fbpx

ขับขี่ปลอดภัย เมื่อวัยสูงขึ้น

ขับขี่ปลอดภัย เมื่อวัยสูงขึ้น

การขับรถเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งของความเป็นอิสระ  การพึ่งพาตนเองได้  ผู้สูงอายุไทยจำนวนไม่น้อยที่ยังขับรถแม้อายุมากกว่า 60 ปี  ถึงแม้ไม่มากเท่าฝรั่ง  เพราะผู้สูงอายุที่เป็นฝรั่งมักไม่ได้อยู่กับลูกหลาน  จึงยังต้องช่วยเหลือตัวเองเท่าที่ทำได้  ต้องไปซื้อของเอง ไปธนาคารเอง  ไปนัดสังสรรค์ก็บ่อย  อย่างไรก็ตามในอนาคตข้างหน้าจะมีผู้สูงอายุไทยที่ขับรถมากขึ้น เพราะคนเราอายุยืนขึ้น  แถมปัจจุบัน หนุ่ม ๆ สาว ๆ ก็ขับรถกันมากขึ้น คิดง่าย ๆ นะครับว่าถ้าตอนนี้เรายังขับรถ  พอเราอายุเกิน 60 ปี เราจะเลิกขับหรือเปล่า   ในปัจจุบันนี้ยังไม่ได้มีความตื่นตัวมากนักในด้านระบบการประเมินความพร้อมของผู้สูงอายุที่ยังขับรถอยู่  ทั้งที่อุบัติเหตุทางการจราจรเป็นสาเหตุของการบาดเจ็บพิการ และเสียชีวิตที่สำคัญในประเทศและผู้สูงอายุก็เป็นกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญเนื่องจากสุขภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป

การเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถ
โดยส่วนใหญ่แล้วผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถน้อยกว่าคนหนุ่ม  ๆ สาว ๆ ครับ  สาเหตุก็เพราะว่าผู้สูงอายุมักจะขับรถช้ากว่า ประสบการณ์การขับรถก็ยาวนานกว่า  มักคาดเข็มขัดนิรภัย  และมักไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับรถ แต่ถ้ายิ่งผู้สูงอายุคนไหนขับรถยิ่งเร็วขึ้น ๆ โอกาสการเกิดอุบัติเหตุยิ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าคนหนุ่มสาวครับ โดยส่วนใหญ่  ถ้าอายุเกิน 70 ปี โอกาสเกิดอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้นและยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากถ้าอายุเกิน 80 ปี  และถ้าเมื่อไหร่เกิดอุบัติเหตุขึ้น ผู้สูงอายุมีแนวโน้มเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรง ได้รับอันตรายมากกว่าและโอกาสถึงแก่ชีวิตสูงกว่าคนหนุ่มสาวถึง 9 เท่าครับ

ส่วนของร่างกายที่ใช้ในการขับรถ

การขับรถต้องอาศัยกระบวนการทางร่างกายเหล่านี้ประกอบกัน คือ

  1. สมองแจ่มใส ไม่ขุ่นมัว
  2. สมาธิและความตั้งใจดี
  3. การตัดสินใจที่ว่องไว และแม่นยำ
  4. ความปราดเปรียว แคล่วคล่อง ว่องไว เมื่อเกิดเหตุการณ์คับขัน
  5. การประสานงานของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างดี เช่น ระหว่างมือ แขน ขา คอ เป็นต้น
  6. กำลังกล้ามเนื้อที่เพียงพอ
  7. การขยับส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดีเช่น แขน ข้อไหล่ ลำคอ เป็นต้น
  8. การมองเห็นและการได้ยินที่ดี

* ถ้าเรามีความผิดปกติในด้านใดด้านหนึ่ง จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

ทำไมผู้สูงอายุถึงมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่รถยนต์ได้ง่าย

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถในผู้สูงอายุ คือ

  • อายุมากกว่า85 ปี
  • มีปัญหาด้านการมองเห็น
  • มีภาวะสมองเสื่อม

ผู้สูงอายุมีภาวะต่าง  ๆ ที่เกิดจากความเสื่อมสภาพของร่างกาย คือ กำลังกล้ามเนื้อลดลง ความว่องไวในการตอบสนองต่อเหตุการณ์คับขันช้าลง การทำงานระหว่างอวัยวะต่าง  ๆ ให้ประสานกันได้ไม่ดี และสมาธิลดลงด้วย นอกจากนั้นยังอ่อนล้าง่ายถ้าต้องขับรถนาน  ๆ

