fbpx

การป้องกันอุบัติเหตุและการบำรุงรักษารถเข็นวีลแชร์เบื้องต้น

การป้องกันอุบัติเหตุและการบำรุงรักษารถเข็นวีลแชร์เบื้องต้น

การตรวจสอบ และบำรุงรักษารถเข็นวีลแชร์เบื้องต้น

การบำรุงรักษารถเข็นวีลแชร์เป็นประจำจะช่วยป้องกันปัญหาในระหว่างการใช้งานและอุบัติเหตุได้ นอกจากนั้นยังช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานของรถเข็นวีลแชร์ รวมถึงอุปกรณ์และส่วนประกอบต่าง ๆ ของตัวรถอีกด้วย

  • ในการดูแลและทำความสะอาดทั่วไป รถเข็นวีลแชร์ส่วนใหญ่จะมีคู่มือการบำรุงรักษามาให้อยู่แล้ว โดยปรกติการใช้ฟองน้ำหมาด ๆ เช็ดแล้วซับด้วยผ้าแห้งก็เพียงพอในการกำจัดฝุ่นละออง และสิ่งสกปรกได้แล้ว (โปรดหลีกเลี่ยงสารเคมีรุนแรง หรือสารขัดสี)

  • การตรวจสอบ และการดูแลรถเข็นวีลแชร์บางอย่างสามารถทำได้โดยผู้ใช้งาน เช่นสูบลมยาง การหล่อลื่นลูกปืนล้อ การซ่อมบำรุงอื่นนอกเหนือจากนี้ควรเป็นหน้าที่ของวิศวกรที่มีความรู้ หรือผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ

  • ตรวจสอบการใช้งานของห้ามล้อเป็นประจำ หากสงสัย หรือพบความผิดปรกติในการใช้ห้ามล้อ ต้องนำรถเข็นวีลแชร์ ไปให้ช่างตรวจสอบโดยทันที
  • ตรวจสอบการพับ-กาง รถเข็นวีลแชร์อยู่เสมอ และฝึกทำการพับ-กางรถเข็นให้คล่องเพื่อจะได้ใช้งานได้อย่างราบรื่น

  • เมื่อนั่งบนรถเข็นวีลแชร์ ให้ตรวจดูว่าที่วางเท้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม และแน่นหนา ต้นขาควรวางแนบกับที่นั่งพอดี ในขณะที่เท้าก็วางได้เต็มฝ่าเท้า และควรสูงจากพื้นดินประมาณ 2นิ้ว-4นิ้ว (วัดจากพื้นดินถึงใด้แผ่นวางเท้า)
  • ชิ้นส่วนที่สามารถถอดออกได้ เปลี่ยนได้ หรือแยกซ่อมได้ เช่นที่วางแขน เข็มขัดนิรภัย สายรัด ที่พักเท้า แบตเตอรี่ เบาะ เป็นต้น ควรมีกำหนดการตรวจสอบเป็นประจำ
  • อย่าให้ผู้อื่นที่ไม่ใช่ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ๆ เล่น ปรับแต่ง ใช้งานรถเข็นวีลแชร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า หากเผลอไปโดนคันบังคับอาจทำให้เกิดอันตราย หรืออุบัติเหตุร้ายแรงได้
  • ตรวจสอบชิ้นส่วนที่สามารถขยับได้ เช่นที่วางแขน ที่พักเท้า ว่าติดตั้งแน่นหนาดีไหมก่อนการใช้งานรถเข็นวีลแชร์
  • ตรวจสอบ หรือเปลี่ยนยางล้ออย่างสม่ำเสมอ ตรวจสอบล้อว่าขณะใช้งานมีอาการโยกแก่วง หรือยางบวมหรือไม่ หากพบอาการให้เปลี่ยนทันทีเพราะอาจเกิดอันตรายกับผู้ใช้งานได้
  • ห้ามถอดล้อกันหงายออก ยกเว้นการซ่อมแซม หรือการเปลี่ยนอะไหล่

  • ล้อกันหงายควรอยู่ห่างจากพื้นดินอย่างน้อย 2 นิ้ว
  • สำหรับรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า ต้องปิดสวิตช์ที่คันบังคับที่ตัวรถเข็นวีลแชร์ก่อนที่จะลุกขึ้น หรือนั่งลงบนรถเข็น
  • ต้องมีแผนฉุกเฉินไว้ตลอดเวลา รวมถึงรายชื่อ เบอร์โทรญาติ เพื่อน หรือหน่วยกู้ภัยเมื่อมีเหตุฉุกเฉินขณะอยู่นอกบ้าน

การควบคุมรถเข็นวีลแชร์ และการป้องกันอุบัติเหตุเบื้องต้น

  • ทำความคุ้นเคยกับตำแหน่งของจุดศูนย์ถ่วงของรถเข็นวีลแชร์ และจัดที่นั่งให้สมดุลและกระจายน้ำหนักให้ดี
  • ฝึกการเอี้ยวตัว การเอื้อมมือ การยกของขณะนั่งบนรถเข็นวีลแชร์เพื่อให้รู้ถึงความมั่นคงของรถเข็นเมื่อต้องทำกิจกรรมต่าง ๆ

