นอนกรน หยุดหายใจในขณะนอนหลับ อันตรายมากกว่าที่คิด

นอนกรน หยุดหายใจในขณะนอนหลับ อันตรายมากกว่าที่คิด

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (OSA) เป็นสาเหตุสำคัญของโรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะความดันสูงในเวลากลางคืนและตอนเช้า เนื่องจากการหยุดหายใจทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลงซ้ำๆ กระตุ้นระบบประสาทและหัวใจให้ทำงานหนัก การรักษา OSA ด้วยเครื่องช่วยหายใจ (CPAP) หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมช่วยลดความดันโลหิตได้อย่างมีนัยสำคัญ

การปล่อยให้ความดันโลหิตสูงโดยไม่ควบคุม ขาดการตระหนักรู้สถานะสุขภาพของตนเอง เปรียบเหมือนการส่งแรงกระแทกใส่หัวใจและหลอดเลือดตลอดเวลา ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อหัวใจโดยตรง ทั้ง 3 ชนิด ดังนี้

โรคหลอดเลือดแดงหัวใจตีบ

เมื่อความดันโลหิตสูงเรื้อรัง ผนังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจจะค่อย ๆ แข็งตัวและหนาขึ้น จนเกิดการตีบตันในที่สุด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

โรคหัวใจล้มเหลว (หัวใจวาย)

ความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษา ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวขึ้นเพื่อรับมือกับแรงดันที่เพิ่มขึ้น แต่ในที่สุดหัวใจก็จะ “ล้า” และไม่สามารถบีบตัวหรือคลายตัวได้อย่างปกติ ทำให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยง่าย บวมน้ำ และอาจเสียชีวิตได้

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หัวใจห้องบนซ้ายโตผิดปกติ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเต้นผิดจังหวะชนิด “สั่นพริ้ว” อาการนี้ไม่เพียงทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นและเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวเท่านั้น แต่ที่อันตรายที่สุด คือ การเต้นสั่นพริ้วจะทำให้เกิดลิ่มเลือดคั่งอยู่ในห้องหัวใจ ลิ่มเลือดเหล่านี้อาจหลุดออกไปอุดตันหลอดเลือดสมอง ก่อให้เกิดอัมพฤกษ์และอัมพาตได้ รวมถึงอาจไปอุดตันที่ขาหรือลำไส้ได้อีกด้วย

อย่ารอให้ถึงพรุ่งนี้! แล้วค่อยเริ่มดูแลตัวเอง!! การควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ (ไม่เกิน 120/80 mmHg) คือ การปกป้องหัวใจที่ดีที่สุดด้วยการลด หวาน มัน เค็ม และหมั่นออกกำลังอย่างน้อย สัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 30 นาที เพื่อรักษาน้ำหนักให้อยู่เกณฑ์ปกติ ตามค่า BMI ดัชนีมวลกายของตัวเอง

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เกิดภาวะ สมองขาดเลือด ได้จริงหรือ

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เกิดภาวะ สมองขาดเลือด เกี่ยวข้องกันอย่างไร โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke สาเหตุหลักๆที่ทุกคนมักจะนึกถึงคือ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน คอเลสเตอรอลในเลือดสูง การสูบบุหรี่จัด การดื่มสุราเป็นประจำ หัวใจเต้นผิดจังหวะ มีลิ้นหัวใจผิดปกติ หรือความเครียด แต่อาจจะลืมไปว่าการหยุดหายใจขณะนอนหลับตอนกลางคืนก็สามารถเป็นความเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะ สมองขาดเลือด ได้เช่นกัน

โรคหยุดหายใจขณะหลับ เกิดจากอะไร

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น เกิดจากการปิดกั้นของทางเดินหายใจขณะหลับ ทำให้อากาศไม่สามารถผ่าน หรือผ่านได้น้อย ส่งผลให้เกิดภาวะออกซิเจนในเลือดลดลง มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง ความดันโลหิตสูงขึ้นเพราะต้องส่งเลือดไปที่หัวใจมากขึ้น ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานมากขึ้น หากคนไข้มีภาวะโรคหัวใจจะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เพื่อที่จะลดภาวะการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับ สมองจะเกิดการตื่นขึ้น บางครั้งสั้นมากเป็นวินาที ซึ่งผู้ป่วยมักจะไม่รู้ตัวว่าตื่น เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นหลายครั้งในหนึ่งคืน ในรายที่มีอาการมากอาจเกิดขึ้นมากกว่าร้อยครั้งใน 1 ชั่วโมง แต่หากร่างกายไม่สามารถกระตุ้นหรือรักษาระดับออกซิเจนในร่างกายให้อยู่ในระดับปกติได้ จะทำให้เกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะสมองขาดเลือดตามมาหรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้จากภาวะสมองขาดเลือดหรือตายตายจากการเลือดไม่เลี้ยงไม่เพียงพอ ประเภทภาวะหยุดหายใจขณะหลับ แบ่งเป็น

