้กฏระเบียบนี้ เอ้า!!!แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่ากี่มิลลิแอมป์ เพราะส่วนใหญ่ กฏสากล จะระบุขนาดของแบตฯ(ความจุ)ข้างตัวแบต มีหน่วย เป็น V (โวลต์) และ Ah (แอมป์) เท่านั้น แต่ด้วยความรู้ที่สะสมมาทั้งหมดที่มี การคิดคำนวณเป็นมิลลิแอมป์ ก็ง่ายแสนง่าย

                                                               ตัวอย่างเช่น 12V 6 AH คิดเป็นมิลลิแอมป์ (mAh) คือ นำ AH *1000 ดังนั้น แบตฯก้อนนี้ มีความจุ เพียงแค่ 6,000 มิลลิแอมป์ เท่านั้น

หรือ บางก้อน ระบุว่า 12 V 10 AH  คิดเป็นมิลลิแอมป์ ได้10,000 มิลลิแอมป์

เห็นไหมค่ะ ว่าง่ายนิดเดียว คิดไม่อยากเลย คราวนี้เราก็มั่นใจได้ ล้านเปอร์เซ็น ว่าสามารถนำรถเข็นไฟฟ้าเครื่องบินได้แน่นอนค่ะ แต่!!! กฏระเบียบการนำรถเข็นไฟฟ้าขึ้นเครื่องบินนั้นก็จะมีกฏแยกย่อยของแต่ละสายการบิน ซึ่งกฏต่างกันไม่มาก เรียกว่าเป็นเงื่อนไขแล้วกันค่ะ  ซึ่งแนะนำว่าให้ติดต่อสอบถามไปที่Call Center ของสายการบินนั้นๆ ทุกครั้งนะคะ เพื่อการเตียมตัวที่ถูกต้อง  แต่ครั้งนี้เราได้เลือกใช้บริการของสายการบินแอร์เอเชีย ซึ่งมีข้อปฏิบัติดังนี้ คือ

1.หลังจากที่จองตั๋วเครื่องบิน เรียบร้อยแล้ว ให้โทรไปที่ Call center เจ้าหน้าที่จะให้บริการคำแนะนำในการเตรียมเอกสารเกี่ยวกับแบตเตอรี่เพื่อนำขึ้นเครื่องบิน

2.ส่งรายละเอียดต่างๆของรถเข็น+แบตเตอรี่ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่  ไปที่ E-mail : thailand-support@airasia.com

—-หลังจากส่งเรียบร้อยให้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่อีกครั้ง หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะส่งแบบฟอร์มมาให้เรากรอก พอกรอกเอกสารเรียบร้อย ให้ส่งกลับไปที่ Emailเดิม อีกรอบ และโทรแจ้งเจ้าหน้าที่อีกครั้งหนึ่ง

—-หลังจากที่เจ้าหน้าที่คอนเฟิร์มกับเราว่าเอกสารเรียบร้อยแล้ว รอประมาณ 2-3 วัน ให้โทรไปเช็คกับCall center อีกครั้ง เพื่อการยืนยันที่ถูกต้อง หากทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็ปริ้นแบบฟอร์มนี้ ไปในวันเดินทางด้วยค่ะ เพราะต้องนำไปประกอบเอกสารชี้แจ้งกับเจ้าหน้าที่สบามบิน

ตื่นเต้นๆวันเดินทางมาถึงแล้ว…ออกเดินทางไปสนามบินกันแต่เช้า เพื่อรอเตรียมการเช็คอิน แนะนำว่าต้องไปเช็คอินที่หน้าเคาน์เตอร์เช็คอินเท่านั้นนะคะ

