fbpx

โรคกระดูกพรุน ภัยใกล้ตัวผู้สูงอายุ

โรคกระดูกพรุน ภัยใกล้ตัวผู้สูงอายุ

 

ปัจจุบันโรคกระดูกพรุน กลายเป็นปัญหาระดับชาติที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้นจากจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น

เป็นภัยใกล้ตัวที่ผู้สูงอายุมองข้ามเนื่องจากผู้ป่วยจะไม่รู้ว่าตัวเองมีภาวะกระดูกพรุน

เพราะไม่พบว่ามีอาการใดๆ จนกระทั่งล้มแล้วมี “กระดูกหัก” จึงรู้ว่าเป็น “โรคกระดูกพรุน” สาเหตุเกิดจากการสูญเสียมวลกระดูก

ทำให้กระดูกเสียคุณสมบัติการรับน้ำหนัก กระดูกเปราะ หักง่าย บางคนอาจตัวเตี้ยลง (มากกว่า 3 ซม.)

เนื่องจากกระดูกสันหลังโปร่งบางและยุบตัวลงช้าๆ หรือบางคนมีอาการปวดหลังจากการล้มหรือยกของหนัก

 

 

โรคกระดูกพรุน  คือ โรคกระดูกชนิดหนึ่งที่กระดูกเริ่มเสื่อมและบางลงเนื่องจากการสูญเสียแคลเซียมที่สะสมในกระดูก โรคนี้จะไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดนอกจากกระดูกแตกหรือหัก พบได้บ่อยบริเวณกระดูกสันหลัง สะโพก หรือข้อมือ รวมทั้งยังสามารถเกิดได้กับกระดูกส่วนอื่นๆ ของร่างกายอีกด้วย ทั้งนี้โรคกระดูกพรุนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกหักหรือกระดูกสันหลังผิดรูปแต่ที่น่าเป็นห่วง คือ ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมีโอกาสเกิดกระดูกหักได้ง่ายกว่าคนทั่วไปเพียงแค่มีแรงกระแทกเบาๆ การบิดเอี้ยวตัวอย่างทันทีทันใด ไอจาม หรือลื่นล้ม ทำให้กระดูกสะโพกหรือกระดูกสันหลังหักได้ง่าย ก่อให้เกิดความพิการหรือทุพพลภาพตามมา และคุณภาพชีวิตที่ด้อยลง

 

ที่น่าเป็นห่วง คือ ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมีโอกาสเกิดกระดูกหักได้ง่ายกว่าคนทั่วไปเพียงแค่มีแรงกระแทกเบาๆ การบิดเอี้ยวตัวอย่างทันทีทันใด ไอจาม หรือลื่นล้ม ทำให้กระดูกสะโพกหรือกระดูกสันหลังหักได้ง่าย ก่อให้เกิดความพิการหรือทุพพลภาพตามมา และคุณภาพชีวิตที่ด้อยลง

ปัจจัยเสี่ยง

  • เพศ ผู้หญิงเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าและเร็วกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะเมื่อหมดประจำเดือน หรือผ่าตัดรังไข่ออกทั้ง 2 ข้าง การสลายกระดูกจะเพิ่มขึ้นมากเนื่องจากขาดฮอร์โมนเพศ จึงเริ่มสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสเกิดกระดูกหักได้ถึง 40-50%
  • อายุ มวลกระดูกของคนเราหนาแน่นที่สุดเมื่ออายุประมาณ 30 ปี หลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดลงตามลำดับ

ผู้หญิงที่อายุเกิน 60 ปี โอกาสเกิดกระดูกพรุน 10 คน ใน 100 คน

ผู้หญิงที่อายุเกิน 70 ปี โอกาสเกิดกระดูกพรุน 20 คน ใน 100 คน

ผู้หญิงที่อายุเกิน 80 ปี โอกาสเกิดกระดูกพรุน 40 คน ใน 100 คน

  • กรรมพันธุ์ ในครอบครัวที่พ่อหรือแม่มีโรคกระดูกพรุนแล้วมีกระดูกหัก ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนแล้วกระดูกหักด้วย
  • เชื้อชาติ ชาวต่างชาติที่มีผิวขาวและคนเอเชียมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนสูง
  • ยา การได้รับยาบางชนิดเป็นเวลานานทำให้มวลกระดูกบางลง เช่น กลุ่มยาสเตียรอยด์ในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์, ผู้ป่วยโรค SLE (โรคพุ่มพวง)ยาทดแทนธัยรอยด์ ยาป้องกันการชัก เป็นต้น
  • เคยกระดูกหัก โอกาสที่จะเกิดกระดูกหักซ้ำเพิ่มสูงขึ้นเป็น 2.5 เท่า

 

พฤติกรรมเสี่ยง

  • แอลกอฮอล์ การดื่มเหล้า เบียร์ หรือแม้แต่ไวน์ในปริมาณมากกว่า 3 แก้ว/วัน ทำให้มีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนเร็วขึ้น
  • บุหรี่ สารพิษนิโคตินเป็นตัวทำลายเซลล์สร้างมวลกระดูกทำให้กระดูกบางลง หากสูบบุหรี่มากกว่า 20 มวน/วัน ความเสี่ยงต่อกระดูกสะโพกหักสูงขึ้น 1.5เท่าของคนไม่สูบบุหรี่
  • ผอมเกินไป คนที่ผอมเกินไปจะเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่า และมีความเสี่ยงกระดูกหักเพิ่มขึ้น 2 เท่าของคนรูปร่างปกติ
  • ขาดสารอาหาร การรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ นอกจากทำให้ร่างกายเสียสมดุลแล้วยังอาจขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างมวลกระดูก โดยเฉพาะแคลเซียม วิตามินดี และโปรตีน
  • ขาดการออกกำลังกาย คนไม่ออกกำลังกายมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่า พบว่า ผู้หญิงที่นั่งมากกว่า 9 ชั่วโมง/วัน เสี่ยงกระดูกสะโพกหักมากกว่าผู้หญิงที่นั่งน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวันถึง 50%
  • การรับประทานอาหาร ถ้าได้รับเกลือมากกว่า 1 ช้อนชา/วัน ชา กาแฟมากกว่า 3 แก้ว/วัน น้ำอัดลมมากกว่า 4 กระป๋อง/สัปดาห์ และทานโปรตีนมากกว่า 10-15% ในแต่ละมื้อของอาหาร 