  1. ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ชนิดอุดกั้น (Obstructive sleep apnea (OSA))
    เป็นความผิดปกติที่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจมากจนกระทั่งทำให้เกิดหยุดหายใจในขณะหลับเป็นช่วงๆ
  2. ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ชนิดสมองส่วนกลาง (Central sleep apnea (CSA))
    เป็นความผิดปกติจากสมองส่วนกลางไม่ส่งสัญญาณไปยังกล้ามเนื้อที่ควบคุมการหายใจ
    ให้เหมาะสมหรือจากผลข้างเคียงของยาบางชนิดที่กดสมองส่วนกลางไว้ ทำให้หยุดหายใจขณะหลับ เช่น ยานอนหลับ
  3. ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ชนิดซับซ้อน (Complex sleep apnea syndrome)
    เป็นความผิดปกติที่ผสมผสานทั้งแบบภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ชนิดอุดกลั้น(OSA) และ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
    ชนิดสมองส่วนกลาง (CSA) ทำให้หยุดหายใจขณะหลับโดยอัตโนมัติ

อาการหยุดหายใจขณะหลับ

อาการที่บ่งบอกว่าถึงอาการหยุดหายใจขณะหลับ สามารถเช็กได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นบางบุคคลยากที่จะระบุอาการได้ว่ามีอาการหยุดหายใจขณะหลับ ดังนั้นควรพบแพทย์เมื่อมีอาการข้างต้นดังนี้ 2-3 ข้อขึ้นไป

  • อาการนอนกรนเสียงดังมากๆ
  • มีบุคคลใกล้ชิดสังเกตเห็น ว่าคุณมีอาการหยุดหายใจขณะหลับ
  • ตื่นขึ้นมาด้วยอาการคอแห้งผาก ปากแห้ง
  • สะดุ้งเฮือกขณะนอนหลับ
  • ตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดหัว
  • มีอาการเหนื่อยง่าย
  • มีอาการง่วงนอนตลอดทั้งวัน
  • ตื่นขึ้นมาด้วยความไม่สดชื่น

ความเชื่อมโยงระหว่าง OSA และความดันสูง

กลไกการเกิด : เมื่อหยุดหายใจขณะหลับ ระดับออกซิเจนในเลือดจะลดลงอย่างฉับพลัน ทำให้ร่างกายตอบสนองโดยการเพิ่มความดันโลหิตเพื่อนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นชั่วคราวขณะหลับ

รูปแบบความดัน : ผู้ป่วย OSA มักมีความดันโลหิตสูงตอนกลางคืน หรือตอนตื่นนอน ซึ่งปกติความดันควรลดลง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจะกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก ซึ่งทำหน้าที่ตอบสนองต่อภาวะคับขัน ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและหลอดเลือดหดตัว ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งขณะหลับและตื่น

ผลกระทบระยะยาว : OSA ที่ไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง หรืออัมพฤกษ์/อัมพาต หรือเกิดอุบัติเหตุในขณะขับรถยนต์ได้

ความเสี่ยงอื่นๆ : อาการกรนดัง, ตื่นมาปากแห้งคอแห้ง, ง่วงนอนมากผิดปกติในตอนกลางวัน

การจัดการและการรักษา

ใช้เครื่อง CPAP : การใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (Continuous Positive Airway Pressure) เป็นวิธีหลักที่ช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดและลดความดันโลหิตได้ดีที่สุด

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม : ลดน้ำหนัก, งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่, หลีกเลี่ยงยาที่ทำให้หลับลึก

ปรึกษาแพทย์ : หากมีความดันโลหิตสูงที่ควบคุมยาก หรือสงสัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจการนอนหลับ (Sleep Test)

ภาวะการหยุดหายใจขณะนอนหลับหรือการนอนกรนเป็นความเสี่ยงที่หลายๆคนมองข้ามเพราะคิดว่าเป็นการนอนกรนแบบปกติจึงอาจไม่คิดว่าเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลให้เกิดการเป็นสมองขาดเลือด เพราะฉะนั้นหากมีอาการข้างต้นแนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป