fbpx

สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์และสติ๊กเกอร์คนพิการ

สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์และสติ๊กเกอร์คนพิการ

ในอีดตสังคมไทยมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มักจะถูกมองข้ามไป นั่นคือ คนพิการ หรือผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็นวีลแชร์ แต่ในปัจจุบันนี้สังคมได้ให้ความสำคัญ กับคนพิการ และผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็นวีลแชร์กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของสถานที่ประกอบการ มีการรับคนพิการเข้าทำงาน ซึ่งเป็นการขยายโอกาสให้กับคนพิการได้มีอาชีพ มีงานทำเพื่อสร้างรายได้ หรือคนปกติทั่วไปสามารถใช้ชีวิตร่วมกันกับคนพิการ หรือผู้สูงอายุที่ต้องใช้รถเข็นวีลแชร์เพื่อเป็นตัวช่วยในการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง ซึ่งหลายครั้งในการเดินทาง เรามักจะพบผู้พิการ หรือผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็นวีลแชร์เดินทางไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง หลายครั้งเจอเพื่อนร่วมทาง หรือพลเมืองดีคอยให้การช่วยเหลือ พอมองดูแล้วเป็นภาพที่น่ารักและอบอุ่นที่คนไทยมีน้ำใจคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

นั่งวีลแชร์ขึ้นรถไฟสายสีม่วง ส่อง"สิ่งอำนวยความสะดวกคนพิการ" - โพสต์ทูเดย์ รายงานพิเศษ

จะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมมือกันพยายามให้ความสำคัญกับผู้พิการและผู้ที่ใช้รถเข็นวีลแชร์ในการเดินทางในแต่ละวัน และจัดระเบียบสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณพื้นที่สาธารณะให้กับผู้พิการไว้อย่างหลากหลาย เช่น ผู้พิการที่ต้องเดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส จะได้รับยกเว้นค่าโดยสารตลอดเส้นทางขางการเดินทาง เพียงแค่แสดงสมุดประจำตัวคนพิการ หรือบัตรประจำตัวคนพิการต่อเจ้าหน้าที่ นอกจากนั้นยังจะได้รับความดูแลจากเจ้าหน้าที่ประจำสถานี จนถึงสถานีปลายทาง รวมถึงขบวนในรถไฟฟ้าเองก็มีอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการที่ใช้รถเข็นวีลแชร์ด้วย
หรือแม้กระทั่งผู้สูงอายุที่มีบัตรผู้สูงอายุ หรือมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ก็สามารถได้รับการลดหย่อนค่าโดยสาร เพราะส่วนใหญ่ผู้สูงอายุบางท่านยังแข็งแรง สามารถเดินทางออกไปไหนมาไหนได้ แต่เมื่ออายุเยอะขึ้น ทำให้ไม่มีรายได้ ดังนั้นผู้สูงอายุต้องได้รับสิทธิช่วยเหลือด้านค่าโดยสารยานพาหนะ ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา 11 (6) ว่าด้วยสิทธิการช่วยเหลือด้านค่าโดยสารยานพาหนะตามความเหมาะสม

สิทธิการเข้าถึงการขนส่งสาธารณะของคนพิการ และผู้สูงอายุ ต้องเท่าเทียมกัน 

สิทธิการลดค่าโดยสาร ผู้สูงอายุ VS ผู้พิการ


ซึ่งในประเทศไทยเองสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณพื้นที่สาธารณะของคนพิการก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายเลยทีเดียว เป็นเรื่องยากที่ผู้พิการ หรือผู้สูงอายุไม่สามารถใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนกับคนเราทั่วไป เพราะฉะนั้นการมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับคนพิการและผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็นวีลแชร์ตามพื้นที่สาธารณะต่างๆ จึงถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ทุกๆประเทศบนโลกใบนี้ จะต้องทำและต้องมี มันเหมือนกับเป็นการแสดงออกให้เห็นถึงความเท่าเทียมระหว่างคนปกติทั่วไปกับคนพิการหรือผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็นวีลแชร์ ว่าถึงแม้เขาจะไม่สามารถเดินเคลื่อนไหวได้ แต่ก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนทั่วไปได้อย่างปกติสุข แต่โดยส่วนใหญ่ผู้พิการหรือผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็นวีลแชร์ ไม่ค่อยอยากเดินทางออกไปไหนมาไหนนัก เนื่องจากไม่ทราบว่าตามห้างสรรพสินค้า ท้องถนน รถเมล์ หรือรถเข็นไฟฟ้า มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ไม่มากพอที่จะช่วยอำนวยความสะดวกต่อพวกเขา จึงอาจทำให้ความคิดที่พวกเขาอยากจะออกไปข้างนอกนั้นเป็นเรื่องยากลำบากมาก แต่รู้หรือไม่ว่า??? ปัจจุบันนี้เรามีสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้พิการ หรือผู้สูงอายุที่มีความจำเป็นจะต้องนั่งรถเข็นวีลแชร์ตามสถานที่ต่างๆ มากขึ้น 

ดังนั้นวันนี้เราจึงรวบรวมข้อมูลที่ถูกต้องสำหรับ 4 สิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นสำหรับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ อย่างที่จอดรถคนพิการ ทางลาดสำหรับเข้าอาคารหรือภายในบริเวณอาคาร ห้องน้ำคนพิการ และลิฟต์ เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกหลักที่จะทำให้ผู้ใช้วีลแชร์เข้าถึงสถานที่ต่าง ๆ ได้ โดยเราจะมาทำความรู้จักกับสิ่งอำนวยความสะดวกหลัก ๆกัน ว่าแบบที่ได้ มาตรฐาน ต้องเป็นยังอย่างไรกันบ้าง ดังนี้ค่ะ

ที่จอดรถสำหรับคนพิการ หรือผู้ใช้วีลแชร์

1. ที่จอดรถคนพิการ
นี่คือสิ่งที่เราเห็นได้บ่อยที่สุดสำหรับที่จอดรถของคนพิการ โดยส่วนมากจะเป็นการเว้นพื้นที่โดยมีการทำเครื่องหมายเฉพาะเอาไว้ให้ในบริเวณที่จะทำให้คนพิการสะดวกต่อการใช้บริการสถานที่ต่างๆ อาทิ สถานที่ราชการ, ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น โดยมักจะทำพื้นที่จอดรถคนพิการไว้ใกล้กับทางเข้าออกเพื่อสะดวกในการเดินทางมาทำธุระ โดยจะมีขนาดมาตรฐานดังนี้

  • พื้นที่จอดรถมีขนาดตั้งแต่ 2.4 x 5 เมตรขึ้นไป
  • มีพื้นที่ว่างข้างที่จอดอย่างน้อย 1 เมตร ตลอดความยาวของที่จอดรถ
  • มีสัญลักษณ์คนพิการให้เห็นชัดเจน
  • อยู่ใกล้ทางเข้า สามารถขึ้น-ลงทางเท้าสะดวก

นอกจากการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้มาตรฐาน เพื่อให้ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์สามารถขึ้น-ลงรถได้สะดวกแล้ว อีกปัญหานึงที่เจอบ่อย ๆ คือ คนทั่ว ๆ ไปมาใช้ที่จอดรถตรงนี้ หรือมอเตอร์ไซค์เห็นพื้นที่ว่างข้างที่จอด ก็เข้ามาจอดแทรก เหล่านี้ ทำให้ผู้ใช้วีลแชร์ตัวจริง ไม่ได้ใช้ที่จอดรถคนพิการจริง ๆ เอาเป็นว่า เราต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา สงวนสิทธิ์ที่จอดรถคนพิการให้คนที่จำเป็นต้องใช้งานกัน