โรคต่าง ๆที่เกิดขึ้นในผู้สูงอายุก็มีส่วนในการทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ขอยกตัวอย่างโรคเด่น ๆ ที่มีผลกระทบชัดเจนดังนี้

  • โรคตาชนิดต่าง ๆ เช่น ต้อหิน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม ทำให้ขับรถในเวลาโพล้เพล้หรือตอนกลางคืนแล้วมองไม่ชัดในผู้ป่วยต้อหินยังอาจมีลานสายตาที่แคบทำให้มองเห็นภาพส่วนรอบได้ไม่ดี  ผู้ป่วยโรคต้อหินจะมองเห็นแสงไฟบอกทาง ไฟหน้ารถพร่าได้
  • โรคสมองเสื่อม ในที่นี้หมายถึงเพิ่งเป็นไม่มากนะครับ เพราะถ้าเป็นมากแล้วคงไม่มีใครยอมให้ขับรถแล้ว ผู้ที่สมองเสื่อม มีอาการหลงลืม ขับรถหลงทาง เลี้ยวผิดเลี้ยวถูก การตัดสินใจและสมาธิไม่ดี
  • โรคอัมพฤกษ์ จากโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นโรคที่พบได้พอสมควรในผู้สูงอายุ ทำให้แขนขาไม่มีแรงที่จะขับรถ เหยียบคันเร่ง เหยียบเบรกหรือเปลี่ยนเกียร์ได้ดีบางคนมีอาการเกร็งมากจนขากระตุกเวลาเหยียบคันเร่งหรือเบรก บางคนมีการประสานงานระหว่างแขน ขาไม่ดี หรือสมองสั่งให้แขนขา ทำงานไม่ได้ดีเหมือนเดิม ความไวของการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ลดลง
  • โรคพาร์กินสัน มีอาการแข็งเกร็งมือสั่น บางทีมีเท้าสั่นด้วย ทำอะไรเชื่องช้าลง  ทำให้ขับรถได้ไม่ดี
  • โรคลมชัก ซึ่งพบได้ในผู้สูงอายุมากกว่าคนหนุ่มสาว เมื่อมีอาการชัก จะเกร็ง กระตุก ไม่รู้สึกตัว ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
  • โรคข้อเสื่อม ข้ออักเสบต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อการขับรถเช่น ข้อเข่าเสื่อม ทำให้เหยียบเบรกได้ไม่เต็มที่ ข้อเท้าอักเสบ ปวด จากโรคเก๊าท์ ทำให้ขยับลำบาก โรคกระดูกคอเสื่อม ทำให้ปวดคอ เอี้ยวคอดูการจราจรได้ลำบาก หรือมีอาการปวดหลัง จากกระดูกหลังเสื่อม ทำให้นั่งขับรถได้ไม่นาน
  • โรคอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจ ทำให้อาจมีอาการแน่นหน้าอกเมื่อขับรถนาน ๆ เครียดจากรถติด โรคเบาหวาน ทำให้มีอาการหน้ามืด ใจสั่น สมาธิไม่ดี ตาพร่า ถ้าน้ำตาลในเลือดต่ำลง
  • ยาผู้สูงอายุส่วนใหญ่ต้องรับประทานยา  บางคนรับประทานหลายชนิด บางชนิดมีผลทำให้ง่วงซึม เช่น ยาแก้เวียนศีรษะ ยาลดน้ำมูก ยานอนหลับ ยาคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น ทำให้ง่วงนอน มึนงง สับสนได้เวลาขับรถ  และทำให้การตัดสินใจ สมาธิ และความรวดเร็วในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน ไม่ดี ควรทำอย่างไรถ้ายังต้องการขับรถเมื่ออายุมากแล้ว