พราะเราต้องนำเอกสารที่เตรียมกับทาง Call center ให้เจ้าหน้าที่หน้าเคาน์เตอร์เซ็นรับทราบ   เรื่องนำวีลแชร์ไฟฟ้ามีแบตเตอรี่ขึ้นเครื่องบิน หลังจากการประสานงานหน้าเคาน์เตอร์เช็คอินเรียบร้อยแล้ว ต้องนำแบตออกจากตัวรถเข็น เพราะแบตฯเราต้องถือขึ้นเครื่องบินเท่านั้น ส่วนรถเข็นไฟฟาของเรา เจ้าหน้าที่จะนำแท๊กมาติดที่ตัวรถและนำไปสแกนที่ห้องสแกนแล้วนำไปโหลดให้เราเลยค่ะ หลังจากนั้นเราก็ดำเนินการตามปกติ เข้าไปรอที่ Gate รอเวลาเจ้าหน้าทีเรียกขึ้นเครื่องบิน พร้อมเดินทางไป เลย กันค่ะ

 

 

 

                                                                                                           เย้ !! มาถึงเชียงคานแล้ว ลุยต่อกันเลย เที่ยวต่อกันเลยค่ะ        

 

                                                                                          จุดชมวิวแม่น้ำโขง ฝั่งตรงข้ามคือ สาธารณะธิปไตย์ประชาชนลาวนั้นเอง

 

                                                                                                                               วิวยามเย็นก็สวยไม่แพ้กัน

 

                                                                                                                   แวะไหว้พระกันซะหน่อย เพื่อความเป็นสิริมงคล

 

        มาเที่ยวถนนคนเดินกันต่อ บรรยากาศช่วงเย็นก็ครึกครื้นไม่แพ้ช่วงมืดค่ำ มีร้านขายของมากมายให้เราเลือกซื้อ ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน ร้านจำหน่ายของที่ระลึก เสื้อผ้าสวยๆทั้งนั้นเลย

 

           นี่คือที่พักของเราค่ะ ดิ โอลด์ เชียงคาน บูติกโฮเทล เป็นที่พักที่มีเรื่องราวความเป็นมา และยังเป็นบ้านเก่าแก่ของคนสำคัญที่เชียงคานด้วยนะคะ สวยงามมากๆเลย

 

                                                                                                       ด้านหลังที่พักคือ แม่น้ำโขง ตื่นมาตอนเช้ามองหนามากๆ

 

                                                   ไหนๆเราก็มาถึงเชียงคานกันแล้ว เรามาร่วมสืบสานประเพณีวัฒธรรมตักบาตรข้าวเหนียว เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต

 

                                                                                  กินข้าวเช้ากัน นี้คืออาหารขึ้นชื่อของเชียงคาน “ข้าวเปียกเส้น” ขอกระซิบว่า อร่อยมากๆ

 

                                                                                                                 ท้องอิ่มแล้ววเดินเก็บบรรยากาศกันก่อนกลับบ้าน

ไว้มาใหม่นะเชียงคาน  เราหลงรักเธอมากๆ แต่ไม่อยากขึ้นคานนะ 555555

การนำรถเข็นไฟฟ้ารุ่น Lite1 ซึ่งเป็นรถเข็นไฟฟ้าน้ำหนักเบาเพียง 13.5 กิโลกรัม มาเที่ยวด้วย ช่วยทำให้การเดินทางง่ายขึ้นมากๆ พับ เก็บ กาง สะดวกสุดๆ ยกเคลื่อนย้ายก็เบามาก สลับกันนั่งกับคุณพ่อ เที่ยวได้สนุก ไม่เหนื่อยเลยค่ะ คุ้มค่ามากจริงๆ  มีการแอบกระซิบว่า มี Lite1 แล้ว ต่อไปนี้จะเที่ยวให้หนำใจเลย ได้ยินเช่นนี้แล้วปลื้มใจจริงๆค่ะเห็นรอยยิ้มของทุกคนแล้วยอมรับเลยล่ะคะว่า แฮปปี้สุดๆ  ><

หากใครไม่อยากเหงาเที่ยวคนดียว แนะนำพาคุณพ่อคุณแม่ปู่ย่าตายายไปด้วยนะคะ ไม่ต้องห่วงการเดินทางเลย เพียงแค่นำวีลแชร์ไฟฟ้าคันเล็กๆสักคันที่ตอบโจทย์ในทุกๆด้าน รับรองค่ะว่า “ไม่ผิดหวังแน่นอน” ไว้เจอกันใหม่ทริปหน้านะคะ

 

#Elifeพาเที่ยว #เที่ยวเมืองเลย #เชียงคานสวยมาก

 

รีวิวการนำรถเข็นนั่ง (Wheelchair Manual) ขึ้นเครื่องบิน

รีวิวการนำรถเข็นนั่ง (Wheelchair Manual) ขึ้นเครื่องบิน

     รีวิวการนำรถเข็นนั่ง (Wheelchair Manual) ขึ้นเครื่องบิน น น น ….