ทางลาดชันสำหรับรถเข็นวีลแชร์

2. ทางลาด
มีไว้เพื่อให้คนพิการที่มีปัญหาเรื่องการเดิน การเคลื่อนไหว หรือเรื่องสายตาสามารถใช้ทางลาดเพื่อเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย ไม่จำเป็นต้องก้าวเป็นขั้นขึ้นบันไดเพราะมันอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุสะดุดพลาดล้มได้ ส่วนมากก็มักจะเห็นตามรถไฟฟ้า, ห้างสรรพสินค้า หรือทางเดินทั่วไปที่มีการจัดสรรไว้ให้คนพิการ

  • มีความกว้างอย่างน้อย 90 เซนติเมตร
  • ไม่ชันเกินไปจนอาจเกิดอุบัติเหตุได้ โดยสัดส่วนทางลาดที่เหมาะสม คือ 1:12
  • หากลาดยาวเกิน 6 เมตร ต้องมีชานพักยาวอย่างน้อย 1.5 เมตร คั่นระหว่างช่วง
  • มีขอบสูงจากพื้นทางลาดอย่างน้อย 5 เซนติเมตร หรือมีราวจับหากทางลาดยาวตั้งแต่ 2.5 เมตร ขึ้นไป

หลาย ๆ สถานที่มีทางลาดหน้าห้างร้าน แต่มาพลาดตรงที่หน้าประตู ดันมีพื้นต่างระดับ เอาเป็นว่า ถ้าจะให้ชาววีลแชร์หมุนล้อได้ฉิว ๆ ไม่สะดุด ต้องไม่มีพื้นต่างระดับเลยจ้ะ หากพื้นที่จำกัด ไม่สามารถทำทางลาดตามมาตรฐานได้ อาจติดตั้งแพลตฟอร์มลิฟต์ สำหรับขึ้น-ลงได้ อย่างที่เคยเห็นในกรุงเทพฯ จะมีแพลตฟอร์มลิฟต์จากรถไฟฟ้าใช้ดิน MRT ไปยังสามย่าน มิตรทาวน์ หรือตรง sky walk หน้า BTS สนามกีฬาแห่งชาติ เข้าไปยังหอศิลป์กรุงเทพฯ เป็นต้น


ห้องน้ำสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ

3. ห้องน้ำคนพิการ
ต้องเข้าใจว่าคนพิการหลายๆ คนไม่สามารถใช้ห้องน้ำแบบเดียวกับคนปกติได้ ด้วยเรื่องของพื้นที่ ความสะดวกสบาย ห้องน้ำคนพิการจึงมักจะมีขนาดใหญ่กว่าปกติเพื่อเป็นการเผื่อให้รถวีลแชร์สามารถเข้าไปได้ มีราวจับ หรือบางทีทำไว้แบบไม่มีกลอนประตูเผื่อว่าหากเกิดอุบัติเหตุคนที่อยู่ด้านนอกจะได้เข้าไปช่วยเหลือได้ทัน

  • พื้นห้องน้ำไม่มีขั้นต่างระดับ
  • บานประตูเปิดออก หรือเป็นบานเลื่อน
  • มีพื้นที่ว่างในห้องน้ำ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 1.5 เมตร (ให้หมุนตัวกลับได้)
  • มีราวจับที่เหมาะสม
  • ก๊อกน้ำแบบก้านโยก หรือแบบอัตโนมัติ
  • มีระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน

ห้องน้ำคนพิการบางที่ ติดป้ายสัญลักษณ์คนพิการไว้ แต่ใช้งานไม่ได้จริง เพราะห้องน้ำแคบเกินไป หรือบางที่ขนาดกว้างพอให้วีลแชร์หมุนล้อเข้าไปได้ แต่ประตูเป็นบานเปิดเข้าไปในห้องน้ำ ทำให้วีลแชร์เข้าไปแล้วปิดประตูห้องน้ำไม่ได้ รายละเอียดของห้องน้ำคนพิการเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่จำเป็นกับการใช้งาน


ลิฟต์

4. ลิฟต์ฟ
ลิฟต์ฟ เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ช่วยให้การเดินขึ้นตึก ห้างสรรพสินค้า หรืออาคารได้สะดวกมากขึ้นสำหรับคนที่ใช้รถเข็นวีลแชร์ วีลแชร์ไฟฟ้า เนื่องจากว่ารถเข็นวีลแชร์ที่เราใช้กันอยู่นั้น ไม่สามารถเข็นขึ้นบันไดเลื่อนที่เป็นขั้นได้ ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการก็จะสามารถนั่งวีลแชร์เข้าลิฟต์ฟได้เพื่อความสะดวกสบายและความเท่าเทียม และขนาดของลิฟต์ ความกว้างจะต้องได้มาตรฐานเพื่อผู้ใช้งานรถเข็นวีลแชร์สามารถหมุนหรือเข็นกลับตัวรถเข็นได้ด้วย

  • ประตูลิฟต์กว้างไม่น้อยกว่า 90 เซนติเมตร
  • พื้นที่ภายในลิฟต์อย่างน้อย 1.1 x 1.4 เมตร

เรื่องของลิฟต์นี้ ดูไม่น่ายาก เพราะบริษัทที่ผลิตลิฟต์ส่วนใหญ่จะได้มาตรฐานกันอยู่แล้ว แต่การติดตั้งลิฟต์นั้น อย่าลืมว่าผู้ใช้วีลแชร์ต้องใช้งานได้จริงด้วยนะ เคยเจอบางที่ติดลิฟต์ไว้ และเปิด-ปิดตรงครึ่งชั้น ต้องเดินขึ้น-ลงบันได ไปอีกครึ่งชั้น ถึงจะไปถึงจุดหมายได้ แบบนี้ใช้ไม่ได้นะจ๊ะ ติดลิฟต์ทั้งที ต้องทำให้ดี ให้ใช้งานได้ด้วย


“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับประเภทของสถานที่อีกเหมือนกัน เพราะอาจจะมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการที่ใช้รถเข็นวีลแชร์ หรือวีลแชร์ไฟฟ้า เข้าใช้งานสถานที่ได้อย่างสะดวก เช่นร้านอาหารที่มีโต๊ะสูงพอดีกับระดับของวีลแชร์ เคาน์เตอร์ที่ชาววีลแชร์สามารถติดต่อสอบถามข้อมูล หรือชำระเงินได้สะดวก หรือโรงแรมที่มีห้องพักที่วีลแชร์เข้าไปใช้บริการได้ทั่วถึงเป็นต้น “

“แต่..ผู้พิการ หรือผู้สูงอายุบางท่าน ไม่ได้ใช้รถเข็นวีลแชร์ไปตามที่สาธารณะต่างๆ แต่ก็มีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงมากนัก การเคลื่อนไหว การเดินก็ลำบาก เวลาเดินทางออกไปข้างนอกตามสถานที่ต่างๆ เรื่องระยะทางการเดินก็จะเป็นปัจจัยสำคัญ ดังนั้นเราควรจอดรถหรือใช้บริการสถานที่สำหรับผู้สูงอายุ หรือผู้พิการ โดยแต่ละสถานที่ได้จัดเตรียมไว้ให้เพื่ออำนวยความสะดวก โดยจะมีสัญลักษณ์ผู้พิการนั่งรถเข็นวีลแชร์ ที่มีลักษณะเป็นสติ๊กเกอร์สีฟ้าติดอยู่กับผนังหรือเป็นป้ายแสดงสัญลักษณ์ เพื่อแสดงว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นจุดอำนวยความสะดวกให้กับผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ใช้วีลแชร์ ” 