  • ควรเลือกรถเข็นที่มีสีอ่อนเพื่อการมองเห็นที่ดีกว่าในเวลากลางคืน และติดแผ่นสะท้อนแสง หรือโคมไฟเมื่อต้องเดินทางออกนอกบ้าน

  • รถเข็นวีลแชร์ส่วนใหญ่จะเกิดอุบัติเหตุจากการล้มทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง ซึ่งมีสาเหตุหลายอย่างดังนี้
    • ใช้ความเร็วมากเกินไป
    • หักเลี้ยวในมุมที่แคบเกินไปอย่างรวดเร็ว
    • พื้นที่ขรุขระ ลื่น มีกรวดทราย
    • การนั่งเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง
    • การเอื้อมมือออกไปมากเกินไป
    • ละเลยการใช้ล้อกันหงาย
    • มองไม่เห็นสิ่งกีดขวาง หรือประมาทเมื่อพบสิ่งกีดขวาง
    • การเอื้อมไปหยิบสิ่งของที่อยู่ด้านหลังก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ล้ม ต้องหันรถเข็นให้ตรง และใกล้กับสิ่งของที่จะหยิบ ควรเอื้อมมือหยิบสิ่งของที่อยู่ในระยะช่วงแขนเท่านั้น การโน้มตัวออกไปนอกรถเป็นสาเหตุให้รถล้มได้ การล็อคล้อก็พอช่วยได้
  • ให้ล็อคล้อเสมอเมื่อจะลุก หรือนั่งลงบนรถเข็นวีลแชร์

  • ต้องเปิดที่พักเท้าให้สุดเมื่อจะลุก หรือนั่งลงบนรถเข็นวีลแชร์ เพื่อป้องกันการสะดุด หรือเกี่ยวเสื้อผ้า
  • เก็บชายผ้า ชายเสื้อ หรืออุปกรณ์ใด ๆ ที่หลวมห้อยอยู่ให้ห่างจากล้อรถเข็น เพื่อป้องกันการพันกับล้อ
  • อย่าทำให้รถเสียสมดุลโดยการแขวนสิ่งของน้ำหนักมาก ๆ ที่ด้านหลังของรถเข็น หากต้องขนของบนรถเข็น ให้วางอยู่ใกล้จุดศูนย์ถ่วงของตัวรถเข็นให้มากที่สุด และนำสิ่งของนั้นออกไปก่อนที่จะลุกจากรถเข็น
  • หลีกเลี่ยงขอบทาง ขั้นบันได หรือเนินที่มีความสูงมากกว่า 2 นิ้ว ต้องติดตั้งล้อกันหงายไว้เสมอ

  • ในการข้ามสิ่งกีดขวาง เช่นพื้นต่างระดับ ขอบทาง ต้องตั้งพนักพิงให้ตรง ให้สิ่งกีดขวางอยู่ด้านหน้า ไม่ข้ามแบบเฉียง ๆ และต้องเคลื่อนตัวรถเข็นอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะพ้นสิ่งกีดขวางนั้นไปแล้ว
  • หลีกเลี่ยงทางลาดที่มีความชันมากเกินกว่าจะผ่านไปได้ ขณะใช้ทางลาดต้องเคลื่อนรถเข็นไปอย่างช้า ๆ และสม่ำเสมอ และต้องขนานไปกับทางลาด ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่งซึ่งจะทำให้รถเข็นล้มได้
  • ใช้ห้ามล้อรถเข็นเพื่อยึดให้รถเข็นอยู่กับที่เท่านั้น ห้ามใช้เพื่อการชะลอรถขณะเคลื่อนที่อย่างเด็ดขาด
  • หลีกเลี่ยงการข้ามสิ่งกีดขวางขณะที่มันเปียก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้รถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า (ยกเว้นว่ารถเข็นไฟฟ้านั้นจะระบุไว้ว่าใช้ในสภาพเปียกน้ำได้)
  • หลีกเลี่ยงการดึงประตู ตู้ หรือของที่ติดแน่นอยู่กับพื้นหรือผนังในขณะที่นั่งอยู่บนรถเข็นวีลแชร์ เพราะจะทำให้จุดศูนย์ถ่วงของตัวรถเปลี่ยนไปอย่างมาก เมื่อประตูหลุดจากการติดขัดจะเกิดแรงเหวี่ยงแล้วทำให้รถเข็นพลิกล้มลงได้

