fbpx

การป้องกันอุบัติเหตุและการบำรุงรักษารถเข็นวีลแชร์เบื้องต้น

การป้องกันอุบัติเหตุและการบำรุงรักษารถเข็นวีลแชร์เบื้องต้น

การตรวจสอบ และบำรุงรักษารถเข็นวีลแชร์เบื้องต้น

การบำรุงรักษารถเข็นวีลแชร์เป็นประจำจะช่วยป้องกันปัญหาในระหว่างการใช้งานและอุบัติเหตุได้ นอกจากนั้นยังช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานของรถเข็นวีลแชร์ รวมถึงอุปกรณ์และส่วนประกอบต่าง ๆ ของตัวรถอีกด้วย

  • ในการดูแลและทำความสะอาดทั่วไป รถเข็นวีลแชร์ส่วนใหญ่จะมีคู่มือการบำรุงรักษามาให้อยู่แล้ว โดยปรกติการใช้ฟองน้ำหมาด ๆ เช็ดแล้วซับด้วยผ้าแห้งก็เพียงพอในการกำจัดฝุ่นละออง และสิ่งสกปรกได้แล้ว (โปรดหลีกเลี่ยงสารเคมีรุนแรง หรือสารขัดสี)

  • การตรวจสอบ และการดูแลรถเข็นวีลแชร์บางอย่างสามารถทำได้โดยผู้ใช้งาน เช่นสูบลมยาง การหล่อลื่นลูกปืนล้อ การซ่อมบำรุงอื่นนอกเหนือจากนี้ควรเป็นหน้าที่ของวิศวกรที่มีความรู้ หรือผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ

  • ตรวจสอบการใช้งานของห้ามล้อเป็นประจำ หากสงสัย หรือพบความผิดปรกติในการใช้ห้ามล้อ ต้องนำรถเข็นวีลแชร์ ไปให้ช่างตรวจสอบโดยทันที
  • ตรวจสอบการพับ-กาง รถเข็นวีลแชร์อยู่เสมอ และฝึกทำการพับ-กางรถเข็นให้คล่องเพื่อจะได้ใช้งานได้อย่างราบรื่น

  • เมื่อนั่งบนรถเข็นวีลแชร์ ให้ตรวจดูว่าที่วางเท้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม และแน่นหนา ต้นขาควรวางแนบกับที่นั่งพอดี ในขณะที่เท้าก็วางได้เต็มฝ่าเท้า และควรสูงจากพื้นดินประมาณ 2นิ้ว-4นิ้ว (วัดจากพื้นดินถึงใด้แผ่นวางเท้า)
  • ชิ้นส่วนที่สามารถถอดออกได้ เปลี่ยนได้ หรือแยกซ่อมได้ เช่นที่วางแขน เข็มขัดนิรภัย สายรัด ที่พักเท้า แบตเตอรี่ เบาะ เป็นต้น ควรมีกำหนดการตรวจสอบเป็นประจำ
  • อย่าให้ผู้อื่นที่ไม่ใช่ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ๆ เล่น ปรับแต่ง ใช้งานรถเข็นวีลแชร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า หากเผลอไปโดนคันบังคับอาจทำให้เกิดอันตราย หรืออุบัติเหตุร้ายแรงได้
  • ตรวจสอบชิ้นส่วนที่สามารถขยับได้ เช่นที่วางแขน ที่พักเท้า ว่าติดตั้งแน่นหนาดีไหมก่อนการใช้งานรถเข็นวีลแชร์
  • ตรวจสอบ หรือเปลี่ยนยางล้ออย่างสม่ำเสมอ ตรวจสอบล้อว่าขณะใช้งานมีอาการโยกแก่วง หรือยางบวมหรือไม่ หากพบอาการให้เปลี่ยนทันทีเพราะอาจเกิดอันตรายกับผู้ใช้งานได้
  • ห้ามถอดล้อกันหงายออก ยกเว้นการซ่อมแซม หรือการเปลี่ยนอะไหล่

  • ล้อกันหงายควรอยู่ห่างจากพื้นดินอย่างน้อย 2 นิ้ว
  • สำหรับรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า ต้องปิดสวิตช์ที่คันบังคับที่ตัวรถเข็นวีลแชร์ก่อนที่จะลุกขึ้น หรือนั่งลงบนรถเข็น
  • ต้องมีแผนฉุกเฉินไว้ตลอดเวลา รวมถึงรายชื่อ เบอร์โทรญาติ เพื่อน หรือหน่วยกู้ภัยเมื่อมีเหตุฉุกเฉินขณะอยู่นอกบ้าน

การควบคุมรถเข็นวีลแชร์ และการป้องกันอุบัติเหตุเบื้องต้น

  • ทำความคุ้นเคยกับตำแหน่งของจุดศูนย์ถ่วงของรถเข็นวีลแชร์ และจัดที่นั่งให้สมดุลและกระจายน้ำหนักให้ดี
  • ฝึกการเอี้ยวตัว การเอื้อมมือ การยกของขณะนั่งบนรถเข็นวีลแชร์เพื่อให้รู้ถึงความมั่นคงของรถเข็นเมื่อต้องทำกิจกรรมต่าง ๆ

  • ควรเลือกรถเข็นที่มีสีอ่อนเพื่อการมองเห็นที่ดีกว่าในเวลากลางคืน และติดแผ่นสะท้อนแสง หรือโคมไฟเมื่อต้องเดินทางออกนอกบ้าน

  • รถเข็นวีลแชร์ส่วนใหญ่จะเกิดอุบัติเหตุจากการล้มทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง ซึ่งมีสาเหตุหลายอย่างดังนี้
    • ใช้ความเร็วมากเกินไป
    • หักเลี้ยวในมุมที่แคบเกินไปอย่างรวดเร็ว
    • พื้นที่ขรุขระ ลื่น มีกรวดทราย
    • การนั่งเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง
    • การเอื้อมมือออกไปมากเกินไป
    • ละเลยการใช้ล้อกันหงาย
    • มองไม่เห็นสิ่งกีดขวาง หรือประมาทเมื่อพบสิ่งกีดขวาง
    • การเอื้อมไปหยิบสิ่งของที่อยู่ด้านหลังก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ล้ม ต้องหันรถเข็นให้ตรง และใกล้กับสิ่งของที่จะหยิบ ควรเอื้อมมือหยิบสิ่งของที่อยู่ในระยะช่วงแขนเท่านั้น การโน้มตัวออกไปนอกรถเป็นสาเหตุให้รถล้มได้ การล็อคล้อก็พอช่วยได้
  • ให้ล็อคล้อเสมอเมื่อจะลุก หรือนั่งลงบนรถเข็นวีลแชร์

  • ต้องเปิดที่พักเท้าให้สุดเมื่อจะลุก หรือนั่งลงบนรถเข็นวีลแชร์ เพื่อป้องกันการสะดุด หรือเกี่ยวเสื้อผ้า
  • เก็บชายผ้า ชายเสื้อ หรืออุปกรณ์ใด ๆ ที่หลวมห้อยอยู่ให้ห่างจากล้อรถเข็น เพื่อป้องกันการพันกับล้อ
  • อย่าทำให้รถเสียสมดุลโดยการแขวนสิ่งของน้ำหนักมาก ๆ ที่ด้านหลังของรถเข็น หากต้องขนของบนรถเข็น ให้วางอยู่ใกล้จุดศูนย์ถ่วงของตัวรถเข็นให้มากที่สุด และนำสิ่งของนั้นออกไปก่อนที่จะลุกจากรถเข็น
  • หลีกเลี่ยงขอบทาง ขั้นบันได หรือเนินที่มีความสูงมากกว่า 2 นิ้ว ต้องติดตั้งล้อกันหงายไว้เสมอ