       สวัสดีค่ะ แฟนคลับElife ทุกท่าน เป็นอย่างไรกันบ้างคะ? เวลาผ่านไปเร็วซะเหลือเกิน จนล่วงเลยมาครึ่งปีแล้ว หลายท่านคงมีความสุขในใช้การชีวิตที่ดี แต่บางท่านอาจจะมีความทุกข์บ้างให้เป็นสีสันของการดำเนินชีวิต แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้น แอดมินเชื่อนะคะว่า จะเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับชีวิตเราค่ะ เพราะถึงอย่างไรเราก็ต้องทำการแสดงและดำเนินชีวิตกันต่อไป เพื่อให้โลกใบนี้มีสีสันมากยิ่งขึ้น
แต่จะว่าไปทางElifeเองก็มีประสบการณ์ที่ดีอีกอย่างหนึ่ง ที่อยากจะนำมาแชร์และแบ่งปัน เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับนักเดินทางทุกท่าน ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม นั้นก็คือ การนำรถเข็นนั่ง(Wheelchair Manual) ขึ้นเครื่องบิน พาคนในครอบครัวไปเที่ยวค่ะ

หลายครั้งการเดินทางคนเดียวอาจจะเหงา แต่ครั้งนี้ไม่เหงาแน่นอนค่ะ ถ้าเราพาคนที่เรารักไปเที่ยวด้วย แต่ก็อย่างว่าล่ะค่ะ ท่านคงกล่าวปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่เริ่มเดินทาง ด้วยความเกรงใจลูกหลาน แต่ลูกหลานอย่างเรา ก็เป็นคนรุ่นใหม่ซะด้วยซิ อย่ารอช้าค่ะ ทำการจองตั๋วเครื่องบิน จองที่พัก รถเช่า อย่างรวดเร็ว ยุคนี้คือยุคดิจิทัลทุกอย่างทำง่ายเพียงปลายนิ้ว ใช้เวลาก็แสนจะน้อยนิด

   ซึ่งพระเอก ของเราในทริปนี้ก็คือ รถเข็นนั่งManual รุ่น EW11Plus นั่นเองค่ะ หลายท่านคงสงสัย การนำรถเข็นนั่ง(Wheelchair Manual)ขึ้นเครื่องบินได้ด้วยหรอคะ?    ขึ้นได้ค่ะ และไม่มีค่าบริการน้ำหนักเพิ่มเติมด้วยนะคะ รู้แบบนี้แล้วก็คลายความกังวลใจไปได้เปราะนึง แล้ววิธีการนำรถเข็นนั่ง Manual รุ่น EW11Plus ขึ้นเครื่องบิน มีวิธีการอย่างไรบ้าง รายละเอียดตามด้านล่างนี้เลยค่ะ

1.ทำการสำรองตั๋วเครื่องบินตามปกติ มีนักเดินทางกี่ท่านระบุให้ครบ ให้ชัดเจน และอย่าลืมชำระค่าตั๋วด้วยนะคะ

2.เช็คอินที่สนามบิน ต้องไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์เช็คอินเท่านั้นนะคะ และต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ขณะเช็คอินว่า “เรามีวีลแชร์ไปด้วย” คุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่า ตายาย (หรือใครสักคนที่มีความจำเป็นต้องใช้) หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จะนำแท๊กติดที่ตัวรถเข็นให้เราค่ะ พอเช็คอินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถนำเข็นรถ เข็นไปที่Gate ได้เลย รอเวลาขึ้นเครื่องบินค่ะ ** ไม่แนะนำให้เช็คอินออนไลน์นะคะ เนื่องจากเรามีรถเข็นและต้องนำขึ้นเครื่องบิน จำเป็นต้องติดแท๊กเพื่อนำขึ้นเครื่องบินค่ะ **