 

 

โรคกระดูกพรุน ได้ชื่อว่าเป็น “มฤตยูเงียบ” เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่มีอาการ กว่าจะรู้ว่าเป็นโรคกระดูกพรุนก็ต่อเมื่อกระดูกหักเสียแล้ว ส่วนอาการที่พบได้คือปวดหลัง ซึ่งเกิดจากกระดูกบางมาเป็นเวลานาน อาการปวดจะรุนแรงมากขึ้นเมื่อมีกระดูกสันหลังยุบตัว และจะทำให้หลังค่อมและเตี้ยลงได้ นอกจากกระดูกสันหลังแล้ว กระดูกอื่นๆที่ถูกทำลายมาก คือ ข้อมือและสะโพก

 

การป้องกัน

       ผู้หญิงในวัยทองควรดูแลตัวเองให้มากกว่าปกติ ควรลดความเครียด รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น กุ้งแห้ง ถั่วแดง ผักคะน้า ฯลฯ ซึ่งเป็นสารหลักในการสร้างเนื้อกระดูก ทั้งนี้ ผู้หญิงที่หมดประจำเดือน การเสริมแคลเซียมไม่ได้ช่วยให้กระดูกแข็งแรง แต่ช่วยยับยั้งการเสื่อมสลายของกระดูกเท่านั้น

       ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้งๆละ 1 ชั่วโมง จะช่วยลดการสลายของแคลเซียมจากกระดูกได้ด้วย นอกจากนี้ ควรงดการสูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และพยายามป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการหกล้ม เป็นต้น

สิทธิและสวัสดิการดีๆ ของรุ่นใหญ่ที่คุณอาจไม่เคยรู้

สิทธิและสวัสดิการดีๆ ของรุ่นใหญ่ที่คุณอาจไม่เคยรู้

 

รุ่นใหญ่หลายท่าน คงรู้จักเบี้ยยังชีพหรือเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุกันเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ ตาม พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ 2546 แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าจริง ๆ แล้วผู้สูงอายุยังมีสิทธิได้รับการคุ้มครอง ส่งเสริม และการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ อีกมากมาย  ส่วนจะมีอะไรบ้าง มาดูกันเลยค่ะ

 

1. ด้านการแพทย์และสาธารณสุข

ตามโรงพยาบาลของรัฐจะมีบริการให้ความสะดวกและรวดเร็วเป็นกรณีพิเศษ โดยจัดให้มีช่องทางเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษาแยกจากผู้ใช้บริการทั่วไปในแผนกผู้ป่วยนอก

หน่วยงานที่รับผิดชอบ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

สอบถามได้ที่ 02-590-6225

เว็บไซต์ www.dms.moph.go.th

2. ด้านการศึกษา การศาสนา และข้อมูลข่าวสาร

ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเรียน เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน และจัดให้มีหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงขั้นอุดมศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ให้รุ่นใหญ่ที่พลาดโอกาสทางการศึกษาหรือสนใจหาความรู้เพิ่มเติมในด้านต่าง ๆ กันได้

หน่วยงานที่รับผิดชอบ สำนักงาน กศน. กระทรวงศึกษาธิการ

สอบถามได้ที่ 02-281-7217

เว็บไซต์ www.nfe.go.th

3. ด้านการประกอบอาชีพ ฝึกอาชีพที่เหมาะสม

สำหรับใครที่อยากใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และคิดว่าตนเองยังมีไฟในการทำงาน ก็สามารถขอรับข้อมูล คำปรึกษา ข่าวสาร เกี่ยวกับตลาดแรงงาน การจัดหางาน รับสมัครงาน บริการข้อมูลทางอาชีพ ตำแหน่งว่างงาน การอบรมและฝึกอาชีพกันได้ โดยมีการจัดตั้งศูนย์กลางข้อมูลทางอาชีพและตำแหน่งว่างงานสำหรับรุ่นใหญ่เป็นการเฉพาะ ที่สำนักจัดหางานทุกแห่งทั่วประเทศ

หน่วยงานที่รับผิดชอบ สำนักเศรษฐกิจการแรงงาน กระทรวงแรงงาน

สอบถามได้ที่ 02-232-1379

4. ด้านการพัฒนาตนเอง

การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม การรวมกลุ่มในลักษณะเครือข่าย/ชุมชน จัดตั้งศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพ เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมของชมรมผู้สูงอายุต่าง ๆ เช่น การถ่ายทอดภูมิปัญหาภายในชุมชนและด้านอาชีพ ส่งผลให้ได้รับการพัฒนาด้านสุขภาพกาย จิตใจ และสังคม ซึ่งจะทำให้รุ่นใหญ่เกิดความตระหนักต่อคุณค่าและศักยภาพของตนเอง

หน่วยงานที่รับผิดชอบ สำนักส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการมีส่วนร่วม กระทรวงมหาดไทย