  • ในการข้ามสิ่งกีดขวาง เช่นพื้นต่างระดับ ขอบทาง ต้องตั้งพนักพิงให้ตรง ให้สิ่งกีดขวางอยู่ด้านหน้า ไม่ข้ามแบบเฉียง ๆ และต้องเคลื่อนตัวรถเข็นอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะพ้นสิ่งกีดขวางนั้นไปแล้ว
  • หลีกเลี่ยงทางลาดที่มีความชันมากเกินกว่าจะผ่านไปได้ ขณะใช้ทางลาดต้องเคลื่อนรถเข็นไปอย่างช้า ๆ และสม่ำเสมอ และต้องขนานไปกับทางลาด ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่งซึ่งจะทำให้รถเข็นล้มได้
  • ใช้ห้ามล้อรถเข็นเพื่อยึดให้รถเข็นอยู่กับที่เท่านั้น ห้ามใช้เพื่อการชะลอรถขณะเคลื่อนที่อย่างเด็ดขาด
  • หลีกเลี่ยงการข้ามสิ่งกีดขวางขณะที่มันเปียก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้รถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้า (ยกเว้นว่ารถเข็นไฟฟ้านั้นจะระบุไว้ว่าใช้ในสภาพเปียกน้ำได้)
  • หลีกเลี่ยงการดึงประตู ตู้ หรือของที่ติดแน่นอยู่กับพื้นหรือผนังในขณะที่นั่งอยู่บนรถเข็นวีลแชร์ เพราะจะทำให้จุดศูนย์ถ่วงของตัวรถเปลี่ยนไปอย่างมาก เมื่อประตูหลุดจากการติดขัดจะเกิดแรงเหวี่ยงแล้วทำให้รถเข็นพลิกล้มลงได้

+++++++++++++++++++++++

การตรวจสอบความปลอดภัยภายในบ้านที่มีการใช้รถเข็นวีลแชร์

การตรวจสอบความปลอดภัยภายในบ้านที่มีการใช้รถเข็นวีลแชร์

สิ่งแวดล้อมทางกายภาพภายในบ้าน


ในการทำบ้านให้ปลอดภัยกับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ เราต้องเข้าใจ และคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ของการเกิดอันตรายภายใน และรอบ ๆ บ้านเสียก่อน
จากการศึกษาโดยผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์เองแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมที่มักจะเกิดปัญหาในการเข้าถึงมักจะเป็นพื้นที่ดังต่อไปนี้
• ในพื้นที่ส่วนตัว เช่นการขึ้น หรือลงจากเตียง การทำความสะอาด หรือการสวมเสื้อผ้า
• การเตรียมอาหาร และรับประทานอาหาร
• การเอื้อม หรือก้มเพื่อเปิดตู้ ชั้นวางของ หรือการตากผ้า
• ความลำบากที่เกิดจากการสูญเสียความรู้สึก
• การจับต้อง และการใช้งานสิ่งของบางอย่างเช่นลูกบิดประตู คันโยก ของที่วางตั้งอยู่ หรือของที่มีขนาดใหญ่หรือน้ำหนักมาก
การกำหนดจุดที่มีปัญหาเหล่านี้มีความสำคัญมาก และที่สำคัญที่สุดคือความเห็นจากผู้ที่ใช้รถเข็นวีลแชร์เอง