 

3.พอถึงเวลาBoarding time (บอร์ดดิ้งไทม์) เจ้าหน้าที่จะประกาศให้เตรียมตัวขึ้นเครื่องบิน เราก็ไปต่อกันเลยค่ะ เข็นผู้นั่งจนไปถึงหน้าประตูเครื่องบินได้เลย และก็พับรถเข็นไว้ที่หน้าประตูเครื่องบิน เราก็เดินไปที่นั่งตามปกติ รถเข็นที่พับไว้หน้าประตูเครื่องบิน จะถูกนำไปเก็บไว้ที่ช่องใต้เครื่องบินนั้นเองค่ะ ..ได้เวลาเดินทางกันแล้ว…ไปกันเลยค่ะ …….

 

4.พอถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย รถเข็นของเราก็จะถูกนำมาวางไว้ที่หน้าประตูเครื่องบินหรือข้างล่างเครื่องบินเราสามารถหยิบรถเข็นเพื่อนำมากาง เตรียมความพร้อมใช้งานต่อได้ทันทีเลยค่ะ

 

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ การนำรถเข็นขึ้นเครื่องบินไม่ยากเลยใช่ไหมคะ ขั้นตอนก็ง่ายนิดเดียว และยังได้รับการบริการจากเจ้าหน้าที่สนามบินเป็นอย่างดี และที่สำคัญหากเรามีรถเข็นนั่ง ได้พาคนที่เรารักไปเที่ยวด้วยยิ่งช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวของเราอีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องราวดีๆ ที่ทำให้ทุกคนมีความสุข

เพิ่มเติม : หากต้องการนำรถเข็นนั่งธรรมดา(Wheelchair Manual) ขึ้นเครื่องบิน สามารถนำขึ้นเครื่องบินได้ทุกรุ่น เนื่องจากไม่มีมอเตอร์และแบตเตอรี่ แต่ถ้าหากต้องการใช้งานได้ดีเหมาะแก่การท่องเที่ยว Elife ขอแนะนำรุ่นรถเข็นนั่งEW11 ,EW11 Plus และ EW112 ค่ะ เพราะโมเดลรถเข็นรุ่นเหล่านี้ เล็กกระทัดรัดใช้งานได้ดี เรียกได้ว่าจิ๋วแต่แจ๋วนั่นเองค่ะ

 

ข้อสำคัญ: แต่ละสายการบินมีกฏระเบียบการนำรถเข็นนั่งธรรมดา (Wheelchair Manual) ขึ้นเครื่องบินที่แตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่ใช้กฏระเบียบคล้ายกันแต่เพื่อป้องกันการผิดพลาด แนะนำให้ติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่สายการบินทุกครั้งก่อนการเดินทางเพื่อการเตรียมตัวที่ถูกต้องค่ะ   

 

 

                                     
 

                                                                                                                                                                                        **ขอขอบคุณสายการบินแอร์เอเชีย ที่อำนวยความสะดวกในการเดินทาง**

การนั่งตัวตรงมีประโยชน์อย่างไร

การนั่งตัวตรงมีประโยชน์อย่างไร

การนั่งตัวตรงมีประโยชน์อย่างไร

     การนั่ง ไม่ว่าจะเป็นการนั่งเรียนหนังสือ การนั่งทำงานหรือการนั่งเพื่อทำกิจกรรมต่างๆที่อยู่บนเก้าอี้เป็นเวลานานๆ รวมถึงผู้ที่มีปัญหาสุขภาพและผู้พิการ หากนั้งไม่ถูกวิธี หรือนั่งในทวงท่าที่ไม่ถูกต้อง ย่อมเกิดผลเสียให้

