fbpx

แนะนำ..ผู้สูงอายุดูแลสุขภาพช่วงฤดูหนาว

แนะนำ..ผู้สูงอายุดูแลสุขภาพช่วงฤดูหนาว

กรมการแพทย์ แนะผู้สูงอายุควรดูแลสุขภาพในช่วงปลายฝนต้นหนาว อาจเจอโรคระบบทางเดินหายใจ ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง และอาการปวดข้อ ที่อาจเกิดขึ้นได้

นายแพทย์ณัฐพงศ์  วงศ์วิวัฒน์  รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ผู้สูงอายุ สามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้เบื้องต้น โดยการรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ สวมใส่เสื้อผ้าที่มีความหนาเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศเย็น ออกกำลังกายเป็นประจำ เคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ เพื่อช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย รับประทานให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำอุ่นวันละ 6-8 แก้ว และนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอประมาณวันละ 7-9 ชั่วโมง และหากที่ผู้สูงอายุต้องการเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนร่วมกับครอบครัวในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ควรเตรียมความพร้อมของร่างกาย ยาประจำที่ใช้ และยาที่จำเป็นให้พร้อมก่อนออกเดินทาง

 

นายแพทย์สกานต์  บุนนาค  ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ควรคำนึงถึงสำหรับผู้สูงอายุในช่วงหน้าหนาว ได้แก่

1.โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากมีการแพร่ระบาดง่าย และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ เช่น ปอดอักเสบติดเชื้อ เป็นต้น ควรอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดการได้รับเชื้อโรคจากผู้อื่น ถ้ามีอาการไอหรือมีไข้สูงเกิน 3 วันควรรีบไปพบแพทย์

2.ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง ได้แก่ ผิวแห้ง ผื่นผิวหนังอักเสบและคัน โดยเฉพาะหน้าหนาวซึ่งอากาศแห้ง หากอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นจะยิ่งชะล้างไขมันที่ผิวหนังออกไปอีก ควรเลือกสบู่ชนิดที่ไม่ล้างไขมันออกมากเกินไป และอาจใช้สบู่ฟอกเป็นบางครั้ง หรือฟอกเฉพาะส่วนข้อพับแขนและขาหนีบก็เพียงพอ จากนั้นควรทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิวหลังอาบน้ำทุกครั้ง เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง สำหรับผู้ที่ผิวแพ้ง่ายควรใช้โลชั่นประเภทที่ใช้กับผิวเด็กอ่อน และควรทาวันละหลายๆ ครั้ง ในกรณีที่มีปัญหาริมฝีปากแตก ไม่ควรเลียริมฝีปาก แนะนำให้ทาลิปสติกมันบ่อยๆ

3.โรคระบบไหลเวียนโลหิต เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น ผู้สูงอายุจึงควรดูแลรักษาให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ ไม่รับประทานอาหารรสจัด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรปรึกษาแพทย์เมื่อรู้สึกว่ามีอาการรุนแรงขึ้น  เช่น บวม รู้สึกเหนื่อยง่าย หรือเจ็บแน่นหน้าอก

4.อาการปวดข้อ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาปวดข้อเรื้อรัง อากาศที่หนาวเย็นอาจจะกระตุ้นให้โรคข้อเกิดการอักเสบขึ้นได้ เช่น โรคเก๊าต์ ดังนั้นการรักษาความอบอุ่นให้แก่ร่างกายจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

อย่างไรก็ตามลูกหลานมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ เพื่อให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง  ยิ่งไปกว่านั้นการดูแลเอาใจใส่ของลูกหลานยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี และถ้ายิ่งเรามีอุปกรณ์ดีๆที่จะช่วยให้ใช้ชีวิตของคนที่เรารักง่ายขึ้น อย่างเช่น รถเข็นไฟฟ้า หรือ รถเข็นธรรมดา ที่คอยช่วยอำนวยความสะดวก คืนอิสระให้แก่ท่านอีกครั้ง  รับรองว่า สุขภาพกายและสุขภาพด้านจิตใจดีขึ้นอีกเท่าตัวแน่นอนค่ะ

ที่มาของเนื้อหาสาระสำคัญ : กรมการแพทย์ , สสส.

ลดความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน

ลดความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน

สาเหตุสำคัญของโรคหัวใจมาจากโรควิถีชีวิตและพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ความอ้วน และสูบบุหรี่ ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจแข็งตัว หรือตีบตัน ดังนั้น ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป จึงควรตรวจสุขภาพประจำทุกปี เพื่อติดตามประเมินภาวะสุขภาพ ซึ่งหากพบมีผิดปกติจะได้รับการส่งต่อเพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด หรือรับคำแนะนำในการปฏิบัติตนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่อไป

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ตำแหน่งปัจจุบัน) ให้ข้อมูลว่า ในการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่เป็นปัจจัยหลักของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ทำได้โดยรับประทานอาหารสุขภาพ เช่น ผัก ผลไม้ พืชเมล็ดถั่ว ปลารสไม่หวานไม่มันไม่เค็ม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็วประมาณ 30 นาทีอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม ไม่สูบบุหรี่ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง รักษาอย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตนตามคำแนะนำแพทย์

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ แนะนำให้ออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น เต้นแอโรบิก เดินเร็ว ขี่จักรยาน วิ่งเหยาะๆ และว่ายน้ำ ที่สำคัญคือ ต้องปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อน และออกกำลังแต่พอเหมาะ เริ่มเบาๆ ค่อยเป็นค่อยไป หยุดพักเมื่อเริ่มเหนื่อยหรือแน่นหน้าอก หลังจากที่เริ่มเคยชินก็ค่อยๆ เพิ่มเวลาของการออกกำลังกายจนสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องนานอย่างน้อย 15 นาทีขึ้นไป ที่สำคัญต้องไม่ลืมเตรียมร่างกาย (Warming up and down) ก่อนและหลังการออกกำลังกายทุกครั้ง

และสำหรับบุคคลที่ต้องนั่งรถเข็นเป็นประจำ ที่ต้องใช้Wheelchair ก็สามารถออกกำลังกายได้เช่นกัน แต่อาจจะออกแต่พอเหมาะให้ร่างกายได้มีการขยับเคลื่อนไหว เช่น การยืดเส้นในท่วงท่าต่างๆ ซึ่งElife ก็มีบทความการออกกำลังกายสำหรับผู้ใช้รถเข็น ทั้งรถเข็นไฟฟ้า หรือรถเข็นนั่งธรรมดา ซึ่งเป็นบทความที่ดีมากๆ ลองปรับใช้ตามความเหมาะสมกับร่างกายเรานะคะ รับรองว่าเป็นประโยชน์อย่างมากเลยทีเดียว รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่าง……..

 **การออกกำลังกายสำหรับผู้ใช้รถเข็น รถเข็นไฟฟ้า รถเข็นไฟฟ้าพับได้**

การห่างไกลจากโรคภัยต่างๆเราสามารถป้องกันได้ โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน ที่มักจะเกิดเป็นเหตุกระทันหันไม่ทันได้ตั้งตัว แต่การป้องกันสามารถเริ่มได้จากตัวเรา การเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโชยน์ การออกกำลังกายให้ตามความเหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ก็คือเป็นกำไรชีวิตที่ดีอีกด้าน สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้นเราต้องใส่ใจดูแลตัวเราและคนในครอบครัวเรานะคะ

ที่มา: สสส.