ไม่พิการ แต่จอดรถช่องคนพิการผิดไหม? เข้าใจสิทธิและการออกแบบที่จอดรถสำหรับทุก คน

ที่จอดรถคนพิการ สำคัญสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็นวีลแชร์อย่างไร?? 
ที่จอดรถสำหรับคนพิการ และสำหรับผู้สูงอายุ เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะทำให้พวกเขาเหล่านั้น สามารถลงรถ-ขึ้นรถ ได้อย่างสะดวกสบาย พื้นที่ด้านข้างทั้งด้านซ้ายและด้านขวาจะมีขนาดกว้างกว่าที่จอดรถปกติ เนื่องจากว่าคนพิการหรือผู้สูงอายุที่ใช้วีลแชร์ สามารถเปิดประตูรถยนต์ได้เต็มบาน ไม่ไปสร้างความเสียหายให้กับรถยนต์คันข้างๆ และที่สำคัญมีทางลาดชันไว้สำหรับเข็นรถเข็นขึ้นไปได้ด้วย ลักษณะที่จอดรถสำหรับผู้พิการหรือผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็นวีลแชร์ที่ดีนั้น ต้องมีขนาดกว้าง ทั้งซ้ายและขวา อย่างน้อยหนึ่งเมตร ตำแหน่งควรอยู่ใกล้กับอาคาร หรือใกล้กับทางลัดชัน เพราะคนพิการ หรือผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็นวีลแชร์มีแรงที่จะเข็นรถเข็นที่จำกัด สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้จะช่วยซัพพอร์ตข้อจำกัดของผู้พิการและผู้สูงอายุ และเรื่องที่สำคัญอย่างมากนั่นก็คือป้ายสัญลักษณ์ที่ชัดเจน ทั้งสื่อสารกับคนพิการหรือผู้สูงอายุ หรือสื่อสารกับคนปกติทั่วไปไม่ให้มาจอดในที่ของคนพิการ

ทำยังไงล่ะ ??? คนปกติทั่วไปถึงจะรู้ว่านั่นคือสติ๊กเกอร์สำหรับคนพิการ 
คนส่วนใหญ่น่าจะพอรู้จักกับสัญลักษณ์ “ที่จอดรถผู้พิการ” เป็นอย่างดี เป็นไปไม่ได้ว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จักสัญลักษณ์นี้ แต่ก็จะมีคนที่ไม่ชอบที่จะปฏิบัติตาม ดังนั้น สติ๊กเกอร์สำหรับคนพิการ ส่วนใหญ่จะติดกันที่ท้ายรถยนต์ เป็นสติ๊กเกอร์บ่งบอกว่าผู้ที่โดยสารรถยนต์คันนี้ หรือขับรถยนต์คันนี้มา เป็นผู้พิการด้านการเคลื่อนไหว หรือเป็นผู้สูงอายุที่ต้องใช้รถเข็นวีลแชร์ แต่ยังมีบางท่านที่ยังไม่ทราบว่าสัญลักษณ์ผู้พิการไม่ใช่เพียงแต่เป็นผู้พิการเท่านั้น  หรืออาจจะเป็นคนชราที่ต้องนั่งรถเข็นวีลแชร์ด้วยก็ได้เช่นกัน เพราะส่วนใหญ่ที่สำหรับจอดรถเหล่านี้ จะอยู่ใกล้กับทางลาด บันได หรือทางเข้าอาคาร ห้างสรรพสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวก ไม่ต้องเดินไกล เข้าไปใช้บริการได้ง่าย ดังนั้นประโยชน์ของสติ๊กเกอร์วีลแชร์ (Wheelchair) สติ๊กเกอร์สำหรับคนพิการ เพื่อบ่งบอกว่าถึงสถานะของผู้ใช้งาน ขณะที่เราไปใช้พื้นที่บริการเหล่านี้ก็จะได้รับการบริการที่ดีจากเจ้าหน้าที่ประจำสถานที่นั้นๆ และที่สำคัญมีความปลอดภัยสูงมากด้วยค่ะ จึงจำเป็นจะต้องมีสติ๊กเกอร์ติดท้ายรถยนต์ด้วยเพื่อบ่งบอกว่าเป็นผู้พิการทุพพลภาพ หรือเป็นผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็นวีลแชร์ เพราะถ้าหากเราไม่มีสติ๊กเกอร์ติดท้ายรถยนต์อาจจะทำให้คนทั่วไปที่มาใช้บริการมองว่าไม่ใช่ผู้พิการ หรือผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็นวีลแชร์ มาจอด ซึ่งไม่ใช่ที่จอดรถสำหรับคนปกติทั่วไปที่จะสามารถเข้ามาใช้บริการพื้นที่ได้

ป้ายผู้พิการหรือผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็นวีลแชร์ในพื้นที่สาธารณะ

  • รถเข็นแมนนวล

” ดังนั้นหากลูกค้ามาใช้บริการ หรือซื้อรถเข็นวีลแชร์ วีลแชร์ไฟฟ้า รถเข็นไฟฟ้า จากร้าน Elife เรามีของแถมเป็นสติ๊กเกอร์ติดท้ายรถยนต์สำหรับผู้พิการ – ผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็นวีลแชร์ ไว้สำหรับนำไปติดท้ายรถยนต์เพื่อที่จะได้รับสิทธิจอดรถในพื้นที่ผู้พิการหรือผู้สูงอายุ และหากเคยเป็นลูกค้าเก่าที่เคยซื้อรถเข็นไฟฟ้า รถเข็นวีลแชร์ร้านรถเข็นไฟฟ้า Elife ไปแล้ว ยังไม่ได้สติ๊กเกอร์แล้วอยากได้สติ๊กเกอร์ สามารถติดต่อที่เบอร์โทรศัพท์หรือติดต่อทางไลน์ เพื่อขอรับสติ๊กเกอร์ได้เลยค่ะ เพียงเท่านี้ ผู้สูงอายุและผู้พิการที่ใช้รถเข็นวีลแชร์ก็จะได้รับสิทธิพิเศษความสะดวกสบายและเรียบง่ายในการเดินทางออกไปข้างนอกมากยิ่งขึ้นค่ะ ” 

ติดต่อเกี่ยวกับรถเข็นไฟฟ้า รถเข็นวีลแชร์ผู้พิการ-ผู้สูงอายุ
โทร : 095-348-0712 , 02-415-4347
LINE : @elife

 

แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
“คู่มือสิทธิการลดหย่อนค่าโดยสารขนส่งสาธารณะสำหรับคนพิการ เด็ก และผู้สูงอายุ”
http://www.mot.go.th/file_upload/2558/brochure_human_rights.pdf