กับร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ใช้รถเข็นนั่ง ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เวลาหลายชั่วโมงในการนั่ง ดังนั้นรถเข็นนั่งจึงไม่เป็นเพียงแค่อุปกรณ์ช่วยในการเคลื่อนที่แต่ยังช่วยประคองให้ผู้นั่ง นั่งตัวตรงอย่างสบายอีกด้วยนั้นเองท่าทาง

หมายถึง รูปแบบการจัดวางส่วนต่างๆของร่างกาย รถเข็นนั่งที่มีขนาดเหมาะสม ควรช่วยรองรับ ร่างกายของผู้ใช้รถเข็นนั่งให้อยู่ในท่านั่งตัวตรง บางครั้งการนั่งตัวตรงอาจเรียกว่า ท่านั่งแบบธรรมชาติ และการนั่งตัวตรงมี

ประโยชน์ต่อผู้ใช้รถเข็นนั่งและรถเข็นนั่งผู้พิการ ในหลายด้าน ดังนี้

สุขภาพ  ท่านั่งตัวตรงช่วยในการย่อยอาหารและการหายใจ หาก2ระบบนี้ในร่างกายทำงานได้ดีและถูกวิธี ก็ช่วยป้องกันการเกิดโรคร้ายต่างๆในร่างกายเราได้ จะได้มีสุขภาพดี สุขภาพดีแล้วจิตใจก็แจ่มใสไปด้วยค่ะ

ความมั่นคง  ท่านั่งตัวตรงช่วยให้มีความมั่นคงของท่านั่งมากขึ้นในขณะที่นั่งรถเข็น

การกระจายน้ําหนัก  ขณะนั่งตัวตรงน้ําหนักของร่างกายกระจายอย่างทั่วถึง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ

ความสบาย  เมื่อร่างกายมีการกระจายน้ําหนักอย่างทั่วถึงจะทําให้เกิดความสบายมากขึ้นแก่ผู้นั่งมากขึ้น

ป้องกันปัญหาด้านท่าทาง  การนั่งตัวตรงจะช่วยลดโอกาสในการผิดรูปของกระดูกสันหลังในอนาคตซึ่งข้อนี้สำคัญมากค่ะ เนื่องจาก กระดูกสันหลังเป็นส่วนสำคัญในการทรงตัวในท่าทางต่างๆ

ความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตนเอง  การนั่งตัวตรงจะช่วยให้ผู้ใช้รถนั่งรถเข็นเกิดความรู้สึกดีกับตนเอง มีความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งข้อนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนี่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกๆท่านไม่ว่าจะเป็นการนั่ง หรือการยืน

เป็นต้น

 

แม้ว่าการนั่งตัวตรงจะมีประโยชน์มากมาย แต่หากไม่มีการรองรับท่าทางอาจเป็นเรื่องยากที่จะคงท่านั่งนี้ ได้ทั้งวัน นั่นเป็นเหตุผลที่คนที่ไม่พิการต้องมีการเปลี่ยนท่าทางตลอดทั้งวัน ดังนั้นผู้ที่ต้องนั่งบนรถนั่ง ตลอดทั้งวัน

จําเป็นต้องได้รับการรองรับท่าทางอย่างเพียงพอเพื่อให้สามารถนั่งตัวตรงได้ตลอด ซึ่งรถเข็นนั่ง (Wheechair) ที่มีโครงสร้างที่ดี ต้องเป็นรถเข็นที่ถูกต้องตามมาตรฐานในการผลิตรถเข็นนั่งทั้งธรรมดา และ

ไฟฟ้า และหากทุกท่าน ต้องการดูสินค้ารถเข็นที่ได้รับมาตรฐาน สามารถเข้าชมได้ตามเว็บไซต์นี้ได้เลยค่ะ www.elifegear.com เพราะที่นี้เป็นร้านจำหน่ายรถเข็น(Wheelchair)ที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ต่อผู้ใช้งานอย่าง

ดีทีเดียวเลยค่ะ

 

 