ถ้ามีโรคประจำตัว  ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อนว่าสามารถที่จะขับรถได้หรือไม่  ในบ้านเรายังไม่มีผู้ชำนาญการและระบบในการประเมินความปลอดภัยของผู้ขับขี่ที่สูงอายุ  แพทย์จะประเมินการมองเห็น  กำลังกล้ามเนื้อ  การทำงานประสานกันของแขนขา  การเกร็ง สั่นของกล้ามเนื้อ ความสามารถของสมอง และประเมินกระดูกและข้อต่อ  ซักประวัติการรับประทานยาชนิดต่าง ๆ และประเมินโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคลมชัก ภาวะสมองเสื่อม โรคข้อเสื่อม เป็นต้น ว่าเหมาะสมกับการขับรถหรือไม่

 

วิธีปฏิบัติตัวให้ปลอดภัยเมื่อต้องขับขี่รถ

  1. ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความพร้อมของร่างกายในการขับขี่รถที่สำคัญคือ การมองเห็น กำลังกล้ามเนื้อ ความสามารถของสมอง และกระดูกและข้อต่อ
  2. ควรตรวจสอบสภาพรถเป็นระยะเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องฉุกเฉิน
  3. ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เมื่อจะขับรถตลอดจนหลีกเลี่ยงยาต่าง ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม  มึนงง เมื่อต้องขับรถ
  4. หลีกเลี่ยงการขับรถในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย อย่าขับเร็ว
  5. หลีกเลี่ยงการขับรถในช่วงกลางคืน
  6. หลีกเลี่ยงการขับรถในสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม เช่น ฝนตกหนัก เป็นต้น เนื่องจากทำให้มองเห็นเส้นทางไม่ดี
  7. คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่ขับรถ
  8. ถ้าเป็นไปได้ควรมีคนนั่งรถไปด้วยเพื่อช่วยกันดูเส้นทาง  สัญญาณไฟจราจรและดูรถ
  9. ไม่ควรขับรถทางไกลหรือไปในที่รถติดซึ่งต้องใช้เวลาในการขับขี่เป็นเวลานาน มีเบอร์โทรศัพท์ที่จำเป็นติดตัวเสมอ เพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉิน เช่น เบอร์โรงพยาบาล เบอร์ศูนย์รถยนต์ หรือเบอร์ช่วยเหลือฉุกเฉินต่างๆที่จำเป็น

ข้อมูลจาก

รศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันละสังคม
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ขอบคุณรูปจาก http://www.mqdc.com/

รถเข็นวีลแชร์กับรถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า

รถเข็นวีลแชร์กับรถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า

ทั้งรถเข็นวีลแชร์และรถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้าต่างก็เป็นเครื่องช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วย หรือผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์ แต่ทั้งสองก็มีการใช้งานที่แตกต่างกันออกไปสำหรับผู้ใช้งานแต่ละประเภท

รถเข็นวีลแชร์

เนื่องจากสภาพร่างกายที่เสื่อมถอยลงตามอายุที่มากขึ้น ผู้สูงอายุจึงไม่สามารถเคลื่อนไหว หรือทรงตัวได้ดีเหมือนคนในช่วงวัยอื่น รถเข็นวีลแชร์ คือ รถเข็นที่ออกแบบมาสำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างเต็มที่ โดยรถเข็นวีลแชร์สามารถบังคับโดยผู้นั่งและผู้ดูแลเพื่อสะดวกต่อการใช้งาน รถเข็นวีลแชร์เป็นที่นิยมใช้กันในผู้สูงอายุ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ป่วยหรือพิการเท่านั้นแต่สามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันได้

นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนที่แล้ว วีลแชร์ยังมีประโยชน์ในด้านสุขภาพและการเข้าสังคม ดังนี้

  • การเลือกใช้วีลแชร์ที่เหมาะสมกับตนเองและการใช้อย่างถูกวิธีจะช่วยลดการเกิดแผลกดทับ การนั่งผิดท่า การยึดตัวของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และเนื้อเยื่อ รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจเกิดจากการนั่งวีลแชร์เป็นเวลานาน
  • วีลแชร์แบบมีเบาะรองนั่งที่เหมาะสม สามารถป้องกันการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่อาจเกิดจากไขสันหลังได้รับบาดเจ็บได้
  • วีลแชร์ที่ใช้งานสะดวกจะช่วยให้เคลื่อนที่และทำกิจกรรมต่าง ๆ บนรถเข็นได้คล่องตัวขึ้น
  • ผู้ใช้งานสามารถเคลื่อนที่ไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองอย่างอิสระ พึ่งพาผู้อื่นน้อยลง ทำให้มีความมั่นใจและภูมิใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น
  • เพิ่มโอกาสทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยช่วยให้เข้าถึงการศึกษาและการทำงานได้เหมือนคนทั่วไป รวมทั้งส่งเสริมการเข้าสังคม ทำให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกับคนในสังคมมากกว่าเดิม

รถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า

รถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า คือ รถนั่งขนาดเล็กที่ลักษณะภายนอกไม่เหมือนกับรถเข็นวีลแชร์คนป่วยทั้ง 2 ประเภทข้างต้นเลยแต่จะถูกออกแบบมาให้มีลักษณะเหมือนรถนั่งขับที่มีความสวยงาม ปราดเปรียว ดูแล้วเหมือนรถที่ใช้สำหรับขับขี่เล่นเพื่อความเพลิดเพลินและประโยชน์ข้อสำคัญคือมีคุณลักษณะใกล้เคียงกับรถเข็นวีลแชร์ทั้งแบบธรรมดาและรถเข็นไฟฟ้า คือ สามารถใช้เป็นอุปกรณ์ในการช่วยเหลือและผ่อนภาระสำหรับผู้ที่มีปัญหาในการเดินได้

รถเข็นไฟฟ้าแบบสกูตเตอร์ ได้รับความนิยมอย่างสูงสำหรับกลุ่มคนแก่ผู้สูงวัยในต่างประเทศ ที่ยังไม่อยากหรือยังไม่จำเป็นต้องใช้รถเข็นประเภทวีลแชร์กลุ่มผู้สูงวัยเหล่านี้บางท่านอาจจะมีโรคประจำตัว หรือ มีข้อจำกัดบางอย่างทำให้ เดินเหิน ไม่สะดวก เหมือนเก่า ซึ่งรถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า สามารถทำให้ผู้สูงอายุยังสามารถดำเนินชีวิตของตนเองได้อย่างปกติ ไม่ว่าจะเดินทางไปช้อปปิ้งซื้อของ ท่องเที่ยว พบปะ เพื่อนฝูง และเอาไปขี่เล่นกับลูกหลาน โดยไม่ต้องกลัวว่าจะวิ่งตามไม่ทันหรือจะหกล้ม รถเข็นไฟฟ้าประเภทสกูตเตอร์ไม่ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกเหมือนคนป่วยที่นั่งวีลแชร์หรือรู้สึกว่าเป็นคนแก่ที่ไม่แข็งแรง แต่ผู้ใช้งานกลับมีความรู้สึกสนุกเพลิดเพลินในการขับขี่ ทำให้รู้สึก อิสระ สะดวก ในการไปไหนมาได้อย่างปลอดภัย

ข้อเปรียบเทียบระหว่างรถเข็นวีลแชร์และรถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า

รถเข็นวีลแชร์

รถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า

ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการโดยเฉพาะ

ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับบุคลทั่วไป

และผู้สูงอายุเฉพาะบางท่านที่ยังมีกำลังที่จะเคลื่อนที่ไปไหนมาไหนได้

สามารถใช้ในที่ร่มและที่แคบได้ เช่น ในบ้าน ห้างสรรพสินค้า 

ส่วนใหญ่ใช้งานในที่กลางแจ้ง สถานที่กว้างๆ

สามารถพกพา พับเก็บได้ง่าย

ส่วนใหญ่ไม่สามารถพับเก็บได้ ยากต่อการเคลื่อนย้าย

ดีไซน์เป็นวีลแชร์เหรือเป็นเก้าอี้

ดีไซน์เป็นรถลักษณะการใช้งานเป็นเหมือนรถ

ผู้ดูแลสามารถดูแลใกล้ชิดได้ง่าย สามารถควบคุมได้ง่าย

ผู้ดูแลควบคุมดูแลได้ไม่ค่อยสะดวก 

สามารถใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไปได้

ส่วนใหญ่ใช้เพื่อการเดินทาง 

ถ้าพูดถึงข้อแตกต่างระหว่างรถเข็นวีลแชร์และรถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า จะเห็นได้ว่ารถเข็นวีลแชร์เหมาะสำหรับผู้ป่วย หรือผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้มากกว่านถเข็นสกูตเตอร์ เพราะการใช้งานที่สะดวกกว่าและดูปลอดภัยกับผู้ป่วยมากกว่า และรถเข็นเข็นวีลแชร์ยังสามารถมีผู้ช่วยเข็นสามารถดูแลได้ใกล้ชิดมากกว่า อยู่ในความควบคุมได้ง่ายกว่า ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ ได้ดีกว่าสกูตเตอร์และรถเข็นวีลแชร์ยังสามารถพกพาสะดวกมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้งาน