การตรวจสอบความปลอดภัยภายในบ้านที่มีการใช้รถเข็นวีลแชร์

การตรวจสอบความปลอดภัยภายในบ้านที่มีการใช้รถเข็นวีลแชร์

สิ่งแวดล้อมทางกายภาพภายในบ้าน


ในการทำบ้านให้ปลอดภัยกับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ เราต้องเข้าใจ และคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ของการเกิดอันตรายภายใน และรอบ ๆ บ้านเสียก่อน
จากการศึกษาโดยผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์เองแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมที่มักจะเกิดปัญหาในการเข้าถึงมักจะเป็นพื้นที่ดังต่อไปนี้
• ในพื้นที่ส่วนตัว เช่นการขึ้น หรือลงจากเตียง การทำความสะอาด หรือการสวมเสื้อผ้า
• การเตรียมอาหาร และรับประทานอาหาร
• การเอื้อม หรือก้มเพื่อเปิดตู้ ชั้นวางของ หรือการตากผ้า
• ความลำบากที่เกิดจากการสูญเสียความรู้สึก
• การจับต้อง และการใช้งานสิ่งของบางอย่างเช่นลูกบิดประตู คันโยก ของที่วางตั้งอยู่ หรือของที่มีขนาดใหญ่หรือน้ำหนักมาก
การกำหนดจุดที่มีปัญหาเหล่านี้มีความสำคัญมาก และที่สำคัญที่สุดคือความเห็นจากผู้ที่ใช้รถเข็นวีลแชร์เอง

การจัดวางผังในบ้านเบื้องต้น

• ช่องประตูอาจจะต้องกว้างกว่าปรกติ เพื่อให้การเคลื่อนที่ผ่านประตูเป็นไปได้อย่างสะดวก ทั้งผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ และผู้ใช้รถเข็นช่วยเดิน ซึ่งความกว้างอย่างน้อย 80 ซม. ก็เพียงพอสำหรับรถเข็นส่วนใหญ่รวมไปถึงรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้าด้วย
• การหมุนกลับตัวในอาคารก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา ต้องมีพื้นที่ที่กว้างพอที่จะให้รถเข็นวีลแชร์กลับตัวได้อย่างสะดวกเพื่อการเข้า และออกพื้นที่นั้น ๆ ได้
• รายการข้างล่างนี้เป็นระยะสูงสุด/ต่ำสุดของพื้นที่ต่าง ๆ ภายในบ้านที่เราแนะนำ
• รถเข็นวีลแชร์โดยทั่วไปจะกินพื้นที่ประมาณ 75 ซม. x 120 ซม.
• พื้นที่ต่ำสุดของการใช้งานรถเข็นวีลแชร์มาตรฐานอยู่ที่ 150 ซม. x 150 ซม.
• ช่องทางเดิน และทางรถเข็นวีลแชร์ กว้างอย่างน้อย 90 ซม.
• ช่องประตูกว้าง 80 ซม.
• ระดับโต๊ะ หรือพื้นที่ทำงานสูง 70-80 ซม.
• ช่องว่างใต้โต๊ะสำหรับสอดเข่าเข้าไป 70-74 ซม.
• ความลาดเอียงสูงสุดสำหรับทางลาดเป็นอัตราส่วน 1:12
• ความลาดเอียงสูงสุดสำหรับพื้นที่ทั่วไป เช่นที่จอดรถ ทางรถ ซอย 1:48

ช่องบันได และช่องทางเดินร่วม

• ราวจับจะต้องติดตั้งอย่างแน่นหนา สามารถรับน้ำหนักของผู้ใช้งานได้ทั้งตัว และมีความสะดวกสบายในการจับ
• นั่นหมายความว่าจะต้องไม่ยึดด้วยสลัก หรือตะปูเกลียวกับส่วนที่เป็นปูนฉาบที่เปราะบาง ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ต้องมีคุณภาพได้มาตรฐานด้วย
• มีระยะห่างของราวจับ กับผนังเพียงพอเพื่อผู้ใช้งานจะสามารถใช้มือจับราวหรือแขนโอบราวได้โดยรอบ และทุกจุด
• ควรต่อความยาวของราวจับออกไปจากบันไดขั้นแรก และขั้นสุดท้ายเพื่อให้ความมั่นคงกับผู้ใช้งานก่อนขึ้น หรือลงบันได
• ให้ความสำคัญกับแสงสว่างบริเวณช่องบันได และทางเดินร่วม ควรมีแสงสว่างพอเพียง แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงแสงจ้าหรือแสงสะท้อนที่มากเกินไป ส่วนที่เป็นเงามืดด้วย
• ควรให้บริเวณช่องบันได และทางเดินร่วมโล่ง ไม่มีสิ่งของเกะกะบนพื้นตลอดทางเดิน
• ขนาดและความชันของขั้นบันไดควรได้มาตรฐาน ลูกนอนบันไดควรจะกว้างพอให้วางได้เต็มฝ่าเท้า ไม่ต้องเกร็งหรือก้าวยาวเกินไป
• หลีกเลี่ยงการวางพรมเช็ดเท้า ผ้าเช็ดเท้า หรือวัสดุอื่นใดบริเวณบันไดขั้นแรก และขั้นสุดท้าย เพื่อป้องกันการสะดุด หรือลื่นหกล้ม

ในครัว

• ในครัวมักจะเป็นสถานที่ ที่มีปัญหามากเป็นพิเศษสำหรับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ และผู้ใช้รถเข็นช่วยเดิน ควรออกแบบให้เหมาะกับการเคลื่อนที่ และความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง
• หน้าเคาน์เตอร์ รวมถึงเตาและเตาอบ จะต้องมีความสูงพอเหมาะ เท้าแขนของรถเข็นวีลแชร์ส่วนมากจะมีความสูงจากพื้นอยู่ที่ประมาณ 72 ซม. ในขณะที่หน้าโต๊ะมักจะมีความสูง 70-92 ซม.
• จำไว้ว่ารถเข็นวีลแชร์ จะไม่สามารถเข้าถึงเคาน์เตอร์ที่มีตู้อยู่ด้านล่างได้เลย
• ควรมีช่องว่างใต้โต๊ะ หรือเคาน์เตอร์อย่างน้อย 75-80 ซม. เพื่อให้ขาของผู้นั่งรถเข็นวีลแชร์สอดเข้าไปได้
• ต้องกำหนดตำแหน่งของหัวเตา และปุ่มเปิด-ปิดให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน
• การวางภาชนะ ปุ่มควบคุม หรือสิ่งต่าง ๆ จะต้องไม่ให้มีการเอื้อมมือข้ามเตาไฟ หรือบริเวณที่มีความร้อนไม่ว่าในก่อน ระหว่าง หรือหลังการทำอาหาร
• เตาอบแบบติดผนังจะเข้าถึงยากกว่าแบบตั้งพื้นทั่วไป
• การติดตั้งกระจกจะช่วยให้ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ มองเห็นของที่อยู่ในหม้อ หรือกระทะขณะทำอาหารได้สะดวกมากขึ้น
• พิจารณาถึงความยากง่ายในการย้ายภาชนะที่ร้อน และหนัก(โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นของเหลว) จากเตามายังโต๊ะ อาจจะทำเป็นทางลาดให้ลากหม้อ หรือกระทะแทนที่จะต้องยกขึ้น
• การเพิ่มก๊อกน้ำก็ช่วยลดการเคลื่อนย้ายภาชนะได้ การใช้สายฝักบัวก็มีประโยน์มากเช่นกัน
• อ่างล้างจานก็ไม่ควรมีก้นลึกมาก ควรให้ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์สามารถเอื้อมถึงก้นอ่างได้แม้ขณะนั่งอยู่บนรถเข็นรถเข็นวีลแชร์
• ก๊อกเปิดปิดน้ำควรใช้แบบคันโยกจะสะดวกกว่า
• ปรับความสูงของอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน ชั้นวางชั้นล่างสุดในตู้เย็นอาจจะต้องปรับให้สูงขึ้น
• ชั้นวางที่เลื่อนออกมาได้ หรือถาดหมุนก็ช่วยให้หยิบสิ่งของที่อยู่ลึกเข้าไปในตู้ได้ง่ายขึ้น
• ลิ้นชักควรมีความมั่นคง แม้จะถูกดึงออกมาจนสุด
• ตรวจดูว่าผิวพื้นไม่มีความลื่น
• ต้องแน่ใจว่ามีเครื่องดับเพลิงที่พร้อมใช้งาน อยู่ในตำแหน่งที่ง่ายต่อการหยิบใช้งานด้วย