โรคผู้สูงอายุ

โรคผู้สูงอายุ

  สังคมไทยทุกวันนี้มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น หันไปทางไหนก็มีแต่ผู้สูงอายุเต็มไปหมด (ซึ่งเราก็จะเป็นผู้สูงอายุในวันข้างหน้าเหมือนกัน) การใช้ชีวิตประจำวันก็ไม่สะดวกสบายเหมือนเดิม อันเนื่องมาจากปัญหาสุขภาพ ที่เสื่อมโทรมไปตามวัย บ้างก็ประสบปัญหาปวดเข่า หูตาฝ้าฟาง เป็นต้น

 

ในขณะที่พื้นที่สาธารณะหลายๆแห่ง ที่รวมถึงหลากหลายครอบครัว ก็เริ่มให้ความสำคัญกับปัญหาเหล่านี้ อย่างหนึ่งที่เริ่มทำกันคือ การมองหาวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ให้เอื้อกับผู้สูงอายุได้ใช้ และได้เข้าถึง เช่น การมีลิฟท์สำหรับการใช้รถไฟฟ้า นอกเหนือจากบันไดเลื่อน การมีห้องน้ำเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ หรือแม้กระทั่งการเลือกหา รถเข็นนั่งวิลล์แชร์ และวิลล์แชร์ไฟฟ้า ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ จำเป็นอย่างมากในการในการเคลื่อนไหว และการเดินทาง โดยโรคส่วนใหญ่ที่เราพบในผู้สูงอายุ จะเป็นโรคที่เกี่ยวกับกระดูก การเดิน หรือการเคลื่อนไหว ยกตัวอย่างเช่น

1.โรคกระดูกพรุน  เป็นโรคที่พบในผู้สูงอายุทุกคน อันมีสาเหตุสำคัญจากการทำงานของฮอร์โมนที่ลดลง

สิ่งกระตุ้นที่ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุน

– ไม่ได้รับแคลเซียมเพียงพอ

– กรรมพันธุ์

– การใช้ยาสำหรับโรคบางอย่างทำให้เกิดการลดความหนาแน่นของกระดูก เช่น ยาคอร์ติโซน สำหรับโรคไขข้ออักเสบ ยาเฮปาริน สำหรับโรคหัวใจและความดันโลหิต

– การสูบบุหรี่หรือดื่มสุราเป็นประจำ

– ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ดื่มชา หรือกาแฟ ซึ่งมีผลทำให้กระดูกเสื่อมง่าย

– ฮอร์โมนลดลง เช่น ในหญิงวัยหมดประจำเดือน

– ขาดการออกกำลังกาย

– ขาดวิตามินดี เพราะในวิตามินดี มีความจำเป็นในการดูดซึมแคลเซียมไปใช้

ทำอย่างไรให้ห่างไกลโรคกระดูกพรุน

– ออกกำลังกายเป็นกิจวัตร

– เมื่อมีความเจ็บปวดไม่ว่าสาเหตุใด ควรรีบทำกายภาพบำบัดหรือเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายให้เร็วที่สุดเท่าที่สภาพร่างกายจะเอื้ออำนวย

– ควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงเช่นปลากระป๋องปลาเล็กปลาน้อยหรือดื่มนมพร่องมันเนยผักผลไม้เป็นต้นมา

– งดดื่มสุราและงดสูบบุหรี่

– หลีกเลี่ยงการซื้อยารับประทานเอง เช่น ยาลูกกลอน เพราะมันจะมีสารสเตียรอยด์สะสมอยู่จะทำให้กระดูกพรุนโดยไม่รู้ตัว

 

2.โรคข้อเสื่อม  เกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่กระดูกอ่อนผิวข้อเป็นหลัก โดยมากเป็นตำแหน่งข้อ คือ มีอาการปวดและมักเป็นหลังจากที่มีการใช้ข้อมากกว่าปกติ อาจมีอาการเจ็บด้านใดด้านหนึ่งของข้อได้ หรืออาจมีอาการบวมแดง แต่เมื่อได้พักอาการปวดก็จะลดลงหรือหายไป แต่อาการจะเป็นๆหายๆ ขึ้นอยู่กับการใช้งานข้อนอก จากนี้ยังมีอาการข้อฝืดเกิดขึ้นจากการหยุดการเคลื่อนไหวข้อเป็นเวลานาน เช่น นั่งท่าเดียว นั่งสมาธิและนั่งพับเพียบฟังเทศน์ เป็นต้น