สอบถามได้ที่ 02-241-9000 ต่อ 4131 – 4135

เว็บไซต์ www.moi.go.th

5. ลดหย่อนค่าโดยสาร

การอำนวยความสะดวกในการเดินทางเป็นสวัสดิการที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดี นั่นคือการได้รับลดหย่อนค่าโดยสารจากขนส่งสาธารณะต่าง ๆ ตามความเหมาะสม เช่น ลดค่าโดยสารครึ่งราคาสำหรับผู้ที่โดยสารรถเมล์ ขสมก. รถไฟ  เรือ รวมถึงรถโดยสารบริษัทขนส่ง (บขส.)  เป็นต้น ซึ่งเงื่อนไขในการรับสิทธิหรือสวัสดิการนี้คือต้องแจ้งและแสดงบัตรประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ ก่อนซื้อตั๋วโดยสารดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  

หน่วยงานที่รับผิดชอบ การรถไฟแห่งประเทศไทย  

สอบถามได้ที่ 02-220-4263

หน่วยงานที่รับผิดชอบ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)

สอบถามได้ที่ 02-246-0339, 1348

เว็บไซต์ www.bmta.co.th

6. อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยโดยตรงให้แก่ผู้สูงอายุ

ตามอาคารและสถานที่สาธารณะ รวมถึงห้างสรรพสินค้า จะมีทางลาด ราวจับ ลิฟท์โดยสาร ที่จอดรถสำหรับผู้สูงอายุ อีกทั้งรถขนส่งสาธารณะต้องมีที่นั่งสำหรับผู้สูงอายุ หากโดยสารเครื่องบินจะได้รับสิทธิให้ขึ้นเครื่องบินเป็นอันดับแรก

หน่วยงานที่รับผิดชอบ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

สอบถามได้ที่ 02-642-4354

เว็บไซต์ www.dop.go.th

7. ยกเว้นค่าเข้าชมสถานที่ของรัฐ

มีการยกเว้นค่าเข้าชมสถานที่ของรัฐ เช่น พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ สถานที่ท่องเที่ยวในความ รับผิดชอบขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้และองค์การสวนพฤกษศาสตร์ เป็นต้น

หน่วยงานที่รับผิดชอบ อุทยานแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สอบถามได้ที่ 02-561-0777 ต่อ 1742

เว็บไซต์ www.dnp.go.th

8. เบี้ยยังชีพ

ผู้สูงอายุซึ่งมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ สัญชาติไทย ไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่น ใดจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ได้จัดให้อย่างเป็นประจำ จะได้รับ การช่วยเหลือเงินเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนตลอดชีวิต โดยแบ่งตามช่วงอายุแบบขั้นบันได ดังนี้ อายุ 60 – 69 ปี จะได้รับเดือนละ 600 บาท อายุ 70 – 79 ปี จะได้รับเดือนละ 700 บาท อายุ 80 – 89 ปี จะได้รับเดือนละ 800 บาท อายุ90 ปีขึ้นไป จะได้รับเดือนละ 1,000 บาท

หน่วยงานที่รับผิดชอบ สำนักสังเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการมีส่วนร่วม กระทรวงมหาดไทย

สอบถามได้ที่ 02-241-9000 ต่อ4131 – 4135

เว็บไซต์ www.moi.go.th

9. สิทธิในการได้รับการช่วยเหลือ

ผู้สูงอายุซึ่งได้รับอันตรายจากการถูกทารุณกรรมหรือถูกแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือถูกทอดทิ้งผู้สูงอายุจะได้รับการคุ้มครองจากรัฐโดยมีที่พักอาศัยชั่วคราว มีเงินช่วยเหลือ และช่วยในการดำเนินคดีให้ด้วย

หน่วยงานที่รับผิดชอบ สำนักอัยการสูงสุด

สอบถามได้ที่ 02-141-2726

เว็บไซต์ www.ago.go.th

10. สิทธิในการได้รับคำแนะนำ

ปรึกษา ดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องในทางคดี หรือในทางการแก้ไขปัญหาครอบครัว ในส่วนของด้านกฎหมายเอง สำนักงานอัยการจะมีบริการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายฟรี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว เรื่องมรดกต่าง ๆ ก็สามารถปรึกษาได้

หน่วยงานที่รับผิดชอบ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

สอบถามได้ที่ 02-502-8221 , 02-502-8191

เว็บไซต์ www.rlpd.moj.go.th

11. สิทธิได้รับบริการการจัดที่พักอาศัย

อาหารและเครื่องนุ่งห่มให้ตามความจำเป็นอย่างทั่วถึงมีการจัดหาที่พักอาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่มให้ผู้สูงอายุตามความจำเป็นอย่างทั่วถึง ในกรณีที่ได้รับความเดือดร้อน

หน่วยงานที่รับผิดชอบ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

สอบถามได้ที่ 02-642-4305

เว็บไซต์ www.dop.go.th

อย่างไรก็ตามสิทธิและสวัสดิการต่าง ๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการรับผลประโยชน์ ผู้สูงอายุควรหมั่นติดตามข่าวสาร หากมีข้อสงสัยควรโทรสอบถามกับหน่วยงานโดยตรง เพื่อให้ได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดนะคะ

​ที่มา https://www.awusosociety.com/lifestyle050961

การพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ

การพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ

 

ภาวะการหกล้มก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตราย และพบบ่อยในผู้สูงอายุโดยแต่ละปี 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุมักประสบการลื่นล้มและครึ่งหนึ่งลื่นล้มมากกว่า 1 ครั้ง เมื่อผู้สูงอายุหกล้มและกระดูกหัก พบว่า 1 ใน 5 ไม่สามารถกลับมาเดินได้อีกและบางส่วนต้องใช้รถเข็นไปตลอด ส่งผลให้ผู้สูงอายุสูญเสียความสามารถในการดูแลตนเองและต้องมีคนดูแลตลอดเวลา มีภาวะสับสน มีปัญหาการเคลื่อนไหวทำให้เกิดอาการซึมเศร้าตาม

