Sleep Test Full Night VS Split Night

Sleep Test Full Night VS Split Night

การนอนหลับไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่คือช่วงเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่คนมีปัญหาเรื่องการกรนและหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) กันมากขึ้น การตรวจ Sleep Test จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยวินิจฉัยปัญหาเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำ

หากคุณกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจแบบจัดเต็มที่สุด หรือที่เรียกว่า Type 1 (Full Polysomnography) ซึ่งเป็นการตรวจในโรงพยาบาลหรือศูนย์การนอนหลับภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่เทคนิค คุณจะพบว่ามีตัวเลือกหลักๆ อยู่ 2 แบบ คือ Full Night และ Split Night ครับ

 

 

1. การตรวจแบบ Full Night (ตรวจแบบเต็มคืน)

  • ตามชื่อเลยครับ คือการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมการนอนของคุณตั้งแต่เริ่มหลับจนถึงเช้า (อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง) โดยไม่มีการรบกวนใดๆ
  • เน้นการวินิจฉัย (Diagnostic): เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความละเอียดสูงสุด เพื่อดูว่ามีอาการหยุดหายใจขณะหลับรุนแรงแค่ไหน มีขาขยับกระตุก หรือมีพฤติกรรมผิดปกติระหว่างหลับหรือไม่
  • กระบวนการ: เจ้าหน้าที่จะติดอุปกรณ์เพื่อวัดคลื่นสมอง ระดับออกซิเจน การหายใจ และอัตราการเต้นของหัวใจตลอดทั้งคืน ข้อมูลที่ได้จะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อประเมินความรุนแรง (AHI – Apnea-Hypopnea Index)

ข้อดี: ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุด ครอบคลุมทุกวงจรการนอน (Sleep Stages)

ข้อเสีย: หากพบว่ามีอาการหยุดหายใจรุนแรง คุณอาจต้องกลับมาตรวจซ้ำอีกรอบเพื่อทดลองใส่เครื่องช่วยหายใจ (CPAP) ในวันหลัง

2. การตรวจแบบ Split Night (ตรวจแบบแบ่งครึ่งคืน)

  • แบบนี้เปรียบเสมือนการ “2 in 1” คือรวมทั้งการวินิจฉัยและการรักษาไว้ในคืนเดียวครับ
  • ครึ่งคืนแรก (Diagnosis): เจ้าหน้าที่จะตรวจเพื่อยืนยันว่าคุณมีการหยุดหายใจขณะหลับจริงหรือไม่ และมีความรุนแรงถึงเกณฑ์ที่กำหนด (โดยทั่วไปคือค่า AHI สูงกว่า 15 ครั้งต่อชั่วโมง)
  • ครึ่งคืนหลัง (Titration): หากผลในช่วงแรกพบว่าอาการรุนแรงชัดเจน เจ้าหน้าที่จะเข้ามาหาคุณกลางดึกเพื่อ “ใส่หน้ากาก CPAP” และปรับแรงดันลมที่เหมาะสมที่สุดให้ เพื่อดูว่าเครื่องสามารถแก้ปัญหาการหยุดหายใจได้ดีแค่ไหน

ข้อดี: ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย เพราะไม่ต้องมาโรงพยาบาลสองรอบ

ข้อเสีย: หากในช่วงครึ่งคืนแรกอาการของคุณไม่รุนแรงถึงเกณฑ์ หรือคุณมีปัญหาในการปรับตัวกับเครื่อง CPAP ในทันที ข้อมูลที่ได้อาจไม่เพียงพอสำหรับการปรับตั้งค่าเครื่องอย่างสมบูรณ์

 

หัวข้อเปรียบเทียบ Full Night (เต็มคืน) Split Night (แบ่งครึ่งคืน)
วัตถุประสงค์หลัก วินิจฉัยอาการอย่างละเอียด วินิจฉัย + ลองเครื่อง CPAP
ความแม่นยำของข้อมูล สูงมาก เห็นภาพรวมทั้งคืน ปานกลาง (เพราะแบ่งเวลาตรวจ)
ความสะดวก อาจต้องมาหาหมอ 2 ครั้ง จบในคืนเดียว (ถ้าเข้าเงื่อนไข)
เหมาะสำหรับใคร คนที่มีอาการไม่ชัดเจน หรือซับซ้อน คนที่มีอาการกรนหรือหยุดหายใจรุนแรงชัดเจน

 

สรุปแล้วควรเลือกแบบไหน?