 

แนะนำ..ผู้สูงอายุดูแลสุขภาพช่วงฤดูหนาว

แนะนำ..ผู้สูงอายุดูแลสุขภาพช่วงฤดูหนาว

กรมการแพทย์ แนะผู้สูงอายุควรดูแลสุขภาพในช่วงปลายฝนต้นหนาว อาจเจอโรคระบบทางเดินหายใจ ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง และอาการปวดข้อ ที่อาจเกิดขึ้นได้

นายแพทย์ณัฐพงศ์  วงศ์วิวัฒน์  รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ผู้สูงอายุ สามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้เบื้องต้น โดยการรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ สวมใส่เสื้อผ้าที่มีความหนาเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศเย็น ออกกำลังกายเป็นประจำ เคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ เพื่อช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย รับประทานให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำอุ่นวันละ 6-8 แก้ว และนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอประมาณวันละ 7-9 ชั่วโมง และหากที่ผู้สูงอายุต้องการเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนร่วมกับครอบครัวในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ควรเตรียมความพร้อมของร่างกาย ยาประจำที่ใช้ และยาที่จำเป็นให้พร้อมก่อนออกเดินทาง

 

นายแพทย์สกานต์  บุนนาค  ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ควรคำนึงถึงสำหรับผู้สูงอายุในช่วงหน้าหนาว ได้แก่

1.โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากมีการแพร่ระบาดง่าย และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ เช่น ปอดอักเสบติดเชื้อ เป็นต้น ควรอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดการได้รับเชื้อโรคจากผู้อื่น ถ้ามีอาการไอหรือมีไข้สูงเกิน 3 วันควรรีบไปพบแพทย์

2.ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง ได้แก่ ผิวแห้ง ผื่นผิวหนังอักเสบและคัน โดยเฉพาะหน้าหนาวซึ่งอากาศแห้ง หากอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นจะยิ่งชะล้างไขมันที่ผิวหนังออกไปอีก ควรเลือกสบู่ชนิดที่ไม่ล้างไขมันออกมากเกินไป และอาจใช้สบู่ฟอกเป็นบางครั้ง หรือฟอกเฉพาะส่วนข้อพับแขนและขาหนีบก็เพียงพอ จากนั้นควรทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิวหลังอาบน้ำทุกครั้ง เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง สำหรับผู้ที่ผิวแพ้ง่ายควรใช้โลชั่นประเภทที่ใช้กับผิวเด็กอ่อน และควรทาวันละหลายๆ ครั้ง ในกรณีที่มีปัญหาริมฝีปากแตก ไม่ควรเลียริมฝีปาก แนะนำให้ทาลิปสติกมันบ่อยๆ

3.โรคระบบไหลเวียนโลหิต เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น ผู้สูงอายุจึงควรดูแลรักษาให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ ไม่รับประทานอาหารรสจัด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรปรึกษาแพทย์เมื่อรู้สึกว่ามีอาการรุนแรงขึ้น  เช่น บวม รู้สึกเหนื่อยง่าย หรือเจ็บแน่นหน้าอก

4.อาการปวดข้อ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาปวดข้อเรื้อรัง อากาศที่หนาวเย็นอาจจะกระตุ้นให้โรคข้อเกิดการอักเสบขึ้นได้ เช่น โรคเก๊าต์ ดังนั้นการรักษาความอบอุ่นให้แก่ร่างกายจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

อย่างไรก็ตามลูกหลานมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ เพื่อให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง  ยิ่งไปกว่านั้นการดูแลเอาใจใส่ของลูกหลานยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี และถ้ายิ่งเรามีอุปกรณ์ดีๆที่จะช่วยให้ใช้ชีวิตของคนที่เรารักง่ายขึ้น อย่างเช่น รถเข็นไฟฟ้า หรือ รถเข็นธรรมดา ที่คอยช่วยอำนวยความสะดวก คืนอิสระให้แก่ท่านอีกครั้ง  รับรองว่า สุขภาพกายและสุขภาพด้านจิตใจดีขึ้นอีกเท่าตัวแน่นอนค่ะ

ที่มาของเนื้อหาสาระสำคัญ : กรมการแพทย์ , สสส.

ลดความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน

ลดความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน

สาเหตุสำคัญของโรคหัวใจมาจากโรควิถีชีวิตและพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ความอ้วน และสูบบุหรี่ ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจแข็งตัว หรือตีบตัน ดังนั้น ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป จึงควรตรวจสุขภาพประจำทุกปี เพื่อติดตามประเมินภาวะสุขภาพ ซึ่งหากพบมีผิดปกติจะได้รับการส่งต่อเพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด หรือรับคำแนะนำในการปฏิบัติตนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่อไป

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ตำแหน่งปัจจุบัน) ให้ข้อมูลว่า ในการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่เป็นปัจจัยหลักของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ทำได้โดยรับประทานอาหารสุขภาพ เช่น ผัก ผลไม้ พืชเมล็ดถั่ว ปลารสไม่หวานไม่มันไม่เค็ม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็วประมาณ 30 นาทีอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม ไม่สูบบุหรี่ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง รักษาอย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตนตามคำแนะนำแพทย์

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ แนะนำให้ออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น เต้นแอโรบิก เดินเร็ว ขี่จักรยาน วิ่งเหยาะๆ และว่ายน้ำ ที่สำคัญคือ ต้องปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อน และออกกำลังแต่พอเหมาะ เริ่มเบาๆ ค่อยเป็นค่อยไป หยุดพักเมื่อเริ่มเหนื่อยหรือแน่นหน้าอก หลังจากที่เริ่มเคยชินก็ค่อยๆ เพิ่มเวลาของการออกกำลังกายจนสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องนานอย่างน้อย 15 นาทีขึ้นไป ที่สำคัญต้องไม่ลืมเตรียมร่างกาย (Warming up and down) ก่อนและหลังการออกกำลังกายทุกครั้ง

และสำหรับบุคคลที่ต้องนั่งรถเข็นเป็นประจำ ที่ต้องใช้Wheelchair ก็สามารถออกกำลังกายได้เช่นกัน แต่อาจจะออกแต่พอเหมาะให้ร่างกายได้มีการขยับเคลื่อนไหว เช่น การยืดเส้นในท่วงท่าต่างๆ ซึ่งElife ก็มีบทความการออกกำลังกายสำหรับผู้ใช้รถเข็น ทั้งรถเข็นไฟฟ้า หรือรถเข็นนั่งธรรมดา ซึ่งเป็นบทความที่ดีมากๆ ลองปรับใช้ตามความเหมาะสมกับร่างกายเรานะคะ รับรองว่าเป็นประโยชน์อย่างมากเลยทีเดียว รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่าง……..

 **การออกกำลังกายสำหรับผู้ใช้รถเข็น รถเข็นไฟฟ้า รถเข็นไฟฟ้าพับได้**

การห่างไกลจากโรคภัยต่างๆเราสามารถป้องกันได้ โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน ที่มักจะเกิดเป็นเหตุกระทันหันไม่ทันได้ตั้งตัว แต่การป้องกันสามารถเริ่มได้จากตัวเรา การเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโชยน์ การออกกำลังกายให้ตามความเหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ก็คือเป็นกำไรชีวิตที่ดีอีกด้าน สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้นเราต้องใส่ใจดูแลตัวเราและคนในครอบครัวเรานะคะ

ที่มา: สสส.