การหกล้มมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ 2 ประการ คือ

 

  1. สาเหตุที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจากการที่มีพยาธิสภาพจากอายุที่เพิ่มขึ้น   เช่น
    – ร่างกายและความสามารถที่ลดลง เช่น การมองเห็นไม่ชัด
    – สายตาผิดปกติ เดินเซ เคลื่อนไหวลำบาก มีการรับรู้ที่ช้า
    – มีโรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรัง
    – มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
    – ขาดการออกกำลังกาย สวมใส่รองเท้าและเสื้อผ้าที่ไม่พอดี
    – การใช้ยาที่เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม

 

2.สาเหตุทางด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การวางเฟอร์นิเจอร์และสิ่งของเกะกะกีดขวางทางเดิน พื้นลื่น ไม่มีราวจับ บริเวณบ้าน บันไดแสงสว่างไม่เพียงพอ 

แนวทางป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ

  1. การส่งเสริมสุขภาพ ได้แก่ การฝึกเดินที่ถูกต้อง รวมถึงการสวมรองเท้าที่เหมาะสม การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกำลังของกล้ามเนื้อ ฝึกการทรงตัว
  2. การสร้างเสริมภาวะโภชนาการที่ดี การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ 
  3. การใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน เช่น โครงเหล็ก 4 ขา (Walker) ไม้เท้า
  4. การปรับพฤติกรรมส่วนตัว เช่น การค่อย ๆ ลุกยืนอย่างช้าๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ความดันโลหิตตกในท่ายืน หรือหน้ามืด การหาราวสำหรับเกาะเดิน
  5. ประเมินการใช้ยา หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็น หรือมากเกินไป 
  6. ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เช่น ควรมีวัสดุกันลื่นในห้องน้ำ ไม่วางของระเกะระกะ ควรมีแสงสว่างเพียงพอโดยเฉพาะตรงราวบันได ติดตั้งหลอดไฟบริเวณมุมมืดที่เดินผ่านบ่อยๆ โดยปุ่มสวิทซ์อยู่ใกล้มือเอื้อม มีอุปกรณ์เครื่องเรือนบริเวณที่อยู่เท่าที่จำเป็น และต้องแข็งแรงมั่นคงอยู่สูงจากพื้นมองเห็นได้ง่าย ไม่ย้ายที่บ่อย ๆ เตียงนอน เก้าอี้ และโถส้วมมีความสูงพอเหมาะ ไม่เตี้ยเกินไป ทางเดินและบันได ควรมีราวจับตลอด และขั้นบันไดสม่ำเสมอ พื้นห้องสม่ำเสมอและเป็นวัสดุที่ไม่ลื่นโดยเฉพาะในห้องน้ำ บริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างห้องควรอยู่ในระดับเดียวกัน หลีกเลี่ยงธรณีประตู ไม่ควรมีสิ่งของเกะกะ เช่น พรมเช็ดเท้า สายไฟฟ้า

ลักษณะห้องนอนที่เหมาะสม

  • มีการจัดสิ่งของเฟอร์นิเจอร์อย่างเป็นระเบียบ
  • ไม่มีสิ่งกีดขวาง สิ่งของ หรือขยะบริเวณพื้น
  • มีการระบายอากาศที่ดีและแสงสว่างเพียงพอ
  • เก้าอี้ควรสูงจากพื้นในระดับ 40 – 45 เซนติเมตร และมีพนักพิงที่มั่นคง แข็งแรง

 

Elife แนะนำเตียงนอนที่ปลอดภัย นอนสบาย เหมาะสมกับผู้สูงอายุและผู้พิการโดยเฉพาะ >>> EB-77 เตียงไฟฟ้า 5ไกร์ Ultra-Low ต่ำพิเศษ กันตกเตียง เตียงปรับระดับไฟฟ้า สำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วย รุ่นต่ำพิเศษติดพื้น ป้องกันการบาดเจ็บจากการตกเตียง ผู้ป่วยที่ต้องการความปลอดภัยพิเศษ ออกแบบเพื่อให้ใช้งานที่บ้าน โดยดีไซน์โดยใช้วัสดุเนื้อไม้กรุโครงโลหะทำให้ดูสวยงามเข้ากับการใช้งานที่บ้าน

 

ลักษณะห้องน้ำที่เหมาะสม

  • ควรกว้างอย่างน้อย 1.5 – 2
  • ประตูห้องน้ำควรเป็นประตูแบบเปิดออกหรือบานเลื่อนและไม่มีธรณีประตู
  •  พื้นห้องน้ำไม่ลื่นหรือมีวัสดุกันลื่นบริเวณพื้นที่อาบน้ำ และพื้นเรียบเสมอกัน
  •  ควรใช้โถส้วมชนิดนั่งราบหรือนั่งห้อยขา มีราวจับในห้องน้ำ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร
  •  มีที่นั่งสำหรับอาบน้ำสูงจากพื้น 40 – 45 เซนติเมตร ก๊อกน้ำและลูกบิดหรือมือจับประตูเป็นแบบก้านโยก 

ลักษณะห้องครัวที่เหมาะสม

  • โต๊ะหรือเคาน์เตอร์ควรสูงจากพื้นอย่างน้อย 80 เซนติเมตร
  • ตู้แขวน หิ้ง ควรอยู่สูงจากพื้นในระดับ 150 – 168 เซนติเมตร
  • ควรมีแสงสว่างเพียงพอ ทั้งแสงสว่างจากธรรมชาติและไฟฟ้า
  • ปลั๊กไฟบริเวณโต๊ะหรือเคาน์เตอร์ควรสูงจากพื้น 90 เซนติเมตร
  • จัดวางสิ่งของเครื่องใช้ให้ง่ายต่อการหยิบใช้