+++++++++++++++++++++++

การตรวจสอบความปลอดภัยภายในบ้านที่มีการใช้รถเข็นวีลแชร์

การตรวจสอบความปลอดภัยภายในบ้านที่มีการใช้รถเข็นวีลแชร์

สิ่งแวดล้อมทางกายภาพภายในบ้าน


ในการทำบ้านให้ปลอดภัยกับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ เราต้องเข้าใจ และคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ของการเกิดอันตรายภายใน และรอบ ๆ บ้านเสียก่อน
จากการศึกษาโดยผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์เองแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมที่มักจะเกิดปัญหาในการเข้าถึงมักจะเป็นพื้นที่ดังต่อไปนี้
• ในพื้นที่ส่วนตัว เช่นการขึ้น หรือลงจากเตียง การทำความสะอาด หรือการสวมเสื้อผ้า
• การเตรียมอาหาร และรับประทานอาหาร
• การเอื้อม หรือก้มเพื่อเปิดตู้ ชั้นวางของ หรือการตากผ้า
• ความลำบากที่เกิดจากการสูญเสียความรู้สึก
• การจับต้อง และการใช้งานสิ่งของบางอย่างเช่นลูกบิดประตู คันโยก ของที่วางตั้งอยู่ หรือของที่มีขนาดใหญ่หรือน้ำหนักมาก
การกำหนดจุดที่มีปัญหาเหล่านี้มีความสำคัญมาก และที่สำคัญที่สุดคือความเห็นจากผู้ที่ใช้รถเข็นวีลแชร์เอง

การจัดวางผังในบ้านเบื้องต้น

• ช่องประตูอาจจะต้องกว้างกว่าปรกติ เพื่อให้การเคลื่อนที่ผ่านประตูเป็นไปได้อย่างสะดวก ทั้งผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ และผู้ใช้รถเข็นช่วยเดิน ซึ่งความกว้างอย่างน้อย 80 ซม. ก็เพียงพอสำหรับรถเข็นส่วนใหญ่รวมไปถึงรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้าด้วย
• การหมุนกลับตัวในอาคารก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา ต้องมีพื้นที่ที่กว้างพอที่จะให้รถเข็นวีลแชร์กลับตัวได้อย่างสะดวกเพื่อการเข้า และออกพื้นที่นั้น ๆ ได้
• รายการข้างล่างนี้เป็นระยะสูงสุด/ต่ำสุดของพื้นที่ต่าง ๆ ภายในบ้านที่เราแนะนำ
• รถเข็นวีลแชร์โดยทั่วไปจะกินพื้นที่ประมาณ 75 ซม. x 120 ซม.
• พื้นที่ต่ำสุดของการใช้งานรถเข็นวีลแชร์มาตรฐานอยู่ที่ 150 ซม. x 150 ซม.
• ช่องทางเดิน และทางรถเข็นวีลแชร์ กว้างอย่างน้อย 90 ซม.
• ช่องประตูกว้าง 80 ซม.
• ระดับโต๊ะ หรือพื้นที่ทำงานสูง 70-80 ซม.
• ช่องว่างใต้โต๊ะสำหรับสอดเข่าเข้าไป 70-74 ซม.
• ความลาดเอียงสูงสุดสำหรับทางลาดเป็นอัตราส่วน 1:12
• ความลาดเอียงสูงสุดสำหรับพื้นที่ทั่วไป เช่นที่จอดรถ ทางรถ ซอย 1:48

ช่องบันได และช่องทางเดินร่วม

• ราวจับจะต้องติดตั้งอย่างแน่นหนา สามารถรับน้ำหนักของผู้ใช้งานได้ทั้งตัว และมีความสะดวกสบายในการจับ
• นั่นหมายความว่าจะต้องไม่ยึดด้วยสลัก หรือตะปูเกลียวกับส่วนที่เป็นปูนฉาบที่เปราะบาง ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ต้องมีคุณภาพได้มาตรฐานด้วย
• มีระยะห่างของราวจับ กับผนังเพียงพอเพื่อผู้ใช้งานจะสามารถใช้มือจับราวหรือแขนโอบราวได้โดยรอบ และทุกจุด
• ควรต่อความยาวของราวจับออกไปจากบันไดขั้นแรก และขั้นสุดท้ายเพื่อให้ความมั่นคงกับผู้ใช้งานก่อนขึ้น หรือลงบันได
• ให้ความสำคัญกับแสงสว่างบริเวณช่องบันได และทางเดินร่วม ควรมีแสงสว่างพอเพียง แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงแสงจ้าหรือแสงสะท้อนที่มากเกินไป ส่วนที่เป็นเงามืดด้วย
• ควรให้บริเวณช่องบันได และทางเดินร่วมโล่ง ไม่มีสิ่งของเกะกะบนพื้นตลอดทางเดิน
• ขนาดและความชันของขั้นบันไดควรได้มาตรฐาน ลูกนอนบันไดควรจะกว้างพอให้วางได้เต็มฝ่าเท้า ไม่ต้องเกร็งหรือก้าวยาวเกินไป
• หลีกเลี่ยงการวางพรมเช็ดเท้า ผ้าเช็ดเท้า หรือวัสดุอื่นใดบริเวณบันไดขั้นแรก และขั้นสุดท้าย เพื่อป้องกันการสะดุด หรือลื่นหกล้ม