ห้องน้ำ

• พื้นที่กว้างขวาง และมีความสะดวกในการเข้าถึงโถส้วม ที่อาบน้ำ อ่างล้างหน้า เป็นความสำคัญหลักสำหรับห้องน้ำผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์
• พิจารณาไว้เสมอถึงความสูงของสุขภัณฑ์ต่าง ๆ เช่นโถส้วม อ่างล้างหน้า ชั้นวาง ควรปรับให้เหมาะสม
• ติดตั้งห้องน้ำแบบที่ให้รถเข็นวีลแชร์เข้าไปใช้ได้โดยสะดวก จะต้องไม่มีขอบยกระดับ หรือขั้นบันได
• ราวจับ แผ่นช่วยย้ายที่นั่ง เก้าอี้ และที่จับต่าง ๆ ต้องมั่นคง และแน่นหนาพอที่จะรับน้ำหนักผู้ใช้งานได้ทั้งตัว
• เลือกวัสดุปูพื้นอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการสะดุด หรือลื่นล้มขณะเข้าหรือออกจากห้องน้ำ และส่วนอาบน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพื้นเปียก ต้องระวังพรม หรือแผ่นเช็ดเท้าด้วยเช่นเดียวกัน
• ปุ่มกดชักโครก ก๊อกน้ำ หรืออุปกรณ์สุขภัณฑ์อื่นอาจใช้งานลำบากเมื่อผู้ใช้อยู่ในท่านั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ใช้งานมีความไม่สะดวกในการใช้มือ การใช้เซนเซอร์อัตโนมัติช่วยเปิดปิดน้ำ-ไฟ ก็จะช่วยให้มีความสะดวก ขึ้น
• ตรวจสอบตำแหน่งอุปกรณ์ประปาเช่นหัวก๊อก อย่าให้ยื่นเกะกะ เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดการชน การกระแทก เกิดการบาดเจ็บได้

บริเวณรอบบ้าน และจุดเชื่อมต่อ

• ตรวจสอบองศาการเอียงของทางลาดทั้งภายใน และภายนอกบ้าน อัตราส่วน 1:12 (หรือความสูง 10 เซนติเมตร ต่อความยาวทางลาด 120 เซนติเมตร) หากทางลาดยาวเกิน 6 เมตร ควรมีชานพักยาวอย่างน้อย 1.5 เมตร

• ในทำนองเดียวกัน ราวจับก็จะต้องมีองศาเดียวกันกับทางลาดด้วย
• การลื่นไถล หรือสะดุดบนทางลาดเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ควรใช้วัสดุปูพื้นที่ป้องกันการลื่นหากเป็นพื้นไม้ และควรใช้การตีเส้นแนวขวางหากเป็นพื้นคอนกรีต ทั้งนี้เพื่อป้องกันการลื่น
• ห้ามใช้พื้นที่เป็นกรวด ทราย บนทางลาด เพราะจะทำให้เกิดการลื่น และไม่สามารถบังคับรถเข็นวีลแชร์ได้ อาจล้มแล้วเกิดการบาดเจ็บรุนแรง
• ควรมีระบบระบายน้ำ เพื่อไม่ให้มีน้ำขังบนทางลาด เมื่อพื้นเปียกควรระบายน้ำให้แห้งได้โดยเร็ว
• ตรวจสอบทางลาดให้มีพื้นราบเรียบสม่ำเสมอ ไม่มีการสะสมของดิน ทรายที่จะทำให้ลื่น หรือสะดุด ไม่มีรอยแตก ทรุดของผิวทางลาด
• พื้นที่หน้าทางลาดทั้งสองฝั่งต้องไม่มีสิ่งกีดขวางใด ๆ
• ต้องไม่มีคาน ซุ้มประตูหรือสิ่งกีดขวางในทางสูง

ระบบป้องกันไฟไหม้


• การป้องกันไฟไหม้ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ หรือรถเข็นช่วยเดิน
• จะต้องอธิบายแผนการอพยพหากเกิดไฟไหม้ให้กับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์อย่างละเอียด และเจาะจง ทั้งเส้นทางการหนีไฟ และอุปกรณ์ที่จำเป็น ต้องกำหนดจุดที่ปลอดภัยเพื่อรอความช่วยเหลือ
• แผนการอพยพต้องทำทันที ไม่ใช่การรอเจ้าหน้าที่กู้ภัยมาถึงก่อนจึงทำการอพยพ
• ทางหนีไฟควรอยู่ใกล้กับบริเวณที่ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ ใช้ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณนั้น
• ต้องเคลียร์ทางเดิน เส้นทางหนีไฟ หน้าประตู และหน้าทางลาดให้สะอาด ไม่มีสิ่งกีดขวางอยู่ตลอดเวลา
• ระลึกไว้เสมอว่าการใช้ลิฟต์เป็นสิ่งต้องห้าม เว้นแต่ลิฟต์นั้นเป็นชนิดพิเศษมีความปลอดภัยสำหรับใช้ในเวลาอพยพหนีไฟได้เท่านั้น
• ผู้ช่วยเหลือ และหน่วยกู้ภัยต้องได้รับการแจ้งให้ทราบเสมอเมื่อจะเข้าไปในอาคารที่มีผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์อยู่ในอาคารนั้น
• เจ้าของบ้าน หรือเจ้าของอาคารต้องติดตั้งสัญญาณเตือนภัย และสิ่งอำนวยความสะดวกในการอพยพ รวมถึงสัญญาณไฟไหม้ ป้ายทางหนีไฟ ไฟฉุกเฉิน และต้องดูแลให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตลอดเวลา
• แน่ใจว่าผู้รับผิดชอบทุกคนในสถานการณ์ฉุกเฉินทุกกรณี เข้าใจวิธีการปฏิบัติตัวอย่างถ่องแท้

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ฮาวทู? ดูแลรถเข็นยังไง ให้อยู่กับเราไปอีก10ปี!!!

ฮาวทู? ดูแลรถเข็นยังไง ให้อยู่กับเราไปอีก10ปี!!!

สวัสดีค่ะทุกคน กลับมาพบกันอีกแล้ว!! วันนี้อีไลฟ์มีเคล็ดลับดูแลรถเข็นไฟฟ้ามากฝากทุกคน ต้องบอกก่อนเลยว่ารถเข็นเปรียบเสมือนหัวใจของผู้สูงอายุและผู้พิการในการใช้ชีวิตประจำวันและเราก็ไม่ได้อยากเปลี่ยนบ่อยๆ ดังนั้นมาดูเคล็ดลับการยืดเวลาให้รถเข็นของเรายาวไปอีก10ปีกันเลยค่ะ!!!