โดยส่วนใหญ่แล้ว แพทย์จะเป็นผู้ประเมินจากอาการเบื้องต้นครับ หากคุณมีประวัติการกรนที่รุนแรงมาก หรือมีภาวะง่วงนอนจัดระหว่างวันจนเสี่ยงอันตราย แพทย์อาจพิจารณาทำแบบ Split Night เพื่อให้การรักษารวดเร็วขึ้น

แต่ถ้าอาการของคุณดูซับซ้อน หรือต้องการหาสาเหตุของการนอนไม่หลับด้านอื่นๆ การตรวจแบบ Full Night จะให้คำตอบที่ชัดเจนและครอบคลุมมากกว่าครับ

นอกจากนี้แล้ว Sleep Test ยังมี Typ2 , Type3 แลพ Type4 อีก เพื่อเป็นทางเลือกให้คนไข้ เนื่องจากอีกปัญหาหนึ่งของ Sleep Test Type1 คือ รอคิวนาน บางโรงพยาบาลต้องรอคิวข้ามปีกันเลยทีเดียว คนไข้หลายคนจึงเลือกตรง Typeอื่นๆ แบบหนึ่งที่นิยมคือ Type3 เนื่องจากไม่ต้องรอคิวนาน ติดอุปกรณ์น้อยกว่า และส่วนใหญ่ทำที่บ้านจึงง่ายกว่า ลดความเครียดความกังวลได้

Sleep Test Type3 : ได้รับการยอมรับแพร่หลาย และเป็นที่นิยมในหลายประเทศเนื่องจากคัดกรองอาการผิดปรกติส่วนมากได้ โดยมีการวัดค่าต่างๆ เหมือน Type1 ที่ทำในโรงพยาบาลยกเว้นการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง EEG, ลูกตา EOG, หัวใจ ECG

Sleep Test มีกี่ระดับอะไรบ้าง?

Type 1 : ประเภทที่ 1 คือการทำ sleep test แบบทำที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่มีแพทย์เป็นผู้ดูแลและมี sleep tech เฝ้าตลอดทั้งคืน

  • คลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG), คลื่นไฟฟ้าลูกตา (EOG), คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG), คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อคาง (EMG)
  • การขยายตัวของทรวงอกและช่องท้อง (Thorac-Abdominal movements)
  • ลมหายใจ (Airflow)
  • O2 ในเลือด (Oximetry)

Type 2 : ประเภทที่ 2 คือการทำ sleep test แบบที่ทำนอกโรงพยาบาล ไม่ต้องมี Sleep tech ไม่ต้องเฝ้าตลอดทั้งคืน เพียงมีเจ้าหน้าที่เข้ามาติดตั้งอุปกรณ์ให้ อาจจะทำที่บ้านหรือคลินิกที่ร่วมกับโรงแรม แบบนี้จะดีที่คนไข้สามารถทำที่บ้านได้ (แล้วแต่คลินิก) ประหยัดค่าใช้จ่าย รอคิวน้อยกว่า

  • คลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG), คลื่นไฟฟ้าลูกตา (EOG), คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG), คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อคาง (EMG)
  • การขยายตัวของทรวงอกและช่องท้อง (Thorac-Abdominal movements)
  • ลมหายใจ (Airflow)
  • O2 ในเลือด (Oximetry)

Type 3 : ประเภทที่ 3 คือการทำ sleep test แบบจำกัดข้อมูล ได้ข้อมูลไม่ครบเท่า Type 1 และ Type 2 แต่สำหรับคนที่ต้องการทราบอาการเบื้องต้น จะทำได้เลย รอคิวไม่นาน ประหยัดกว่า สำหรับคนที่ติดอุปกรณ์เยอะๆแล้วนอนไม่หลับ ตัวนี้เป็นตัวเลือกที่ดี

  • วัดชีพจร (Heartrate)
  • การขยายตัวของทรวงอกและช่องท้อง (Thorac-Abdominal movements)
  • ลมหายใจ (Airflow)
  • O2 ในเลือด (Oximetry)

Type 4 : ประเภทที่ 4 คือการทำ sleep test แบบวัดเฉพาะ O2 ในเลือด และลมหายใจขณะหลับ แบบนี้จะมีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุด

  • ลมหายใจ (Airflow)
  • O2 ในเลือด (Oximetry)