การช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อผู้สูงอายุพลัดตกหกล้ม

  1. ควรตั้งสติให้ได้ อย่าตกใจ
  2. ประเมินการบาดเจ็บของผู้พลัดตกหกล้ม หากผู้พลัดตกหกล้มไม่สามารถขยับและลุกเองได้ หรือเมื่อขยับขาแล้วรู้สึก ปวดสะโพกหรือโคนขา ไม่ควรเคลื่อนไหว เพื่อป้องกันกระดูกที่หักไปทำลาย เนื้อเยื่อ หลอดเลือด และเส้นประสาทข้างเคียง ควรเข้าเฝือกชั่วคราว
  3. นำส่งสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน หรือ โทร. 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน

ลูกหลานควรใส่ใจ นั่นคือ “บ้าน” สถานที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด แต่สำหรับ “ผู้สูงวัย” แล้วบ้านอาจเป็นอันตรายหรือร้ายกว่าที่คิด หากเราไม่เตรียมพร้อมป้องกันให้ดีอาจทำให้ท่านลื่นหกล้มบาดเจ็บ พิการ และเสียชีวิตได้

ให้ Elife ช่วยดูแลคนที่คุณรักนะคะ

 

EB-77 เตียงไฟฟ้า 5ไกร์ Ultra-Low ต่ำพิเศษ กันตกเตียง

 

โรคหลอดเลือดสมองภัยผู้สูงอายุ

โรคหลอดเลือดสมองภัยผู้สูงอายุ

โรคหลอดเลือดสมองภัยผู้สูงอายุ

Stroke หรือ โรคหลอดเลือดสมอง คือ ภาวะที่ทำให้เซลล์สมองถูกทำลาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้ขัดขวางการลำเลียงเลือดซึ่งนำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์สมอง ส่งผลให้สมองสูญเสียการทำหน้าที่จนเกิดอาการของอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

โรคหลอดเลือดสมองสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

  1. Ischemic  Stroke เป็น “ภาวะหลอดเลือดสมองตีบตัน” หรือ “ภาวะสมองขาดเลือด” พบได้ประมาณ 80% ของโรคหลอดเลือดสมอง มีสาเหตุมาจากการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดจากการสะสมของคราบไขมัน หินปูน ที่ผนังหลอดเลือดชั้นในจนหนานูน แข็ง ขาดความยืดหยุ่น ทำให้รูของหลอดเลือดค่อยๆ ตีบแคบลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพของการลำเลียงเลือดลดลง หรืออาจเกิดจากลิ่มเลือดจากหัวใจ หรือการปริแตกของผนังหลอดเลือดหลุดมาอุดตันหลอดเลือดในสม
  2. Hemorrhagic Stroke เป็น “ภาวะหลอดเลือดสมองแตก” หรือ “ภาวะเลือดออกในสมอง” ส่งผลให้เซลล์สมองได้รับบาดเจ็บจากการมีเลือดคั่งในเนื้อสมอง ทำให้เนื้อสมองตายมักพบในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ทำให้หลอดเลือดมีความเปราะเเละโป่งพอง และสาเหตุอื่นๆ ที่พบได้ เช่น ภาวะโป่งพองของหลอดเลือดสมอง ผู้ที่มีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เช่น โรคเลือด โรคตับ การรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด การได้รับสารพิษ การใช้สารเสพติด เป็นต้น
  3. Transient ischemic attack (TIA) เป็น “ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว” มีอาการคล้ายโรคสมองขาดเลือด แต่มีอาการชั่วคราวมักเป็นไม่เกิน 24 ชั่วโมง ประมาณ 15% ของผู้ป่วยที่มีอาการสมองขาดเลือดชั่วคราว จะมีภาวะโรคหลอดเลือดสมองตามมาจึงถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบมาโรงพยาบาล เพราะมีโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

ในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง เราสามารถปองกันได้ โดยหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองมีดังนี้

  1. ความดันโลหิตสูง ​เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ควรควบคุมความดันโลหิตให้น้อยกว่า 150/90 mmHg ในผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี
  2. โรคเบาหวาน สำหรับผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาลก่อนอาหารให้อยู่ระหว่าง 80 – 130 mg/dl หรือ น้ำตาลสะสม (HbA1C) ให้น้อยกว่า 7 เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดในร่างกาย
  3. คอเลสเตอรอลในเลือดสูง การรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง จะทำให้ร่างกายมีค่าไขมันไม่ดี (LDL) ในเลือดสูงซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
  4. โรคอ้วน 
  5. การขาดการออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 – 40 นาที เป็นจำนวน 3 – 4 ครั้ง/ สัปดาห์
  6. การสูบบุหรี่จัดและการดื่มสุราเป็นประจำ ผู้ชายที่ดื่มแอลกอฮอล์เกิน 2 หน่วย ( standard drink)/ วัน หรือมากกว่า 14 หน่วย/ สัปดาห์  ผู้หญิงที่ดื่มแอลกอฮอล์เกิน 1 หน่วย ( standard drink)/ วัน หรือมากกว่า 7 หน่วย / สัปดาห์ จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
  7. การใช้สารเสพติด
  8. การหยุดหายใจขณะนอนหลับตอนกลางคืน ผู้ที่มีประวัติหยุดหายใจขณะนอนหลับตอนกลางคืน ซึ่งพบได้บ่อยในคนที่นอนกรนดังๆ หรือมีน้ำหนักตัวมากๆ ควรมาพบแพทย์เพื่อทำ sleep test ดูว่ามีออกซิเจนในเลือดต่ำในช่วงนอนหลับหรือไม่ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมาได้
  9. หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองบริเวณคอตีบ พบในผู้ที่มีอายุมาก มีความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง เช่น เป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ สามารถตรวจคัดกรองได้โดยการทำอัลตร้าซาวนด์ดูหลอดเลือดบริเวณคอ
  10. หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือมีลิ้นหัวใจผิดปกติ สามารถทำให้เกิดลิ่มเลือดไปอุดตันในหลอดเลือดสมองได้ สามารถตรวจคัดกรองได้โดยการตรวจร่างกาย ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือการตรวจหัวใจด้วยคลื่นความถี่สูง (echocardiogram)