 

Joystick บังคับเบาๆก็พอ

  • การบังคับจอยสติกส์ก็เป็นส่วนสำคัญในการดูแลรักษารถเข็นไฟฟ้า ขณะที่เปิดเครื่องอย่างพึ่งผลักตัวจอยสติกส์ทันที รอให้วงจรไฟขึ้นครบทุกดวงเพื่อเป็นการเตรียมการใช้งานของตัวรถเข็นไฟฟ้า หรืออาจจะรอเวลาซัก15-30วินาที เพื่อให้ระบบทุกอย่างพร้อมต่อการใช้งาน ขณะที่ใช้งานควรผลักจอยสติกส์เบาๆ รถก็เคลื่อนที่แล้วค่ะไม่ต้องกระชากแรง การที่กระชากแรงๆอาจทำให้จอยสติกส์เกิดปัญหาได้ค่ะ คิดแสมอว่า “จอยสติกส์เปรียบเสมือนหัวใจ” เราต้องทะนุถนอมหัวใจของเราให้ดีเพื่อให้ชีวิตยืนยาวค่ะ และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการวางของหนักบนแบตเตอรี่และระมัดระวังไม่ให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชิ้นไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ ที่ชาร์จ จอยสติ๊กตกพื้น หล่นหรือกระแทก เพราะหากโดนกระแทกอย่างแรงอาจจะทำให้ขั้วต่อที่เชื่อมกระแสไฟฟ้าอยู่ด้านในหลุดหรือแตกหักได้
  • Joystick สามารถโดนน้ำได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้โดนน้ำ หากเปียกน้ำให้หาผ้าแห้งมาเช็ดทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าซึมไปในตัวแผงควบคุม

 

แบตเตอรี่ยิ่งใช้บ่อยยิ่งดี

  • โดยปกติอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ประมาณ 3-4 ปี ถ้าชาร์จเต็มสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องถึง 25-30 กม. สามารถดูสถานะแบตเตอรี่บนตัวจอยสติ๊ก ไม่จำเป็นต้องรอให้แบตเตอรี่หมดเกลี้ยงจึงค่อยชาร์จและไม่ควรใช้งานขณะชาร์จแบตเตอรี่ไปด้วย หากไม่ได้ใช้งานรถเข็นไฟฟ้าหรือไม่ได้ชาร์จแบตเตอรี่เป็นเวลานานอาจจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมและอาจจะต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ทั้งก้อน แนะนำให้ใช้งานแบตเตอรี่บ่อยๆ หรือถ้าไม่ได้ใช้งานให้ชาร์จไฟแบตเตอรี่เพื่อเป็นการกระตุ้นไฟฟ้าที่อยู่ในแบตเตอรี่ได้ทำงาน อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งแล้วนำรถเข็นไฟฟ้ามาใช้งานอย่างน้อย 10-15 นาที ที่สำคัญไม่ควรปล่อยให้แบตเตอรี่หมดระหว่างการทำงานและไม่ควรใช้ที่ชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ได้มากับรถเข็นไฟฟ้าโดยเฉพาะ เพราะเมื่อใช้ที่ชาร์จที่มีกำลังวัตต์น้อยกว่าตัวแบตเตอรี่อาจจะทำให้กระแสไฟจ่ายไม่พอหรือชาร์จนานขึ้น
  • อย่าปล่อยให้แบตเตอรี่หมดแล้วค่อยชาร์ตและไม่ควรใช้งานขณะชาร์จแบตเตอรี่ไปด้วย เมื่อแถบแสดงความจุของแบตเตอรี่เริ่มเป็นสีส้ม-แดง ควรนำแบตแบตเตอรี่ไปชาร์ต  ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชาร์ตแบตแบตเตอรี่มากที่สุด คือช่วงเวลาที่เราพักผ่อนตอนกลางคืน (22.00-06.00น.) 

  • ไม่ควรใช้ที่ชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ได้มากับรถเข็นไฟฟ้าโดยเฉพาะ เพราะเมื่อใช้ที่ชาร์จที่มีกำลังวัตต์น้อยกว่าตัวแบตเตอรี่อาจจะทำให้กระแสไฟจ่ายไม่พอหรือชาร์จนานขึ้น

เบาะรองนั่งและพนักพิง

  • ส่วนเบาะรองนั่งและพนักพิงสามารถถอดซักทำความสะอาดได้ด้วยน้ำเปล่าหรือผงซักฟอก หากซักด้วยเครื่องซักผ้าให้ใช้ถุงถนอมผ้าก่อนซัก และหลีกเลี่ยงการใช้แปรงขัดเนื่องอาจจะทำให้ตาข่ายหรือผ้าคลุมเบาะขาดหรือเป็นขุยได้

หมั่นดูแลสายไฟและอุปกรณ์

  • ตรวจเช็คสายไฟ อุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีขาดหรือชำรุดหรือไม่ หากได้ยินเสียงดังก๊อกแก๊กๆ หรือรถเข็นไฟฟ้าเคลื่อนไหวผิดปกติให้หยุดใช้งานและรีบแก้ไขทันที

เป็นล้อยางตันก็ต้องดูแลนะ

  • แน่นอนค่ะปัจจัยหลักที่เราจะเลือกซื้อไม่ว่าจะเป็นรถเข็นไฟฟ้าหรือรถเข็นธรรมดา เราควรเลือกเป็นล้อตันเพื่อการใช้งานที่สมูทและไม่ต้องดูแลเยอะ แต่ไม่ใช่ไม่ดูแลเลยนะคะ รถเข็นล้อยางตันก็มีข้อจำกัดเหมือนกันก็คือเราควรหลีกเลี่ยงที่ความร้อนจัดเป็นเวลานานๆ เพราะจะทำให้ยางเปราะได้นั้นเองค่ะ
  • ควรหลีกเลี่ยงถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ มีน้ำ  หรือสิ่งของแหลมมีคมที่อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อผิวล้อ บางครั้งอาจจะทำให้รถเข็นสะดุดหรือเข้าไปติดซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ล้อหลุดออกมาได้

หลีกเลี่ยงน้ำและน้ำฝน 

  • รถเข็นไฟฟ้าก็ถือว่าเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ประเภทหนึ่ง ซึ่งปกติแล้วไฟฟ้ากับน้ำไม่ใช่สิ่งที่คู่กันถูกกันอยู่แล้ว ถึงโครงสร้างทั่วไปของรถเข็นไฟฟ้าส่วนใหญ่ผลิตจากอลูมิเนียม คาร์บอนสตีลและแมกนีเซียมที่สามารถโดนละอองน้ำได้ แต่ก็ไม่ควรนำไปแช่น้ำหรือตากฝนไว้นานๆ

ใช้งานได้นานแค่ไหน

  • ปกติแล้วรถเข็นไฟฟ้าสามารถทำงานต่อเนื่องได้สูงสุด 25-30 กม. แต่ไม่ควรปรับระดับความเร็วสูงสุดในขณะที่ใช้งานต่อเนื่องติดต่อกันเกิน 3-4 ชม. เพราะจะทำให้มอเตอร์เกิดความร้อนสูงทำงานหนักเกินจนไหม้ได้นั้นเอง