How To…การจัดเก็บรถเข็นในพื้นที่จำกัด (พื้นที่แคบ)

How To…การจัดเก็บรถเข็นในพื้นที่จำกัด (พื้นที่แคบ)

หลายท่านคงเคยเจอปัญหา การจัดเก็บรถเข็นในพื้นที่ ที่จำกัด หรือพื้นที่แคบๆ อย่างเช่น ท้ายรถยนต์(รถเก๋ง) ซึ่งบางคันมีการติดตั้งถังแก๊ส และยิ่งทำให้พื้นที่ในรถแคบ และรถบางคันมีสัมภาระเยอะมาก การจัดเก็บรถเข็น แต่ละครั้ง คงเกิดความวุ่นวายไม่น้อย กว่าจะจัดการจัดเก็บเข้าที่เข้าทาง เราเองคงเสียเวลาไปนานมากเช่นกัน และคงทำให้การเดินทางของเราช้าออกไป ดังนั้น ลองมาปรับเปลี่ยนวิธีการจัดเก็บรถเข็นของเรากันค่ะ รับรองว่าวิธีดังต่อไปนี้ ต้องช่วยให้เรามีวิธีจัดการจัดเก็บรถเข็นได้ดี พร้อมประหยัดเวลาของเราอีกด้วย
รถเข็นธรรมดาจะมีหลากหลานรุ่นหลากหลายขนาด แต่ข้อดีของรถเข็นกลุ่มนี้ คือมีน้ำหนักที่เบา ไม่หนักมาก เคลื่อนย้ายสะดวก พับเก็บง่าย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรถเข็นธรรมดารุ่น EW11 และ EW11 plus ของร้านรถเข็น Elifegear ที่เป็นรุ่นรถเข็นที่ถูกนิยมใช้ในการท่องเที่ยว ช่วยอำนวยความสะดวก ต่อผู้ใช้งาน และผู้ดูแลรถเข็นได้เป็นอย่างดี รถสามารถกลับตัวในที่แคบได้ดีเวลานำไปใช้ในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ

ซึ่งวิธีการจัดเก็บรถเข็นธรรมดา (รุ่นท่องเที่ยว) มีขั้นตอนดังนี้ไปนี้………….

1.พับเก็บรถเข็นให้เรียบร้อย ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าทางร้านรถเข็นอย่างเคร่งครัด


2.เข็มขัดนิรภัยที่มีให้กับตัวรถ ใช้ให้เปิดประโยชน์ โดยการนำเข็มขัด มารัดที่ตัวรถเข็น คล้ายกับสายรัด ตามรูปข้างล่าง เพื่อช่วยให้รถเข็นเข้ารูปไม่ขยายตัวออก กินพื้นที่มากเกินไป

3.สำหรับบางท่านที่มีสัมภาระเยอะ แนะนำให้เก็บเข้าที่ให้เป็นระเบียบ หรือสิ่งไหนที่ไม่จำเป็นก็นำไปเก็บที่อื่น ตามรูปด้านล่าง

Before
After
After

4.การจัดเก็บรถเข็นที่พับแล้ว หากเป็นรถยนต์ที่ไม่ได้ติดแก๊ส คงไม่ติดปัญหาใดๆ ลักษณะการเก็บ แนะนำให้วาง “นอน” ไม่วางตั้ง เพราะจะทำให้เก็บไม่เพียงพอ ลักษณะ ตามภาพด้านล่าง

แต่ถ้ารถยนต์ติดแก๊ส ซึ่งบางคันเป็นรถรุ่นเก่า อาจจะต้องย้ายมาเก็บในห้องผู้โดยสาร ห้องที่2 แต่ในกรณียังพอมีพื้นที่เหลือ แนะนำให้วางในลักษณะการวาง นอนตัวรถ เช่นกัน

เป็นยังไงบ้างค่ะ ขั้นตอนการจัดเก็บรถเข็น ในพื้นที่ ที่มีอยู่จำกัด (พื้นที่แคบ) นั้นง่ายนิดเดียว ไม่ยุ่งยาก มีวิธีอยู่น้อยนิด ลองปรับใช้ กันดูนะคะ รับรองว่าใช้เวลาไม่มากเลย และเพิ่มเวลาในการเดินทางท่องเที่ยวของเราให้ยาวขึ้นอีกด้วยค่ะ เราจะได้มีเวลาใช้ชีวิตกับคนที่เรารักเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ

หมายเหตุ: การจัดเก็บรถเข็นแต่ละรุ่น ในรถยนต์แต่ละคัน จะมีพื้นที่และขนาดที่ต่างกันแนะนำว่าต้องประเมินความเหมาะสมของตัวรถเข็นกับรถยนต์ของแต่ละบุคคลซึ่งวิธีดั้งกล่าวเป็นการแนะนำวิธีการเบื้องต้นสำหรับการจัดเก็บรถเข็นรุ่น EW11 และEW11plus