ในครัว

• ในครัวมักจะเป็นสถานที่ ที่มีปัญหามากเป็นพิเศษสำหรับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ และผู้ใช้รถเข็นช่วยเดิน ควรออกแบบให้เหมาะกับการเคลื่อนที่ และความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง
• หน้าเคาน์เตอร์ รวมถึงเตาและเตาอบ จะต้องมีความสูงพอเหมาะ เท้าแขนของรถเข็นวีลแชร์ส่วนมากจะมีความสูงจากพื้นอยู่ที่ประมาณ 72 ซม. ในขณะที่หน้าโต๊ะมักจะมีความสูง 70-92 ซม.
• จำไว้ว่ารถเข็นวีลแชร์ จะไม่สามารถเข้าถึงเคาน์เตอร์ที่มีตู้อยู่ด้านล่างได้เลย
• ควรมีช่องว่างใต้โต๊ะ หรือเคาน์เตอร์อย่างน้อย 75-80 ซม. เพื่อให้ขาของผู้นั่งรถเข็นวีลแชร์สอดเข้าไปได้
• ต้องกำหนดตำแหน่งของหัวเตา และปุ่มเปิด-ปิดให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน
• การวางภาชนะ ปุ่มควบคุม หรือสิ่งต่าง ๆ จะต้องไม่ให้มีการเอื้อมมือข้ามเตาไฟ หรือบริเวณที่มีความร้อนไม่ว่าในก่อน ระหว่าง หรือหลังการทำอาหาร
• เตาอบแบบติดผนังจะเข้าถึงยากกว่าแบบตั้งพื้นทั่วไป
• การติดตั้งกระจกจะช่วยให้ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ มองเห็นของที่อยู่ในหม้อ หรือกระทะขณะทำอาหารได้สะดวกมากขึ้น
• พิจารณาถึงความยากง่ายในการย้ายภาชนะที่ร้อน และหนัก(โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นของเหลว) จากเตามายังโต๊ะ อาจจะทำเป็นทางลาดให้ลากหม้อ หรือกระทะแทนที่จะต้องยกขึ้น
• การเพิ่มก๊อกน้ำก็ช่วยลดการเคลื่อนย้ายภาชนะได้ การใช้สายฝักบัวก็มีประโยน์มากเช่นกัน
• อ่างล้างจานก็ไม่ควรมีก้นลึกมาก ควรให้ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์สามารถเอื้อมถึงก้นอ่างได้แม้ขณะนั่งอยู่บนรถเข็นรถเข็นวีลแชร์
• ก๊อกเปิดปิดน้ำควรใช้แบบคันโยกจะสะดวกกว่า
• ปรับความสูงของอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน ชั้นวางชั้นล่างสุดในตู้เย็นอาจจะต้องปรับให้สูงขึ้น
• ชั้นวางที่เลื่อนออกมาได้ หรือถาดหมุนก็ช่วยให้หยิบสิ่งของที่อยู่ลึกเข้าไปในตู้ได้ง่ายขึ้น
• ลิ้นชักควรมีความมั่นคง แม้จะถูกดึงออกมาจนสุด
• ตรวจดูว่าผิวพื้นไม่มีความลื่น
• ต้องแน่ใจว่ามีเครื่องดับเพลิงที่พร้อมใช้งาน อยู่ในตำแหน่งที่ง่ายต่อการหยิบใช้งานด้วย

ห้องน้ำ

• พื้นที่กว้างขวาง และมีความสะดวกในการเข้าถึงโถส้วม ที่อาบน้ำ อ่างล้างหน้า เป็นความสำคัญหลักสำหรับห้องน้ำผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์
• พิจารณาไว้เสมอถึงความสูงของสุขภัณฑ์ต่าง ๆ เช่นโถส้วม อ่างล้างหน้า ชั้นวาง ควรปรับให้เหมาะสม
• ติดตั้งห้องน้ำแบบที่ให้รถเข็นวีลแชร์เข้าไปใช้ได้โดยสะดวก จะต้องไม่มีขอบยกระดับ หรือขั้นบันได
• ราวจับ แผ่นช่วยย้ายที่นั่ง เก้าอี้ และที่จับต่าง ๆ ต้องมั่นคง และแน่นหนาพอที่จะรับน้ำหนักผู้ใช้งานได้ทั้งตัว
• เลือกวัสดุปูพื้นอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการสะดุด หรือลื่นล้มขณะเข้าหรือออกจากห้องน้ำ และส่วนอาบน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพื้นเปียก ต้องระวังพรม หรือแผ่นเช็ดเท้าด้วยเช่นเดียวกัน
• ปุ่มกดชักโครก ก๊อกน้ำ หรืออุปกรณ์สุขภัณฑ์อื่นอาจใช้งานลำบากเมื่อผู้ใช้อยู่ในท่านั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ใช้งานมีความไม่สะดวกในการใช้มือ การใช้เซนเซอร์อัตโนมัติช่วยเปิดปิดน้ำ-ไฟ ก็จะช่วยให้มีความสะดวก ขึ้น
• ตรวจสอบตำแหน่งอุปกรณ์ประปาเช่นหัวก๊อก อย่าให้ยื่นเกะกะ เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดการชน การกระแทก เกิดการบาดเจ็บได้

บริเวณรอบบ้าน และจุดเชื่อมต่อ

• ตรวจสอบองศาการเอียงของทางลาดทั้งภายใน และภายนอกบ้าน อัตราส่วน 1:12 (หรือความสูง 10 เซนติเมตร ต่อความยาวทางลาด 120 เซนติเมตร) หากทางลาดยาวเกิน 6 เมตร ควรมีชานพักยาวอย่างน้อย 1.5 เมตร