การจัดวางผังในบ้านเบื้องต้น

• ช่องประตูอาจจะต้องกว้างกว่าปรกติ เพื่อให้การเคลื่อนที่ผ่านประตูเป็นไปได้อย่างสะดวก ทั้งผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ และผู้ใช้รถเข็นช่วยเดิน ซึ่งความกว้างอย่างน้อย 80 ซม. ก็เพียงพอสำหรับรถเข็นส่วนใหญ่รวมไปถึงรถเข็นวีลแชร์ไฟฟ้าด้วย
• การหมุนกลับตัวในอาคารก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา ต้องมีพื้นที่ที่กว้างพอที่จะให้รถเข็นวีลแชร์กลับตัวได้อย่างสะดวกเพื่อการเข้า และออกพื้นที่นั้น ๆ ได้
• รายการข้างล่างนี้เป็นระยะสูงสุด/ต่ำสุดของพื้นที่ต่าง ๆ ภายในบ้านที่เราแนะนำ
• รถเข็นวีลแชร์โดยทั่วไปจะกินพื้นที่ประมาณ 75 ซม. x 120 ซม.
• พื้นที่ต่ำสุดของการใช้งานรถเข็นวีลแชร์มาตรฐานอยู่ที่ 150 ซม. x 150 ซม.
• ช่องทางเดิน และทางรถเข็นวีลแชร์ กว้างอย่างน้อย 90 ซม.
• ช่องประตูกว้าง 80 ซม.
• ระดับโต๊ะ หรือพื้นที่ทำงานสูง 70-80 ซม.
• ช่องว่างใต้โต๊ะสำหรับสอดเข่าเข้าไป 70-74 ซม.
• ความลาดเอียงสูงสุดสำหรับทางลาดเป็นอัตราส่วน 1:12
• ความลาดเอียงสูงสุดสำหรับพื้นที่ทั่วไป เช่นที่จอดรถ ทางรถ ซอย 1:48

ช่องบันได และช่องทางเดินร่วม

• ราวจับจะต้องติดตั้งอย่างแน่นหนา สามารถรับน้ำหนักของผู้ใช้งานได้ทั้งตัว และมีความสะดวกสบายในการจับ
• นั่นหมายความว่าจะต้องไม่ยึดด้วยสลัก หรือตะปูเกลียวกับส่วนที่เป็นปูนฉาบที่เปราะบาง ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ต้องมีคุณภาพได้มาตรฐานด้วย
• มีระยะห่างของราวจับ กับผนังเพียงพอเพื่อผู้ใช้งานจะสามารถใช้มือจับราวหรือแขนโอบราวได้โดยรอบ และทุกจุด
• ควรต่อความยาวของราวจับออกไปจากบันไดขั้นแรก และขั้นสุดท้ายเพื่อให้ความมั่นคงกับผู้ใช้งานก่อนขึ้น หรือลงบันได
• ให้ความสำคัญกับแสงสว่างบริเวณช่องบันได และทางเดินร่วม ควรมีแสงสว่างพอเพียง แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงแสงจ้าหรือแสงสะท้อนที่มากเกินไป ส่วนที่เป็นเงามืดด้วย
• ควรให้บริเวณช่องบันได และทางเดินร่วมโล่ง ไม่มีสิ่งของเกะกะบนพื้นตลอดทางเดิน
• ขนาดและความชันของขั้นบันไดควรได้มาตรฐาน ลูกนอนบันไดควรจะกว้างพอให้วางได้เต็มฝ่าเท้า ไม่ต้องเกร็งหรือก้าวยาวเกินไป
• หลีกเลี่ยงการวางพรมเช็ดเท้า ผ้าเช็ดเท้า หรือวัสดุอื่นใดบริเวณบันไดขั้นแรก และขั้นสุดท้าย เพื่อป้องกันการสะดุด หรือลื่นหกล้ม

