เบาหวานชนิดที่ 1 vs ชนิดที่ 2 ในเด็ก ต่างกันยังไง?

เบาหวานชนิดที่ 1 vs ชนิดที่ 2 ในเด็ก ต่างกันยังไง?

เบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ในเด็กต่างกันอย่างไร?
เช็กสาเหตุ อาการ วิธีรักษา และสัญญาณเตือนที่พ่อแม่ควรรู้ พร้อมคำแนะนำดูแลลูกให้ปลอดภัย”


เบาหวานในเด็ก คืออะไร? ทำไมพ่อแม่ยุคใหม่ต้องรู้

โรคเบาหวานไม่ได้เกิดเฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ปัจจุบันพบในเด็กเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น การบริโภคอาหารหวาน อาหารแปรรูป และการมีกิจกรรมทางกายน้อยลง

โรคเบาหวานในเด็ก คือ ภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ เนื่องจากร่างกายมีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโต สมอง และอวัยวะสำคัญในระยะยาว

เบาหวานในเด็กแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่

แม้จะมีชื่อเหมือนกัน แต่สาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษานั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน


เบาหวานชนิดที่ 1 ในเด็ก คืออะไร?

เบาหวานชนิดที่ 1 เป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าใจผิดและทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอหรือไม่สามารถผลิตได้เลย

ลักษณะสำคัญของเบาหวานชนิดที่ 1

  • มักพบในเด็กเล็กและวัยรุ่น

  • เกิดขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว

  • ต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลินตลอดชีวิต

  • ไม่ได้เกิดจากการกินหวานเพียงอย่างเดียว

อาการที่พบบ่อยในเด็ก

  • ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน

  • กระหายน้ำมากผิดปกติ

  • น้ำหนักลดเร็วแม้กินปกติ

  • เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง

  • หิวบ่อย

  • หายใจลึกหรือมีกลิ่นลมหายใจคล้ายผลไม้ (ในรายรุนแรง)

หากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะฉุกเฉิน เช่น ภาวะกรดคีโตนในเลือดสูง ซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้


เบาหวานชนิดที่ 2 ในเด็ก คืออะไร?

เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ร่างกายยังสามารถผลิตอินซูลินได้ แต่ไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเรื่อยๆในอดีตพบในผู้ใหญ่เป็นหลัก แต่ปัจจุบันพบในเด็กและวัยรุ่นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกิน

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ

  • โรคอ้วนหรือมีน้ำหนักเกิน

  • การกินอาหารหวานและไขมันสูง

  • ไม่ค่อยออกกำลังกาย

  • นั่งหน้าจอนาน

  • มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน

  • นอนหลับไม่เพียงพอ

อาการที่อาจพบ

  • อ่อนเพลีย

  • น้ำหนักเพิ่ม

  • ผิวหนังคล้ำบริเวณคอ รักแร้ หรือข้อพับ

  • แผลหายช้า

  • ตาพร่า

  • ปัสสาวะบ่อยในบางราย

เบาหวานชนิดที่ 2 มักค่อยเป็นค่อยไป ทำให้บางครั้งตรวจพบช้าเพราะอาการไม่ชัดเจน


ตารางเปรียบเทียบ เบาหวานชนิดที่ 1 vs ชนิดที่ 2 ในเด็ก

หัวข้อ เบาหวานชนิดที่ 1 เบาหวานชนิดที่ 2
สาเหตุหลัก ภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์อินซูลิน ดื้อต่ออินซูลิน
การเกิดโรค เกิดเร็ว ค่อยเป็นค่อยไป
อายุที่พบ เด็กเล็ก–วัยรุ่น วัยรุ่นมากกว่า
รูปร่างเด็ก ผอมได้ มักน้ำหนักเกิน
วิธีรักษา ฉีดอินซูลิน ปรับพฤติกรรม + ยา
การป้องกัน ป้องกันไม่ได้ทั้งหมด ป้องกันได้บางส่วน

วิธีสังเกตสัญญาณเตือนเบาหวานในเด็ก

พ่อแม่ควรสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เช่น

  • ปัสสาวะบ่อย หรือฉี่รดที่นอน

  • ดื่มน้ำบ่อยผิดปกติ

  • น้ำหนักลดหรือเพิ่มเร็ว

  • หิวบ่อย

  • เหนื่อยง่าย

  • สมาธิลดลง

  • ตาพร่า

หากพบอาการหลายข้อร่วมกัน ควรพาเด็กไปตรวจระดับน้ำตาลในเลือดทันที


วิธีป้องกันและดูแลลูกให้ห่างไกลเบาหวาน

แม้เบาหวานชนิดที่ 1 จะป้องกันได้ยาก แต่ชนิดที่ 2 สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

  • ลดน้ำหวาน น้ำอัดลม และขนมแปรรูป

  • สร้างนิสัยออกกำลังกายทุกวัน

  • จำกัดเวลาหน้าจอ

  • นอนหลับให้เพียงพอ

  • ตรวจสุขภาพประจำปี

  • สอนลูกอ่านฉลากโภชนาการ

การสร้างพฤติกรรมสุขภาพตั้งแต่วัยเด็กจะช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังในอนาคต


ผลกระทบระยะยาวหากควบคุมเบาหวานไม่ดี

หากเด็กมีระดับน้ำตาลสูงเป็นเวลานาน อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น

  • ปัญหาการมองเห็น

  • โรคไต

  • โรคหัวใจและหลอดเลือด

  • ชาแขนขา

  • การเจริญเติบโตล่าช้า

การติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก


สรุป: เบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ในเด็ก ต่างกันยังไง?

เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลิน ต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลินตลอดชีวิต ส่วนเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน มักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและสามารถควบคุมได้ด้วยการปรับพฤติกรรมและการรักษาทางการแพทย์

การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การตรวจสุขภาพ และการดูแลพฤติกรรมการกินของเด็ก จะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว


สินค้าแนะนำ