รถเข็นไม่ใช่รถลาก

  • ห้ามใช้รถเข็นไฟฟ้าขนหรือลากสิ่งของ และไม่ควรรับน้ำหนักเกินกว่าที่กำหนด ถึงแม้ว่าจะรับน้ำหนักได้ถึง 120 กก. แต่การใช้รถเข็นลากหรือขนสินค้าก็ไม่สมควรทำอย่างยิ่งค่ะ

เก็บไว้ในที่อุณหภูมิปกติ

  • ควรเก็บรถเข็นไฟฟ้าไว้ที่อุณหภูมิปกติ หลีกเลี่ยงการเก็บไว้กลางแจ้งหรืออากาศเย็นจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่ได้ค่ะ

เห็นไหมละคะว่าวิธียืดเวลารถเข็นของเราทำไม่ยากกันเลย ของทุกอย่างไม่ว่าจะคนหรือสิ่งของก็มีระยะเวลาด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าเราดูแลรักษาให้ถูกวิธีเค้าก็จะได้อยู่กับเราไปนานๆนะคะ

วันหยุดสุดชิลของอาม่าและเด็กๆ!!!

วันหยุดสุดชิลของอาม่าและเด็กๆ-สกูตเตอร์ไฟฟ้า

 

อีไลฟ์สวัสดีค่าาา ช่วงนี้ห่างหายไปนานเลย และหลังจากที่ห่างหายไปวันนี้อีไลฟ์ก็มีเรื่องราวน่ารักๆของวันหยุดครอบครัวสุดชิล  มาให้ได้ชมกันมาดูกันเลยย!!!

อย่างที่เห็นอีไลฟ์ได้เปิดตัวสกูตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสินค้าตัวใหม่ล่าสุด!!! โดยความพิเศษของสกูตเตอร์รุ่นนี้คือสามารถพับได้เล็กเท่าขนาดกระเป๋าเดินทางนั้นเอง! ยังไม่พอเจ้าสกูตเตอร์รุ่น e3S เนี่ยยังสามารถแยกชิ้นได้เป็นสองชิ้นทำให้เหมาะแก่การยก พกพาไปข้างนอกนั้นเองค่ะ วันนี้อีไลฟ์เลยถือโอกาสให้อาม่าและเด็กๆมารีวิวกันดูว่าจะถูกใจแฮปปี้กันขนาดไหน!!

และเช้าๆแบบนี้พาเด็กๆมาออกกำลังกายตอนเช้ากัน

เห็นอาม่าขับแล้ว น้องภูมิอยากลองด้วยจังเลย 

เด็กๆก็แฮปปี้อาม่าก็แฮปปี้ค่ะ

ออกกำลังกายกันเสร็จแล้วค่ะ สายๆพาเด็กๆอาบน้ำมาเดินเล่นสวนสาธาณะกันดีกว่า

เล่นกันจนเหนื่อยแวะเติมพลังนิดนึงนะคะ

ท้องอิ่มแล้ว ลุยกันต่อเลย!!

เห็นเด็กๆขับแล้วดูสนุก คุณแม่ขอลองบ้างนะคะ

น่ารักๆมากเลยใช่ไหมคะ ตอนนี้เด็กๆขับสกูตเตอร์กันคล่องมากแถมติดใจจนไม่ยอมปล่อยมือเลย จริงๆสกูตเตอร์ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะทำให้การเดินทางหรือการเที่ยวมีความสะดวกสบายและสนุกมากขึ้น จากรีวิวครั้งนี้เห็นได้อีกว่าเหมาะสมกับทุกเพศ ทุกวัยจริงๆ แถมตอนนี้สถานการณ์ปลดล็อคแทบจะทุกอย่างแล้ว สามารถพาครอบครัวออกไปพักผ่อนชิลๆได้แล้ว หากต้องการหาสกูตเตอร์เจ๋งๆสักคันลองเปิดใจให้ eScoot ดูนะคะ 

เนื่องจากเป็นสินค้าที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน อีไลฟ์มอบสิทธิพิเศษสำหรับท่านที่สนใจอยากทดลองขับสกูตเตอร์ฟรี ตอนนี้เลยค่ะท่านสามารถลงทะเบียนตามลิ้งด้านล่าง แล้วรอทดลองสกูตเตอร์ที่บ้านได้เลย! ลงทะเบียนทดลองสกูตเตอร์  

 

 

สุขใจวัยเกษียณ

สุขใจวัยเกษียณ

แม้จะเข้าวัยเกษียณแล้วแต่ร่างกายยังอยากทำงานอยู่ วันนี้อีไลฟ์มี 10อาชีพสำหรับวัยเกษียณที่จะได้ทำแก้เหงาและได้เงินดีมาแนะนำกันค่ะ 

สุขใจวัยเกษียณ

 

 คําว่า “เกษียณ” แปลวา สิ้นไป ซึ่งในทางราชการจะใชคําวา “เกษียณอายุ” หมายถึง ครบกําหนดอายุ รับราชการหรือสิ้นกําหนดเวลารับราชการ ก็คือ เมื่อผูนั้นมีอายุตัวครบ ๖๐ ปซึ่งปจจุบัน แมจะมีผูลาออกตามนโยบาย เออรี่รีไทร (Early Retired)ของรัฐบาลไปกอนอายุจะครบ ๖๐ ปก็ตาม แต่ข้าราชการสวนใหญ่ก็ยังอยู่จนครบอายุเกษียณ

การเกษียณเปนวิกฤตการณอยางหนึ่งของชีวิต เปนสิ่งที่ทุกคนไมอาจจะหลีกเลี่ยงได ดังนั้นการ วางแผนชีวิตในวัยหลังเกษียณจึงมีความสําคัญและจําเปนพอๆ กับการวางแผนการศึกษาในวัยเด็ก และวางแผนการ ทํางานในวัยผู้ใหญ่ การวางแผนที่ดีจะเปนกุญแจสู่ชีวิตที่มีความสุข มีอายุยาวนานอย่างมีคุณภาพ และทําใหประสบ ความสําเร็จอยางสูงสุด เมื่อคนเราเกษียณแลว ถือเปนโอกาสใหมอีกครั้งที่จะไดเปลี่ยนแปลงบทบาทของชีวิต หรอเริ่มชีวิต ใหม่ตามที่ตนปรารถนาได้

 

1.เพาะต้นไม้จำหน่าย 

ต้นไม้กับผู้สูงอายุดูจะเป็นของคู่กันมากที่สุด ข้อดีของอาชีพนี้คือการที่ผู้สูงอายุเองก็จะได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงได้อีกทางหนึ่ง แม้จะไม่ใช่อาชีพที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำมากนักแต่ก็ถือว่าเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าสุดๆ ซึ่งต้นไม้ที่เลือกปลูกจำหน่ายก็ควรเป็นไม้ขนาดเล็ก เช่นไม้ดอก หรือไม้ยืนต้นประเภทผลไม้ต่างๆ เนื่องจากมีราคาจำหน่ายค่อนข้างสูง และใช้เวลาไม่นานในการเพาะต้นกล้า

 

 2.ทำอาหารขาย

 

เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เราเห็นมากที่สุดในลำดับต้นๆของคนวัยเกษียณเช่นกันโดยเฉพาะพวกคุณป้าทั้งหลายที่มักใช้เวลาหลังจากนี้เอาพรสวรรค์ด้านการทำอาหารคาวหวานต่างๆมาประยุกต์ใช้ได้อย่างดี ที่นิยมทำกันมากก็เช่นขนมไทย เบเกอรี่ต่างๆ ส่วนมากก็จะฝากขายไปตามร้านหรือว่าให้ลูกหลานเอาไปขายต่อที่ทำงาน ก็เรียกว่าเป็นการสร้างรายได้เล็กๆน้อยที่ได้ความสุขพร้อมกำไรบ้างเล็กๆน้อยๆ

 

3.ที่ปรึกษาบริษัทต่าง ๆ

สำหรับการเป็นที่ปรึกษาบริษัทนับว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจในวัยเกษียณ แต่ผู้ประกอบอาชีพนี้ได้ต้องมีความสามารถสูงหรือเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการของหน่วยงานก่อนเกษียณอยู่แล้ว ซึ่งอาชีพนี้นับว่ามีรายได้ดีและเป็นการสร้างคุณค่าให้กับตนเองได้อีกทางหนึ่ง แต่ข้อพึงระวังก็คือไม่ควรหักโหมกับงานมากเกินไปเพราะอาจทำให้เกิดความเครียดสะสมได้ 

 

4.เป็นคอลัมนิสต์ให้กับนิตยสารหรือว่าเว็บไซต์

ผู้เกษียณที่มีฝีมือในด้านการเขียนหรือชอบอ่านหนังสือเป็นทุนเดิม อาจเลือกเขียนคอลัมน์หรือบทความเพื่อลงไปตีพิมพ์ในนิตยสารต่าง ๆ เนื่องจากว่าวัยเกษียณเป็นวัยที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตทุกรูปแบบ ย่อมมีข้อคิดที่สามารถสอนใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างแน่นอน และในปัจจุบันงานเขียนเหล่านี้ก็ไม่ได้จำเพาะเจาะจงแค่นิตยสารมีเว็บไซต์จำนวนมากที่เปิดโอกาสให้เขียนบทความน่าสนใจเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ ถ้าเรามีประสบการณ์งานเขียนอยู่บ้างคิดว่านี่คืออาชีพที่มีความสุขไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

 

5.รับสอนพิเศษที่บ้าน 

สำหรับผู้เกษียณที่เคยประกอบอาชีพครูมาก่อน การรับสอนพิเศษที่บ้านนับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะนอกจากจะใช้เวลาว่างที่สร้างมูลค่าได้แล้ว ยังถือเป็นการแบ่งปันความรู้อีกทางหนึ่งด้วย สำหรับการสอนพิเศษนั้นไม่ควรจำกัดเฉพาะการสอนเด็ก แต่อาจเลือกสอนผู้ใหญ่ เนื่องจากเป็นวัยที่พร้อมเรียนรู้อยู่เสมอ และก็มีหลายแห่งที่เปิดสอนแบบไม่คิดค่าบริการ ซึ่งคนวัยนี้เรื่องเงินอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับคุณค่าที่ยังต้องพิสูจน์ว่าสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คิด 

6.เลือกการลงทุนในหุ้นปันผล

 แม้จะไม่ถือเป็นอาชีพแต่นี่คือหนึ่งในหลักการออมเงินที่เราได้ยินอยู่เสมอๆ แต่ว่าคนที่จะเอาเงินมาลงทุนในหุ้นได้ต้องมีพื้นฐานมีความรู้ด้านนี้มาก่อนส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักธุรกิจที่เกษียณตัวเองไปแล้ว ซึ่งกลุ่มนี้จะมีหุ้นที่ดีอยู่ในมือ แต่อย่างไรก็ตามควรหลีกเลี่ยงการเล่นหุ้มแบบตามกระแสเพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการขาดทุนอาจเป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดความเครียดมากกว่าความสุขได้ 

 

7.สร้างธุรกิจหยอดเหรียญ

 ในปัจจุบันจะเห็นว่าธุรกิจหยอดเหรียญ เริ่มเข้ามามีบทบาทในทุกสังคมของประเทศไทย เนื่องจากมีความสะดวกสบาย ซึ่งธุรกิจหยอดเหรียญนับว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุ เนื่องจากไม่เป็นภาระให้ต้องดูแลมากเกินไป โดยธุรกิจหยอดเหรียญที่น่าสนใจ ได้แก่ ตู้น้ำหยอดเหรียญ เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ตู้เติมน้ำมันหยอดเหรียญ ตู้เติมเงินหยอดเหรียญ เป็นต้น 

 

8.ทำงานฝีมือวางจำหน่าย 

วัยเกษียณเป็นวัยที่มีสมาธิมากขึ้น ดังนั้นการสร้างงานศิลปะจึงไม่ใช่เรื่องยากและทำให้เกิดความเพลิดเพลินได้อีกด้วย สำหรับการสร้างงานฝีมือนั้นมีหลายงานด้วยกัน ได้แก่ การถักโครเชต์ การถักนิตติ้ง การทำดอกไม้ประดิษฐ์ เป็นต้น ส่วนงานศิลปะก็ ได้แก่ การวาดภาพ การทำผ้าบาติก การทำสบู่เป็นรูปต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งการเลือกงานฝีมือแต่ละอย่างต้องคำนึงถึงความชอบของผู้เกษียณเป็นหลัก เพราะหากได้ทำงานตามความชอบแล้ว นอกจากจะเป็นการสร้างรายได้แล้วยังเป็นการสร้างความสุขใจอีกด้วย 

 

9.เป็นเกษตรกร

 หนึ่งในการวางแผนชีวิตคนวัยเกษียณคือการหาพื้นที่สงบๆในต่างจังหวัดทำสวน ปลูกผัก เพื่อใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและพอเพียง คำว่าเกษตรกรของคนวัยเกษียณจึงไม่ใช่การลงทุนลงแรงแบบคนหนุ่มสาวแต่เกษตรกรรมที่เหมาะสมเช่นการเลือกปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ การเลี้ยงไก่-เลี้ยงปลา ในบ่อหรือฟาร์มเล็กๆ เป็นต้น 

 

10.เลือกใช้การลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

 ต้องยอมรับว่าคนที่เกษียณตัวเองส่วนหนึ่งจะมีเงินทุนจากการทำงานบางคนได้เงินหลังการเกษียณเป็นหลักล้าน ซึ่งก็สามารถเอามาเล่นแร่แปรธาตุให้ตัวเองมีรายได้ต่อเนื่องในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ หนึ่งในวิธีการบริหารเงินนั้นคือการเลือกซื้อห้องแถวหรือว่าคอนโดแล้วปล่อยให้คนอื่นมาเช่าเพื่อจะได้มีรายได้เข้ามาทุกเดือน แต่ทั้งนี้ก็ต้องคำนึงถึงระยะทางของคอนโดหรือห้องแถวที่ไม่ควรให้อยู่ห่างจากที่พักอาศัยมากเกินไปนักจะได้ไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทางเพื่อตรวจตราความเรียบร้อยในแต่ละเดือน

เห็นแบบนี้แล้วพอจะเป็นไกดไลน์ให้กับท่านวัยเกษียณได้แน่นอน ลองนำไปทดลองทำชีวิตวัยเกษียณของท่านจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

 

ที่มา

http://www.thaismescenter.com/10-อาชีพหลังเกษียณ-ทำแก้เหงา-แต่ได้เงิน/

http://www.dhammajak.net