สิ่งกระตุ้นที่ทำให้เป็นโรคข้อเสื่อม

– อายุมากขึ้น

– พันธุกรรมและโรคทางเมตาโบลิค เช่น โรคเก๊าท์

– เป็นโรคที่ทำให้เกิดข้ออักเสบ เช่น โรคข้อ รูมาตอยด์ หรือข้ออักเสบติดเชื้อ

– การได้รับบาดเจ็บของข้อ อาจมีการเคลื่อนไหวข้อซ้ำๆ หรือมีน้ำหนักที่กดทับลงผิดข้อ ก็มีโอกาสเกิดข้อเสื่อมได้

– อาชีพการงานที่มีการใช้นิ้วมือมาก

– ความอ้วน พบว่า คนอ้วนมีโอกาสเกิดโรคข้อเสื่อมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเพศหญิง ซึ่งมักเป็นที่ข้อรับน้ำหนัก เช่น ข้อเข่า เป็นต้น

– กล้ามเนื้อต้นขาเหนือเข่าอ่อนแรงหรือลีบ จะมีโอกาสเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมสูงขึ้น

ทำอย่างไรให้ห่างไกลโรคข้อเสื่อม

– หมั่นออกกำลังกาย บริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรง

– การนั่งส้วมไม่ควรนั่งยอง ควรปรับเปลี่ยนเป็นชักโครก หรือหาม้าสามขา มาคร่อมบนส้วมซึม

– ไม่ควรนั่งกับพื้น หรือทำกิจกรรมที่ต้องก้มเป็นเวลานาน

– หลีกเลี่ยงการขึ้นบันไดหรือที่สูงชัน

– หลีกเลี่ยงการยกของหนัก

– หากมีน้ำหนักตัวมากหรืออ้วน ควรควบคุมอาหารและออกกำลังกายสม่ำเสมอ

                                ซึ่งโรคเหล่านี้มีผลกระทบเรื่องทางการเดิน หรือ การเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุ บางท่านอาจจะมองว่าผู้สูงอายุ อายุก็มากแล้ว จะเดินทางไปไหนมาไหน ทำให้ลำบาก อยู่แต่ในบ้านดีแล้ว แต่นั่นเป็นมุมมองที่ผิด เพราะผู้สูงอายุไทย ยังไม่คุ้นชินกับการดูแลตัวเอง จึงไม่เพียงแค่ต้องปรับตัวเท่านั้นแต่ยังต้องปรับใจด้วย

                    มีโอกาสไหม ? ที่เราจะสร้างโลกที่เหมาะกับโลกผู้สูงอายุ โลกที่พวกเขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข สามารถดำเนินชีวิตด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือมากนัก ขจัดความรู้สึกว่าไม่อยากออกจากบ้าน เพราะออกไปแล้วใช้ชีวิตลำบาก…โลกใบนี้ไม่ใช่ที่ของฉัน

ชมรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ http://www.elifegear.com/shop/lite1-pw37-ultralight/

 
 

” ดังนั้นไอเทมสำคัญสำหรับผู้สูงอายุที่ขาดไม่ได้เลย ก็คือรถเข็นนั่ง หรือ รถเข็นไฟฟ้า ที่จะทำให้ผู้สูงอายุเหล่านั้น ได้เดินทางออกไปข้างนอกเพื่อเปิดหูเปิดตา รับอากาศบริสุทธิ์ และยังส่งผลให้สภาพจิตใจของผู้สูงอายุนั้นดีขึ้น มองโลกในแง่ดี และสามารถดูแลตัวเองได้ เพียงเพราะมีรถเข็นนั่ง หรือ รถเข็นไฟฟ้า ไว้คอยเป็นเพื่อนคู่ใจ ที่จะก้าวเดินออกไปข้างนอกพร้อมกัน “