เดินดี…ไม่มีล้ม

เดินดี…ไม่มีล้ม

การล้ม เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการบาดเจ็บ และการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลของผู้สูงวัย ยิ่งเมื่อก้าวสู่ปีที่ 70 เป็นต้นไป ความเสี่ยงของการหกล้มจะยิ่งมากขึ้น การล้มเป็นสาเหตุการบาดเจ็บที่รุนแรง ถ้าหากล้มครั้งเดียวอาจส่งผลต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตของคนรอบข้างเจ็บต่อไปตาม ๆ กัน ถ้าผู้สูงอายุไม่สามารถดูแลตัวเองได้เองอีก อาจส่งผลให้ลูกหลานหรือญาติพี่น้องต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลหรือจ้างผู้ดูแลพิเศษให้การบาดเจ็บจากการหกล้มทำให้ต้องนอนโรงพยาบาลนานกว่าการบาดเจ็บจากสาเหตุอื่น เช่น การบาดเจ็บจากกระดูกสะโพกหัก ผู้ป่วยอาจต้องนอนโรงพยาบาลนาน ถ้าผู้ป่วยยิ่งมีอายุมากและมีโรคประจำตัวมีความเป็นไปได้ที่ต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเวลานานหรือนอนติดเตียง และต้องมีผู้ดูแลไปตลอดทั้งชีวิต สำหรับคนที่เคยหกล้มแต่ไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง อาจเกิดอาการวิตก หวาดกลัวการหกล้มซ้ำ ทำให้ไม่กล้าใช้ชีวิตตามปกติ ส่งผลให้คุณภาพชีวิตด้านอื่น ๆ ลดลงไปด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปัจจัยเสี่ยงต่อการล้มของผู้สูงอายุ

1) ปัจจัยภายใน (การเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย)

  • การเดินและการทรงตัวผิดปกติ เช่น ในผู้ป่วยโรค หลอดเลือดสมอง พาร์กินสัน ไขสันหลัง ข้อเสื่อม ข้ออักเสบ ขาชา และกระดูกหูชั้นในเสื่อม
  • ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง จากความสูงวัยและภาวะโรคต่าง ๆ
  • ความบกพร่องด้านการมองเห็น เช่น ผู้ป่วยโรค ต้อกระจก ต้อหิน
  • ระดับการทำกิจวัตรประจำวันและการเคลื่อนไหวลดลง จากการไม่ออกกำลังกาย
  • การได้รับยาหลายชนิดพร้อมกัน รวมถึงยาบางประเภทที่ส่งผลต่อการทรงตัว
  • ความบกพร่องของสติปัญญา การรับรู้และภาวะจิตใจ เช่น ผู้ป่วยสมองเสื่อม ซึมเศร้า วิตกกังวล

2) ปัจจัยภายนอก (ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม)

  • พื้นทางเดิน การจัดบ้าน และสิ่งแวดล้อมไม่ปลอดภัย  สิ่งของในบ้านวางเกะกะ และมีแสงสว่างไม่เพียงพอ
  • สิ่งก่อสร้างไม่เอื้ออำนวย เช่น ห้องน้ำไม่มีราวเกาะ ,บันได แคบและชัน , ทางเท้าและพื้นถนนขรุขระ หรืออยู่ระหว่างซ่อมแซม
  • เครื่องใช้และเครื่องแต่งกายไม่พอดีตัว เช่น เสื้อผ้า หลวมโคร่งและยาวรุ่มร่าม รองเท้าหลวม  พื้นรองเท้าลื่นหรือชำรุด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วิธีลดความเสี่ยงจากการล้ม