• ในทำนองเดียวกัน ราวจับก็จะต้องมีองศาเดียวกันกับทางลาดด้วย
• การลื่นไถล หรือสะดุดบนทางลาดเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ควรใช้วัสดุปูพื้นที่ป้องกันการลื่นหากเป็นพื้นไม้ และควรใช้การตีเส้นแนวขวางหากเป็นพื้นคอนกรีต ทั้งนี้เพื่อป้องกันการลื่น
• ห้ามใช้พื้นที่เป็นกรวด ทราย บนทางลาด เพราะจะทำให้เกิดการลื่น และไม่สามารถบังคับรถเข็นวีลแชร์ได้ อาจล้มแล้วเกิดการบาดเจ็บรุนแรง
• ควรมีระบบระบายน้ำ เพื่อไม่ให้มีน้ำขังบนทางลาด เมื่อพื้นเปียกควรระบายน้ำให้แห้งได้โดยเร็ว
• ตรวจสอบทางลาดให้มีพื้นราบเรียบสม่ำเสมอ ไม่มีการสะสมของดิน ทรายที่จะทำให้ลื่น หรือสะดุด ไม่มีรอยแตก ทรุดของผิวทางลาด
• พื้นที่หน้าทางลาดทั้งสองฝั่งต้องไม่มีสิ่งกีดขวางใด ๆ
• ต้องไม่มีคาน ซุ้มประตูหรือสิ่งกีดขวางในทางสูง

ระบบป้องกันไฟไหม้


• การป้องกันไฟไหม้ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ หรือรถเข็นช่วยเดิน
• จะต้องอธิบายแผนการอพยพหากเกิดไฟไหม้ให้กับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์อย่างละเอียด และเจาะจง ทั้งเส้นทางการหนีไฟ และอุปกรณ์ที่จำเป็น ต้องกำหนดจุดที่ปลอดภัยเพื่อรอความช่วยเหลือ
• แผนการอพยพต้องทำทันที ไม่ใช่การรอเจ้าหน้าที่กู้ภัยมาถึงก่อนจึงทำการอพยพ
• ทางหนีไฟควรอยู่ใกล้กับบริเวณที่ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ ใช้ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณนั้น
• ต้องเคลียร์ทางเดิน เส้นทางหนีไฟ หน้าประตู และหน้าทางลาดให้สะอาด ไม่มีสิ่งกีดขวางอยู่ตลอดเวลา
• ระลึกไว้เสมอว่าการใช้ลิฟต์เป็นสิ่งต้องห้าม เว้นแต่ลิฟต์นั้นเป็นชนิดพิเศษมีความปลอดภัยสำหรับใช้ในเวลาอพยพหนีไฟได้เท่านั้น
• ผู้ช่วยเหลือ และหน่วยกู้ภัยต้องได้รับการแจ้งให้ทราบเสมอเมื่อจะเข้าไปในอาคารที่มีผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์อยู่ในอาคารนั้น
• เจ้าของบ้าน หรือเจ้าของอาคารต้องติดตั้งสัญญาณเตือนภัย และสิ่งอำนวยความสะดวกในการอพยพ รวมถึงสัญญาณไฟไหม้ ป้ายทางหนีไฟ ไฟฉุกเฉิน และต้องดูแลให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตลอดเวลา
• แน่ใจว่าผู้รับผิดชอบทุกคนในสถานการณ์ฉุกเฉินทุกกรณี เข้าใจวิธีการปฏิบัติตัวอย่างถ่องแท้

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Elife @ SCG eldercare

Elife @ SCG eldercare

 

รถเข็น Elife @ SCG eldercare

รถเข็นElife ของเราได้รับความไว้วางใจจากทาง SCG ที่เลือกรถเข็นไฟฟ้าจากทางElife รุ่น Pw-222 และ รุ่น Litepro มาตั้งที่ร้าน SCG eldercare ซึ่งเป็น Lifestyle Shopping Center ที่รวบรวมสินค้าและบริการสำหรับผู้สูงอายุไว้ที่นี้ที่เดียวครบ Elifeจึงเป็นส่วนนึงที่มามอบความสะดวกสบายให้กับทุกท่านเช่นกัน บรรยากาศรอบๆ ร้านดีมากเลยค่ะ ภายในร้านจะตกแต่งสวยงาม มีเก้าอี้สำหรับนั่งพัก ที่บริการเพื่อนั่งทำงาน และยังมีบริเวณสำหรับทดลองนั่งรถเข็นได้

 