อาการเตือนโรคหลอดเลือดสมองมี 5 สัญญาณเตือนสำคัญ ดังนี้

  1. ชาหรืออ่อนแรงใบหน้าซีกใดซีกหนึ่งอย่างฉับพลัน ทำให้มุมปากตก ปากเบี้ยว อมน้ำไม่อยู่ น้ำไหลออกจากมุมปาก
  2. ชาหรืออ่อนแรงที่แขนขาซีกใดซีกหนึ่งอย่างฉับพลัน สูญเสียการทรงตัว
  3. พูดไม่ชัด พูดไม่ออก สับสน  นึกคำพูดไม่ออก 
  4. การมองเห็นมีปัญหาฉับพลัน อาจมองเห็นภาพซ้อน มองเห็นภาพครึ่งเดียว ตาบอดหนึ่งหรือสองข้าง
  5. มีอาการปวดศีรษะรุนแรงฉับพลัน

ที่มาจาก http://www.sikarin.com/content/detail/131/stroke-

หกล้ม ในผู้สูงวัย เรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

หกล้ม ในผู้สูงวัย เรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
            ชวนใส่ใจ “ผู้สูงอายุ” ญาติผู้ใหญ่ในบ้าน ที่เราควรใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ โดยเฉพาะ >> บ้าน << สถานที่ ที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด อาจร้ายที่สุดก็ได้ ปัญหาที่เรามักพบบ่อยใน ผู้สูงอายุ จะเกิดจากการได้รับอุบัติเหตุพลัดตก หกล้มเป็นส่วนมาก คือกระดูกสะโพกหัก และศรีษะได้รับความกระทบกระเทือน เป็นสาเหตุที่ทำให้พิการ และมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูงมาก ที่สำคัญหากผู้สูงอายุในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ หรือแม่ หากได้พลัดตกหกล้มแล้ว ย่อมไม่ใช่คนเดียวที่เจ็บ แต่สมาชิกทุกคนในบ้านก็เจ็บไปด้วย !!
            จากข้อมูลของการเกิดอุบัติเหตุใน “ผู้สูงอายุ” มักมีสาเหตุจากความเสื่อมและการถดถอยของร่างกาย อีกทั้งจากโรคภัยไข้เจ็บเป็นผลให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ลดลง ซึ่งมักเกิดกับผู้สูงอายุที่มีอายุระหว่าง 65-75 ปี และเนื่องจากผู้สูงอายุมักจะมีภาวะกระดูกบางหรือกระดูกพรุน เมื่อหกล้มกระดูกจึงเกิดการแตกหรือหักได้ง่าย
photoในแต่ละปี “ผู้สูงอายุ” มักประสบอุบัติเหตุจากการลื่นล้มและส่วนใหญ่ล้มมากกว่า 1 ครั้ง การลื่นล้มนั้นทำให้กระดูกสะโพกหัก การบาดเจ็บจากกระดูกสะโพก เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต โดยส่วนใหญ่การลื่นล้มมักจะเกิดขึ้นในที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในห้องน้ำและบันได และยังพบอีกว่าผู้ป่วยที่กระดูกหักในครั้งแรกยังไม่เคยตรวจหรือรักษา “โรคกระดูกพรุน” เลย นอกจากนี้ “ผู้สูงอายุ” ที่เคยหกล้มในครั้งแรกแล้ว มีแนวโน้มที่จะหกล้มเพิ่มขึ้น และยังมีโรคประจำตัวซึ่งได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือดสูง โรคหัวใจ บางรายมีไตวายเรื้อรัง ดังนั้นจึงทำให้การดูแลรักษาซับซ้อนมากขึ้น ทำให้สมาชิกในบ้านต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด และขณะอยู่ในโรงพยาบาลก็เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลกดทับ ปอดบวม ติดเชื้อในระบบต่างๆ เป็นต้นการลื่นหกล้มเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้ โดยต้องทราบสาเหตุของการลื่นล้ม เช่น สาเหตุทางกาย ได้แก่ การทรงตัวไม่ดี ขาอ่อนแรง ชา อ่อนเพลีย หน้ามืด มีปัญหาด้านสายตาและการได้ยิน การรับยาที่มีผลต่อระบบการไหลเวียนโลหิต เป็นโรคกระดูกพรุนสาเหตุจากสิ่งแวดล้อม พื้นลื่น เปียก มีหยดน้ำ พื้นผิวขรุขระมีขั้นสูงต่ำ ขอบไม่เรียบแสงสว่างไม่เพียงพอ อุปกรณ์ของใช้ไม่มั่นคงชำรุด ใช้อุปกรณ์ช่วยเดินไม่เหมาะสม สวมใส่เสื้อผ้า รองเท้าไม่พอดีphoto                   สำหรับการดูแลสุขภาพสำหรับ “ผู้สูงอายุ” ควรรับประทานอาหารให้เพียงพอ เน้นผักและผลไม้ เพื่อรักษาสมดุลของร่างกายและต้านทานโรค ไม่ควรงดอาหาร ทำให้อ่อนเพลีย มึนงง มีการเคลื่อนไหวทุกวัน เดินหรือออกกำลังกายตามวัย เช่น ไทจี๋ เพื่อรักษาความยืดหยุ่นของข้อและสมดุลของร่างกาย สอบถามแพทย์หรือเภสัชทุกครั้งที่รับยาถึงผลข้างเคียงของยา ได้แก่ ยาที่ทำให้ง่วงซึม ยากล่อมประสาท ยาลดความดันโลหิต และยาขับปัสสาวะ หรือมีประวัติการใช้ยาเป็นประจำตั้งแต่ 4 ชนิดขึ้นไป (ไม่รวมวิตามิน) ถ้ารับยาที่มีผลทำให้ง่วงซึม หลับ ต้องปรับเปลี่ยนการทำกิจวัตรประจำวันเพื่อลดภาวะเสี่ยงต่อการลื่นล้ม ห้ามผสมยากับแอลกอฮอล์ ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์เพราะเป็นสาเหตุของการลื่นล้ม ไม่อายที่จะใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน ตรวจสอบอุปกรณ์ช่วยเดินให้มีความสูงเหมาะสมและมั่นคง อุปรณ์ช่วยเดินที่ดี ควรมีลักษณะที่ถูกต้องและปลอดภัยต่อผู้สูงอายุ สามารถปรับสูง-ต่ำ ตามความสูงของผู้ใช้งานได้ เพราะหากอุปกรณ์ช่วยเดินต่ำเกินไป โดยที่ต้องก้ม ก็อาจจะทำให้ผู้สูงอายุหลังคร่อม และเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกได้ อุปกรณ์ช่วยเดินรุ่น Ew-21 มีลักษณะเด่นคือ สามารถช่วยพยุงตัวในการเดินได้ มีล้อทั้ง 4 ล้อ ช่วยให้ผู้สูงอายุเดินและเข็นไปพร้อมกันได้เลย ไม่เสี่ยงต่อการหกล้ม โดยทั่วไปปกติแล้ว Walker ที่เราพบโดยทั่วไป จะต้องใช้ยกและเดิน ส่วนใหญ่แล้วจังหวะที่จะเกิดการล้มของผู้สูงอายุ คือ ขณะที่ยก Walker ขึ้น หากผู้สูงอายุที่ไม่สามารถทรงตัวยืนได้ อาจจะทำให้เกิดการลื่นล้มนั่นเอง
Ew-21 รถเข็นช่วยเดินสำหรับคนชรา หรือ ทำกายภาพบำบัด ใช้เพื่อช่วยเดิน ให้ร่างกายได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง เมื่อเหนื่อยสามารถใช้เป็นเก้าอี้นั่งได้ ในชุดประกอบด้วยกระเป๋าใส่ของ ตัวรถน้ำหนักเบาเป็นพิเศษเนื่องผลิตจากวัสดุอลูมิเนียม ออกแบบมาให้พับได้ และที่สำคัญสามารถปรับระดับตัวรถตามความสูงของผู้ใช้แต่ละคนได้                         สุดท้ายเทคนิคกันล้มที่ลูกหลานควรใส่ใจ นั่นคือ “บ้าน” สถานที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด แต่สำหรับ “ผู้สูงวัย” แล้วบ้านอาจเป็นอันตรายหรือร้ายกว่าที่คิด หากเราไม่เตรียมพร้อมป้องกันให้ดีอาจทำให้ท่านลื่นหกล้มบาดเจ็บ พิการ และเสียชีวิต จนอาจกลายเป็นฝันร้ายของคนในบ้าน ฉะนั้นจึงมีเทคนิคกันล้มง่ายๆ  มาฝากกันง่าย 8  ได้แก่