  • กรณีเกิดจากปัจจัยทางด้านร่างกาย ผู้สูงวัยต้องได้รับการรักษาโรคประจำตัวหรือภาวะความผิดปกติที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการล้มดังกล่าวข้างต้นกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง  รวมทั้งรักษาระดับการทำกิจกรรมและการเคลื่อนไหว เพื่อคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความสามารถในการทรงตัว
  • ปรับสิ่งแวดล้อมภายในพื้นที่ที่ผู้สูงอายุอยู่เป็นประจำ เช่น พื้นทางเดินและการจัดบ้านปรับทางเดินให้เรียบ ไม่ลื่น จัดบ้านให้เป็นระเบียบ ไม่วางของเกะกะบนพื้น เพิ่มแสงสว่างในบริเวณบ้านให้เพียงพอ โดยฉพาะบริเวณทางเดินและบันได ติดราวจับในห้องน้ำและบริเวณบันได
  • เครื่องใช้และเครื่องแต่งกาย ควรเลือกเสื้อผ้าที่มีขนาดเหมาะสมกับตัวเอง ใส่รองเท้าที่กระชับ พื้นไม่ลื่น
  • ควรใช้อุปกรณ์ในการช่วยเดิน ไม่ว่าจะเป็นไม้เท้า หรือรถเข็นช่วยเดิน และควรปรับพฤติกรรม เช่น ลุกขึ้นยืนช้าๆ มองหาวัตถุรอบตัวที่สามารถจับยึดได้ในกรณีฉุกเฉิน ไม่เดินบริเวณที่เปียกชื้น ไม่ใส่รองเท้ายางที่หมดอายุการใช้งาน เพราะพื้นรองเท้าลื่นและไม่เกาะพื้น

ดังนั้นการปกป้องตัวเองของผู้สูงอายุไม่ให้เกิดการล้มจึงเป็นเรื่องสำคัญ ควรมีการออกกำลังกายและดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น Elife มีวิธีดูแลตัวเองมาแนะนำค่ะ >>https://www.elifegear.com/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2/

นอกจากนั้นตัวเรายังมี EW-21 รถเข็นช่วยเดินที่จะเป็นตัวช่วยในการฝึกการเดินของผู้สูงอายุ >> https://www.elifegear.com/shop/ew-021-rollator-3in1-ultralight/

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา : คู่มือการดูแลผู้สูงอายุ

กิจกรรมทางกายสำหรับผู้สูงอายุ

กิจกรรมทางกายสำหรับผู้สูงอายุ

กิจกรรทางกาย (Physical Activity) หมายถึง การเคลื่อนไหวร่างกายใด ๆ ที่มีการใช้กล้ามเนื้อ แบ่งเป็น 3 ระดับตามการเคลื่อนไหว
1) กิจกรรมทางกายระดับเบา การเคลื่อนไหวที่น้อยในการออกแรง เน้นกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยน้อย เป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
2) กิจกรรมทางกายระดับปานกลาง เป็นกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยปานกลาง โดยที่ระหว่างทำกิจกรรมยังสามารถพูดเป็นประโยคได้ มีเหงื่อซึม ๆ
หากวัดอัตราการเต้นของหัวใจจะมีระดับของชีพจรอยู่ที่ 120-150 ครั้ง/นาที
3) กิจกรรมทางกายระดับหนัก เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยมาก ทำกิจกรรมซ้ำต่อเนื่องด้วยการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น การวิ่ง
การเดินขึ้นบันได การออกกำลังกาย การเล่นกีฬา โดยที่ระหว่างทำกิจกรรมไม่สามารถพูดได้เป็นประโยค หรือรู้สึกเหนื่อยหอบ หากวัดอัตราการเต้นของหัวใจ
จะมีระดับชีพจรอยู่ที่ 150 ครั้ง/นาที ขึ้นไป

หากไม่เคยทำกิจกรรมทางกายมาก่อนเลย ควรค่อย ๆ เริ่มทำจากเบาไปหนัก จากช้าไปเร็ว ตามที่ร่างกายสามารถทำได้และพึงระลึกไว้เสมอว่าการขยับไม่ว่ามากหรือน้อยย่อม “ดีกว่าไม่ขยับเลย”

กิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ
1. เน้นการทำกิจกรรมทางกายแบบแอโรบิค ที่พัฒนาระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจ
1.1 ระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ หรือวันละ 30 นาที 5 วัน/สัปดาห์
เช่น เดินเร็ว ทำสวน ปั่นจักรยาน หรือทำความสะอาดบ้าน
1.2 ระดับหนักอย่างน้อย 75 นาที/สัปดาห์ หรือวันละ 15 นาที 5 วัน/สัปดาห์ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ หรือเล่นกีฬา
2. กิจกรรมเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความหนาแน่นของมวลกระดูก อย่างน้อย 2 วัน/สัปดาห์ เช่น ออกกำลังกายในน้ำ รำมวยจีน