จะเห็นได้ว่าทางร้าน SCG มีบรรยากาศที่สวยงามดูอบอุ่น พร้อมยังมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการทุกท่าน อีกทั้งยังมีสินค้าอื่นๆมากมายสำหรับของผู้สูงอายุ พูดได้เลยว่ามาร้าน SCG eldercare ที่เดียวมีครบครันทุกอย่าง สำหรับลูกค้าบางท่านที่ไม่สะดวกมาที่โชว์รูมElife ของเรา ทางSCG eldercare เป็นอีกทางเลือกนึงให้คุณลูกค้าทุกท่านด้วยนะคะ  สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทางSCG ที่ไว้ใจรถเข็นไฟฟ้าของElife ให้มาดูแลทุกท่าน เพิ่มความสะดวกสบาย และทำให้ชีวิตของทุกท่านง่ายยิ่งขึ้นค่ะ  

 

การดูแลสุขภาพจิตของคนพิการ

การดูแลสุขภาพจิตของคนพิการ

คนพิการ มักมีความด้อยทั้งทางร่างกายและจิตใจ มากกว่าบุคคลทั่วไป จึงมีสภาพทางอารมณ์และจิตใจที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายต่อสิ่งเร้ารอบๆข้าง บางรายอาจมีความเครียด ความกลัว ความวิตกกังวล ท้อแท้ เบื่อหน่าย ยอมรับสภาพของตนเองยังไม่ได้
                                                                                  รีวิวรถเข็นไฟฟ้ารุ่น Pw-101A >> https://www.elifegear.com/shop/pw-101a-powerwheelchair-aluminium/


คนพิการ
ควรจะได้รับการส่งเสริมด้านจิตใจให้มากขึ้น โดยส่งเสริมให้พวกเขาเหล่านั้นได้พัฒนาการใช้ชีวิตในประจำวันได้อย่างถูกวิธี ได้เข้าร่วมกิจกรรมสันทนาการกับเพื่อน หรือพักผ่อนหย่อนใจอย่างเหมาะสม สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คนพิการไม่กลับไปหมกมุ่นอยู่กับภาพลักษณ์ของตนเอง รู้จักว่าตนเองมีคุณค่า มีกำลังใจที่จะสู้กับสภาพความเป็นจริงต่อไป

เมื่อมีความพิการเกิดขึ้น บุคคลนั้นอาจจะมีระยะการปรับตัวต่อความพิการ หลากหลายรูปแบบอาจแบ่งได้ดังนี้
ระยะช็อค ระยะแรกเมื่อมีความพิการ บุคคลนั้นยังงุนงง ไม่รับรู้ความจริงใดๆ
ระยะรับรู้ความพิการ เมื่อบุคคลนั้นรู้ว่าตัวเองต้องพิการแน่ จะเกิดอารมณ์กลัว วิตกกังวล
ระยะใช้กลไกทางจิต ระยะนี้บุคคลนั้นอาจปฎิเสธไม่ยอมรับความพิการ
ระยะยอมรับความพิการ บุคคลนั้นยอมรับว่าตนเองพิการ ระยะนี้อาจจะมีอาการภวะซึมเศร้า ขาดแรงจูงใจในการทำสิ่งต่างๆ
ระยะปรับตัว บุคคลนั้นจะสามารถยอมรับข้อจำกัดของตนเองได้ จัดการกับอารมณ์ตนเองได้และพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่

” คนพิการแต่ละรายอาจมีระยะการปรับตัวต่อความพิการที่แตกต่างกัน และใช้ระยะเวลามากน้อยต่างกันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น พื้นฐานทางอารมณ์ของบุคคล การสนับสนุนจากครอบครัวและคนรอบตัว หรือโอกาสในการได้เข้าสู่กระบวนการฟิเนฟูสมรรถภาพที่เหมาะสม ”

หากท่านมีสมาชิกในครอบครัวหรือคนที่ท่านรู้จักประสบกับความพิการท่านอาจช่วยในการประคับประคองจิตใจแก่บุคคลเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม เช่น
1. ระยะช็อค ควรเยี่ยมเยือน ทักทาย สนทนาเรื่องทั่วไป สร้างสัมพันธภาพเบื้องต้นโดยไม่เร่งรัดใดๆ
2. ระยะรับรู้ความพิการ ควรทำความเข้าใจอารมณ์ของคนพิการ เปิดโอกาสให้คนพิการได้พูดระบายความรู้สึกและคอยรับฟังอย่างจริงใจ
3. ระยะใช้กลไกลทางจิตหรือปฏิเสธความพิการ ควรช่วยให้คนพิการรับรู้ถึงอารมณ์ ความรู้สึกของตนเอง เช่น ทวนซ้ำคำพูดของคนพิการ เพื่อสะท้อนความคิด ความรู้สึก แสดงการยอมรับคนพิการ และเอื้อให้มีการสำรวจ รับรู้ปัญหาและข้อจำกัดของตัวเอง
4. ระยะยอมรับความพิการ ควรส่งเสริมให้คนพิการเผชิญกับความเป็นจริง ค้นหาทางเลือกต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลแก่คนพิการ สนับสนุนให้มีส่วนร่วมในการวางแผน การฟื้นฟู อาจชักชวนให้พูดคุยกับคนพิการที่ประสบความสำเร็จแล้วเพื่อให้มีกำลังใจต่อไป
5. ระยะปรับตัว ให้กำลังใจแก่คนพิการ สนับสนุนให้มีส่วนร่วมในการวางแผนชีวิตของตนเองและดำเนินการตามแผนนั้น