photo                                       1. เพิ่มแรงเสียดทานให้พื้น คือติดแผ่นกันลื่น ใช้วัสดุไม้สังเคราะห์ หรือถ้าเป็นกระเบื้องในห้องน้ำควรใช้กระเบื้องแผ่นเล็ก มีผิวด้านหรือผิวสัมผัสเป็นลวดลาย  2. ทางลาดต้องมี เพื่อผ่อนแรงผู้ป่วยพักฟื้นที่ใช้วีลแชร์ ควรทำทางลาดไว้ตามทางลงบันใดต่างๆ ให้มีความชันไม่เกิน 5 องศา กว้างไม่น้อยกว่า 90 ซม. ทางลาดยาวไม่เกิน6 เมตร

3. ขนาดเตียงที่เหมาะสม เลือกเตียงให้มีทางยาวไม่น้อยกว่า 180 ซม. สูงประมาณ 40 ซม. (สำหรับการใช้รถเข็น) หรือสูงจากพื้นถึงข้อพับเข่า โดยให้รอบเตียง3 ด้านมีพื้นที่ว่างอย่างน้อยด้านละ 90 ซม. หากใช้เตียงปกติทั่วไป รถเข็นวีลล์แชร์ จะไม่สามารถสอดเข้าไปใต้เตียงเพื่อที่จะนำรถเข็นไปเทียบด้านข้างได้ เนื่องจากเตียงโดยทั่วไป ที่ไม่ใช่เตียงปรับระดับ จะมีขนาดที่ต่ำจนไม่สามารถสอดเข้าไปได้ ดังนั้นผู้สูงอายุ ที่ต้องใช้รถเข็นวิลล์แชร์ จำเป็นต้องเลือกใช้เตียง ที่สามารถปรับระดับได้ และเตียงปรับระดับ ที่เราพบเห็นได้ทั่วไป ส่วนใหญ่มักจะมีลักษณะเหมือนเตียงโรงพยาบาลที่โครงสร้างเป็นพลาสติกหรือ PVC ปรับระดับโดยการใช้มือหมุนและต้องมีผู้ช่วยคอยปรับระดับให้อยู่ตลอดเวลา แต่หากว่าผู้สูงอายุที่ต้องการช่วยเหลือตัวเองนั้น จะไม่สามารถก้มลงไปหมุนเองได้ จึงทำให้การเคลื่อนย้ายตัวออกจากเตียงลำบาก ดังนั้น Elife จึงมีเตียงไฟฟ้าที่เรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยทำให้การเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุง่ายขึ้น คือ เตียงไฟฟ้า ที่โครงสร้างทำจากเนื้อไม้ กรุด้วยโลหะ แข็งแรง ทนทาน สามารถรองรับน้ำหนักได้ดี กรุด้วยเนื้อไม้ โดยถูกออกแบบมาให้เหมือนกับเฟอร์นิเจอร์สำหรับใช้ในงานในบ้าน มอเตอร์เป็นแบรนด์จากแบรนด์เยอรมัน  Motor Dewert คุณภาพสูง ใช้งานได้ยาวนาน ควบคุมด้วยรีโมท มีกุญแจล็อคปุ่มกด (กรณีไม่ต้องการให้เด็กๆกดเล่น ) เหมาะกับการใช้งานในบ้าน โดยมีให้เลือกลักษณะแตกต่างออกไปดังนี้
เตียงไฟฟ้ารุ่น EB-35 เตียงไฟฟ้ารุ่นนี้จะเน้นราคาประหยัด แต่คุณภาพดี สามารถปรับได้ 3 ไกร์
1.  ยกส่วนบนเอียงสูง-ลาด
2. ยกส่วนขาเอียงสูง-ลาด
3. ยกพร้อมกันทั้งส่วนบน และส่วนขาเอียงสูง-ลาด แต่การปรับระดับสูง-ต่ำ เป็นการปรับในลักษณะ Manual ปรับได้ขนาด 40-45-50 Cm.
เตียงไฟฟ้ารุ่น EB-55 เตียงไฟฟ้ารุ่นนี้จะปรับสรีระท่าทางการนั่ง-นอน หรือทำกิจวัตรประจำวันได้ค่อนข้างดี สามารถปรับได้ 5ไกร์
1. ยกส่วนบนเอียงสูง-ลาด
2. ยกส่วนขาเอียงสูง-ลาด
3. ยกพร้อมกันทั้งส่วนบน และส่วนขาเอียงสูง-ลาด
4. ปรับระดับเตียงให้ยกสูง-ยกลงต่ำ
5. ปรับระดับเฉพาะโครงสร้างหัวเตียง-ปลายเตียงให้เป็นมุมขนาด 45 องศา รุ่นนี้ฟังก์ชั่นของเตียงจะครบ และใช้ประโยชน์ได้ค่อนข้างสมบูรณ์

เตียงไฟฟ้ารุ่น EB-77 รุ่นนี้เป็นเตียงลักษณะพิเศษ ที่ถูกออกแบบมาให้สามารถปรับระดับได้ต่ำจนติดพื้น เหมาะกับผู้สูงอายุ หรือผู้ใช้งาน ที่จะมีแนวโน้มจะตกจากเตียง เช่น ผู้ป่วยวัยรุ่น , ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ , หรือผู้ป่วยต้องการความปลอดภัยเป็นพิเศษ ออกแบบเพื่อให้ใช้งานที่บ้าน โดยดีไซน์โดยใช้วัสดุเนื้อไม้กรุโครงโลหะทำให้ดูสวยงามเข้ากับการใช้งานที่บ้าน มอเตอร์เป็นของเยอรมัน Motor Limoss คุณภาพดีเยี่ยม เตียงไฟฟ้าสามารถ ปรับได้ 5 ไกร์
1. ยกส่วนบนเอียงสูง-ลาด
2. ยกส่วนขาเอียงสูง-ลาด
3. ยกพร้อมกันทั้งส่วนบน และส่วนขาเอียงสูง-ลาด
4. ปรับระดับเตียงให้ยกสูง-ยกลงต่ำ
5. ปรับระดับเฉพาะโครงสร้างหัวเตียง-ปลายเตียงให้เป็นมุมขนาด 45 องศา รุ่นนี้ฟังก์ชั่นของเตียงจะครบ และใช้ประโยชน์ได้ค่อนข้างสมบูรณ์

photo      4. ประตูดีต้องเปิดง่าย เปลี่ยนลูกบิดแบบหมุนมาเป็นคันโยกเพื่อทุ่นแรง ประตูต้องกว้างไม่น้อยกว่า 90 ซม. หรือมีความกว้างมากกว่าความกว้างของวีลแชร์ หรือจะเปลี่ยนเป็นประตูบานเลื่อนแบบไม่มีธรณีประตูก็ได้

photo                            5. ราวจับกระชับทุกก้าว ติดตั้งราวจับลักษณะสั้น-ยาว หรือตัวแอล-ตัววี ที่เหมาะกับการใช้งานไว้ตามจุดต่างๆ เช่น บันได ห้องน้ำ ผนังทางเดิน เป็นต้น โดยติดตั้งไว้สูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 80-100 ซม.

photo6. แสงไฟส่องสว่าง เลือกใช้แสงแบบ Day Light สวิตช์ไฟควรมีขนาด 5-7.5 ซม. ให้อยู่ในระยะเอื้อมถึงสะดวก สูงจากพื้นอย่างน้อย 45 ซม. แต่ไม่เกิน 90 ซม.

photo7. ฟังก์ชั่นเพื่อผู้สูงวัย ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ในบ้านควร จะมีฟังก์ชั่นที่เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน เช่น ราวแขวนผ้าที่ปรับระดับสูงต่ำได้ ไม่ต้องเอื้อม เป็นต้น

photo8. ตัวช่วยยามฉุกเฉิน ติดตั้งอุปกรณ์เสริม เช่น สวิตช์ดึงเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินในห้องน้ำหรือที่หัวเตียง เป็นต้น