Senior Men and Women Enjoying Aerobics in a Swimming Pool


3. กิจกรรมการพัฒนาความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อ โดยการยืดกล้ามเนื้อจนรู้สึกตึง และหยุดค้างไว้ 15 วินาที/ครั้ง ทำประมาณ 10 นาที/วัน และอย่างน้อย 2 วัน/สัปดาห์ เช่น โยคะ รำไม้พลอง

4. การบริหารสมอง ประสาทสัมผัส ความจำและอารมณ์ เช่น นั่งสมาธิ สวดมนต์ เดินจงกมรม เล่นเกมคิดคำนวณ พูดคุยกับเพื่อน หรือเล่นดนตรี

5. เปลี่ยนอิริยาบถ โดยให้ลุกเปลี่ยนอิริยาบถจากท่านั่งหรือนอนราบ จากกิจกรรมการนั่งดูทีวี อ่านหนังสือ เล่นโทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ ทุก ๆ 2 ชั่วโมง
โดยการยึดเหยียดกล้ามเนื้อจนรู้สึกตึง เดิน หรือทำงานเบา ๆ ภายในบ้าน

 

>> ข้อควรระวังในการทำกิจกรรมทางกาย <<

  • ผู้สูงอายุควรมีการประเมิณความพร้อมของร่างกายและกล้ามเนื้อก่อนว่าเหมาะสมจะทำกิจกรรมระดับไหน ประเภทใด
  • ควรมีกิจกรรมทางกายตามความสามารถและตามสภาวะที่ร่างกายจะเอื้ออำนวย
  • ควรทำกิจกรรมทางกายจากช้าไปหาเร็ว เบาไปหาหนัก เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับตัวได้
  • ควรเริ่มต้นจาการมีกิจกรรมทางกายในกิจวัตรประจำวันก่อน และมีการอบอุ่นร่างกายและยืดเหยียด (Warm up) และคลายอุ่น (Cool Down)
  • ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมแก่การทำกิจกรรมทางกาย เช่น ปรับพื้นและทางเดินให้เรียบ ไม่มีขั้น มีแผ่นยางกันลื่น หรือมีราวจับ
  • เรียนรู้อาการที่ควรหยุดการทำกิจกรรมทางกาย และควรปรึกษาแพทย์

การทำกิจกรรมทางกายเป็นเรื่องที่ควรทำเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะในวัยผู้สูงอายุเท่านั้น สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย เพียงแต่ในวัยสูงอายุอาจมีข้อจำกัดในหลาย ๆ ด้าน
ตามสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล จะขยับร่างกายได้มากหรือน้อย ร่างกายก็ควรมีการเคลื่อนไหวนะคะ
Elife นอกจากจะมีรถเข็นแมนนวล และรถเข็นไฟฟ้าแล้ว ทางร้านเรายังมีรถเข็นช่วยเดินเพื่อสนับสนุนให้เกิดการขยับร่างกายด้วยค่ะ >>https://www.elifegear.com/shop/ew-021-rollator-3in1-ultralight/

 

รีวิว รถเข็นช่วยเดิน EW-21 >>https://youtu.be/0pvZQN6zr-U

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา : PA Guidelines สำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส.