การสนับสนุนด้านจิตใจกับคนพิการ จำเป็นต้องใช้ความเข้าใจและอดทน จากคนรอบข้างอย่างเหมาะสม ปฎิกิริยาต่างๆ ที่บุคคลรอบตัวแสดงออก จะส่งผลต่อสภาพจิตใจของคนพิการทั้งสิ้น
ใส่ใจ สมาชิกในครอบครัว หรือผู้ดูแล ควรแสดงความใส่ใจแก่คนพิการ ทั้งด้วยคำพูดและการแสดงออก ซึ่งบ่งบอกถึงความกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือ และเป็นการให้เกียรติคนพิการด้วย
ไม่ควร แสดงออกแบบปกป้องมากเกินไป เช่น ช่วยเหลือทุกอย่าง ตัดสินใจแทนทุกอย่าง โดยไม่เปิดโอกาสให้คนพิการได้ตัดสินใจ หรือทำสิ่งต่างๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง ยิ่งจะทำให้คนพิการรู้สึกด้อยค่าและอึดอัดกับการเป็นภาระแก่ผู้อื่น หากผู้พิการมีแววพอที่จะโดดเด่นไปทางด้านใดด้านหนึ่ง เราควรสนับสนุนให้พวกเขาได้กล้าแสดงออก กล้าคิด กล้าทำมากยิ่งขึ้น จะทำให้เขารู้สึกว่ามีความสุข โดยเฉพาะผู้พิการทางการเคลื่อนไหว ปกติผู้พิการทางการเคลื่อนไหว จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ

ยกตัวอย่างกรณีเคสของน้องฝ้าย บิวตี้บล็อคเกอร์ ใช้เท้าแต่งหน้า ที่กำลังมาแรงที่สุดในตอนนี้

“น้องฝ้าย” บุญธิดา ชินวงษ์ บิวตี้บล็อกเกอร์ไร้แขน
วัย 18 ปี เธอพิการตั้งแต่กำเนิด ไม่มีแขน มีปอดข้างเดียว และกระดูกสันหลังคด ทำให้ขาขวาสั้น แต่ทั้งหมดนี้ไม่เป็นอุปสรรคในการล่าความฝันของเธอ
“น้องฝ้าย” เล่าว่า เธอชอบแต่งหน้ามาตั้งแต่เด็ก แอบหยิบเครื่องสำอางพี่สาวมาเล่น พอโตขึ้นก็เริ่มศึกษาวิธีการแต่งหน้าอย่างจริงจัง โดยการเปิดเว็บไซต์ต่างๆ ดูไปเรื่อยๆ จนรู้สึกอยากแต่งแบบเขาบ้าง ซึ่งเธอคิดว่าการใช้เท้าแต่งหน้าก็ดูเก๋แปลกตาไปอีกแบบ น้องฝ้ายจึงลองอัดคลิปลงเฟสบุ๊ค ซึ่งช่วงแรกๆ แต่งออกมาไม่ค่อยดีนัก แต่คนดูก็ช่วยแนะนำและส่งเครื่องสำอางมาให้ใช้ จึงได้ฝึกฝนการแต่งหน้าทุกวัน และผลก็ออกมาดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการทำงานในโลกโซเชียลนั้น น้องฝ้ายใช้เพียงเท้าเล็กๆ ทั้งสองข้างในการผลิตคลิป ทั้งการตัดต่อและอัพโหลดผลงานลงในยูทูป

อนาคตน้องฝ้ายบอกว่าอยากเรียนด้านนิเทศศาสตร์ โดยเฉพาะด้านวิทยุและโทรทัศน์ เพราะชอบที่จะสื่อสารกับผู้อื่น ชอบเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการสื่อสารต่าง ๆ เพื่อจะได้นำมาพัฒนาคุณภาพชีวิต พร้อมช่วยนำทางให้กับผู้พิการคนอื่นๆ ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากการที่คุณแม่ของน้องฝ้าย เลี้ยงดูแบบเปิด เลี้ยงดูน้องฝ้ายให้เหมือนเด็กปกติทั่วไป ดื้อก็ตี เมื่อน้องฝ้ายเติบโตมา จึงทำให้น้องฝ้ายไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองนั้นด้อยค่าและผิดปกติไปกว่าคนอื่น และน้องฝ้าย ยังใช้รถเข็นไฟฟ้าของทางร้าน Elife  เพื่อช่วยเหลือตัวเองในการเดินทาง ไม่ต้องเป็นภาระของผู้อื่นอีกด้วย

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือควรหลีกเลี่ยง การพูดประชดประชันคนพิการ หรือการตอกย้ำถึงความผิดพลาดหรือความล้มเหลวที่ผ่านมา
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องพื้นฐานในการให้การสนับสนุนด้านจิตใจแก่คนพิการ ซึ่งสามารถปรับใช้ได้ทั้งสมาชิกในครอบครัวผู้ดูแล และบุคคลากรทางการแพทย์ที่ให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือกำลังใจจากครอบครัวและคนรอบข้าง ที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้ผู้ที่พิการเหล่านี้กล้าที่จะใช้ชีวิตอยู่บนโลกแห่งความจริงได้ด้วยตัวเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก : ศูนย์ศิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ

 

How To…การจัดเก็บรถเข็นในพื้นที่จำกัด (พื้นที่แคบ)

How To…การจัดเก็บรถเข็นในพื้นที่จำกัด (พื้นที่แคบ)

หลายท่านคงเคยเจอปัญหา การจัดเก็บรถเข็นในพื้นที่ ที่จำกัด หรือพื้นที่แคบๆ อย่างเช่น ท้ายรถยนต์(รถเก๋ง) ซึ่งบางคันมีการติดตั้งถังแก๊ส และยิ่งทำให้พื้นที่ในรถแคบ และรถบางคันมีสัมภาระเยอะมาก การจัดเก็บรถเข็น แต่ละครั้ง คงเกิดความวุ่นวายไม่น้อย กว่าจะจัดการจัดเก็บเข้าที่เข้าทาง เราเองคงเสียเวลาไปนานมากเช่นกัน และคงทำให้การเดินทางของเราช้าออกไป ดังนั้น ลองมาปรับเปลี่ยนวิธีการจัดเก็บรถเข็นของเรากันค่ะ รับรองว่าวิธีดังต่อไปนี้ ต้องช่วยให้เรามีวิธีจัดการจัดเก็บรถเข็นได้ดี พร้อมประหยัดเวลาของเราอีกด้วย
รถเข็นธรรมดาจะมีหลากหลานรุ่นหลากหลายขนาด แต่ข้อดีของรถเข็นกลุ่มนี้ คือมีน้ำหนักที่เบา ไม่หนักมาก เคลื่อนย้ายสะดวก พับเก็บง่าย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรถเข็นธรรมดารุ่น EW11 และ EW11 plus ของร้านรถเข็น Elifegear ที่เป็นรุ่นรถเข็นที่ถูกนิยมใช้ในการท่องเที่ยว ช่วยอำนวยความสะดวก ต่อผู้ใช้งาน และผู้ดูแลรถเข็นได้เป็นอย่างดี รถสามารถกลับตัวในที่แคบได้ดีเวลานำไปใช้ในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ

ซึ่งวิธีการจัดเก็บรถเข็นธรรมดา (รุ่นท่องเที่ยว) มีขั้นตอนดังนี้ไปนี้………….

1.พับเก็บรถเข็นให้เรียบร้อย ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าทางร้านรถเข็นอย่างเคร่งครัด


2.เข็มขัดนิรภัยที่มีให้กับตัวรถ ใช้ให้เปิดประโยชน์ โดยการนำเข็มขัด มารัดที่ตัวรถเข็น คล้ายกับสายรัด ตามรูปข้างล่าง เพื่อช่วยให้รถเข็นเข้ารูปไม่ขยายตัวออก กินพื้นที่มากเกินไป

3.สำหรับบางท่านที่มีสัมภาระเยอะ แนะนำให้เก็บเข้าที่ให้เป็นระเบียบ หรือสิ่งไหนที่ไม่จำเป็นก็นำไปเก็บที่อื่น ตามรูปด้านล่าง

Before
After
After

4.การจัดเก็บรถเข็นที่พับแล้ว หากเป็นรถยนต์ที่ไม่ได้ติดแก๊ส คงไม่ติดปัญหาใดๆ ลักษณะการเก็บ แนะนำให้วาง “นอน” ไม่วางตั้ง เพราะจะทำให้เก็บไม่เพียงพอ ลักษณะ ตามภาพด้านล่าง

แต่ถ้ารถยนต์ติดแก๊ส ซึ่งบางคันเป็นรถรุ่นเก่า อาจจะต้องย้ายมาเก็บในห้องผู้โดยสาร ห้องที่2 แต่ในกรณียังพอมีพื้นที่เหลือ แนะนำให้วางในลักษณะการวาง นอนตัวรถ เช่นกัน

เป็นยังไงบ้างค่ะ ขั้นตอนการจัดเก็บรถเข็น ในพื้นที่ ที่มีอยู่จำกัด (พื้นที่แคบ) นั้นง่ายนิดเดียว ไม่ยุ่งยาก มีวิธีอยู่น้อยนิด ลองปรับใช้ กันดูนะคะ รับรองว่าใช้เวลาไม่มากเลย และเพิ่มเวลาในการเดินทางท่องเที่ยวของเราให้ยาวขึ้นอีกด้วยค่ะ เราจะได้มีเวลาใช้ชีวิตกับคนที่เรารักเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ

หมายเหตุ: การจัดเก็บรถเข็นแต่ละรุ่น ในรถยนต์แต่ละคัน จะมีพื้นที่และขนาดที่ต่างกันแนะนำว่าต้องประเมินความเหมาะสมของตัวรถเข็นกับรถยนต์ของแต่ละบุคคลซึ่งวิธีดั้งกล่าวเป็นการแนะนำวิธีการเบื้องต้นสำหรับการจัดเก็บรถเข็นรุ่น EW11 และEW11plus