4 ท่ายืดให้อกผาย ไหล่ผึ่ง

4 ท่ายืดให้อกผาย ไหล่ผึ่ง

สังเกตว่าคนที่นั่งทำงานหน้าคอมฯ ขับรถติดๆ เสพติดการปั่นจักรยาน การนั่งบนรถเข็นนั่งนานๆ  หรือแม้แต่การถือของหนักๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน มักประสบปัญหาเดียวกัน นั่นคือ กล้ามเนื้อช่วงอกตึง หด เกร็ง เพราะใช้งานมากเกินไป ส่งผลให้ความยืดหยุ่นบริเวณอก ไหล่ และแขนทั้งสองข้างลดน้อยลง การเคลื่อนไหวทำได้ไม่ดีนัก ปัญหาเบาๆ ที่ตามมาคือกลายเป็นคนเดินหลังค่อม ไหล่ห่อ ไม่สง่าผ่าเผย หายใจติดขัด แขนชา เรื่อยไปจนถึงอาการบาดเจ็บแบบฉับพลันที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ท่าเหล่านี้ช่วยยืดลำตัวช่วงบน โดยเฉพาะบริเวณด้านหน้าที่สามารถมองเห็นได้ในกระจก ไม่จำเป็นต้องทำหลังออกกำลังกาย แต่สามารถทำได้ทุกเมื่อ เช่น หลังตื่นนอน หรือก่อนนอน เพื่อคลายความตึงเกร็ง โดยให้ทำท่าละ 15-30 วินาที หรือ 3-5 ลมหายใจ (หายใจเข้า+หายใจออก นับ 1) ทำท่าละ 2-3 ครั้งจนครบทุกท่า                                                                                          เริ่มต้นด้วย ท่า ที่ 1.ไหล่หลังยืดวิธีทำ : เอามือไพล่ไปด้านหลัง พยายามเอื้อมมือให้จับข้อศอกของฝั่งตรงข้าม ให้รู้สึกว่าช่วงอกถูกขยายออก กดไหล่ทั้งสองข้างลง   

2.แอ่นอกยืดวิธีทำ : ล็อกแขนทั้งสองข้างไว้กลางศีรษะด้านหลัง บีบสะบักเข้าหากัน ดันศอกและแขนไปด้านหลัง เพื่อให้ช่วงอกเปิดมากที่สุด สามารถประสานไว้บนศีรษะหรือเหนือศีรษะ 1-2 นิ้ว เพื่อให้ยืดได้มากขึ้น

3.ไต่นิ้วยืดวิธีทำ  : นั่งชันเข่าให้ก้นแนบกับฝ่าเท้า จากนั้นค่อยๆ โน้มตัวลง ไต่นิ้วไปด้านหน้าจนหน้าผากจรดพื้น พยายามให้นิ้วไปไกลมากที่สุดโดยที่สองแขนยังคงเหยียดตรง ฝ่ามือคว่ำตลอดเวลาพยายามอย่าเกร็งคอ ให้รู้สึกว่าไหล่ทั้งสองถูกยืดไปด้านหน้า

4.พลิกตัวยืด

วิธีทำ : ท่านี้ยืดทั้งอกและไหล่แต่ทีละข้าง เริ่มจากนอนคว่ำหน้า สองแขนกางเป็นตัว T คว่ำฝ่ามือลง จากนั้นพลิกตัวเปิดมาทางซ้ายเพื่อยืดอกและไหล่ฝั่งขวา ใช้มือซ้ายยันพื้นไว้เพื่อช่วย

ทรงตัว ยกขาซ้ายขึ้น งอเข่า พาดไปทางด้านหลัง ให้ศีรษะแนบลงกับพื้น ทำสลับข้าง                                                                                                                                                               

เพียง 4 ท่า ทำได้ง่าย ใช้เวลาไม่นาน สามารถทำได้บนที่นอน เตียงนอนของเราได้เลยค่ะ ซึ่งในครั้งนี้เรายืดตัวบน เตียงไฟฟ้ารุ่น EB-55 ของElifegear ค่ะ

นอกจากจะทำให้เราอกผ่ายไหล่ผึ่งแล้ว ยังจะช่วยลดภาวะหลังค่อมด้วยนะคะ การมีสุขภาพดีร่างกายสวยงาม โดยที่ใช้เวลาไม่มากเป็นสิ่งที่ควรลงมือทำอย่างยิ่ง เพื่อสุขภาพร่างกายเราค่ะ 

 

 

ที่มา : สสส.