ในครัว

• ในครัวมักจะเป็นสถานที่ ที่มีปัญหามากเป็นพิเศษสำหรับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ และผู้ใช้รถเข็นช่วยเดิน ควรออกแบบให้เหมาะกับการเคลื่อนที่ และความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง
• หน้าเคาน์เตอร์ รวมถึงเตาและเตาอบ จะต้องมีความสูงพอเหมาะ เท้าแขนของรถเข็นวีลแชร์ส่วนมากจะมีความสูงจากพื้นอยู่ที่ประมาณ 72 ซม. ในขณะที่หน้าโต๊ะมักจะมีความสูง 70-92 ซม.
• จำไว้ว่ารถเข็นวีลแชร์ จะไม่สามารถเข้าถึงเคาน์เตอร์ที่มีตู้อยู่ด้านล่างได้เลย
• ควรมีช่องว่างใต้โต๊ะ หรือเคาน์เตอร์อย่างน้อย 75-80 ซม. เพื่อให้ขาของผู้นั่งรถเข็นวีลแชร์สอดเข้าไปได้
• ต้องกำหนดตำแหน่งของหัวเตา และปุ่มเปิด-ปิดให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน
• การวางภาชนะ ปุ่มควบคุม หรือสิ่งต่าง ๆ จะต้องไม่ให้มีการเอื้อมมือข้ามเตาไฟ หรือบริเวณที่มีความร้อนไม่ว่าในก่อน ระหว่าง หรือหลังการทำอาหาร
• เตาอบแบบติดผนังจะเข้าถึงยากกว่าแบบตั้งพื้นทั่วไป
• การติดตั้งกระจกจะช่วยให้ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ มองเห็นของที่อยู่ในหม้อ หรือกระทะขณะทำอาหารได้สะดวกมากขึ้น
• พิจารณาถึงความยากง่ายในการย้ายภาชนะที่ร้อน และหนัก(โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นของเหลว) จากเตามายังโต๊ะ อาจจะทำเป็นทางลาดให้ลากหม้อ หรือกระทะแทนที่จะต้องยกขึ้น
• การเพิ่มก๊อกน้ำก็ช่วยลดการเคลื่อนย้ายภาชนะได้ การใช้สายฝักบัวก็มีประโยน์มากเช่นกัน
• อ่างล้างจานก็ไม่ควรมีก้นลึกมาก ควรให้ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์สามารถเอื้อมถึงก้นอ่างได้แม้ขณะนั่งอยู่บนรถเข็นรถเข็นวีลแชร์
• ก๊อกเปิดปิดน้ำควรใช้แบบคันโยกจะสะดวกกว่า
• ปรับความสูงของอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน ชั้นวางชั้นล่างสุดในตู้เย็นอาจจะต้องปรับให้สูงขึ้น
• ชั้นวางที่เลื่อนออกมาได้ หรือถาดหมุนก็ช่วยให้หยิบสิ่งของที่อยู่ลึกเข้าไปในตู้ได้ง่ายขึ้น
• ลิ้นชักควรมีความมั่นคง แม้จะถูกดึงออกมาจนสุด
• ตรวจดูว่าผิวพื้นไม่มีความลื่น
• ต้องแน่ใจว่ามีเครื่องดับเพลิงที่พร้อมใช้งาน อยู่ในตำแหน่งที่ง่ายต่อการหยิบใช้งานด้วย

ห้องน้ำ

• พื้นที่กว้างขวาง และมีความสะดวกในการเข้าถึงโถส้วม ที่อาบน้ำ อ่างล้างหน้า เป็นความสำคัญหลักสำหรับห้องน้ำผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์
• พิจารณาไว้เสมอถึงความสูงของสุขภัณฑ์ต่าง ๆ เช่นโถส้วม อ่างล้างหน้า ชั้นวาง ควรปรับให้เหมาะสม
• ติดตั้งห้องน้ำแบบที่ให้รถเข็นวีลแชร์เข้าไปใช้ได้โดยสะดวก จะต้องไม่มีขอบยกระดับ หรือขั้นบันได
• ราวจับ แผ่นช่วยย้ายที่นั่ง เก้าอี้ และที่จับต่าง ๆ ต้องมั่นคง และแน่นหนาพอที่จะรับน้ำหนักผู้ใช้งานได้ทั้งตัว
• เลือกวัสดุปูพื้นอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการสะดุด หรือลื่นล้มขณะเข้าหรือออกจากห้องน้ำ และส่วนอาบน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพื้นเปียก ต้องระวังพรม หรือแผ่นเช็ดเท้าด้วยเช่นเดียวกัน
• ปุ่มกดชักโครก ก๊อกน้ำ หรืออุปกรณ์สุขภัณฑ์อื่นอาจใช้งานลำบากเมื่อผู้ใช้อยู่ในท่านั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ใช้งานมีความไม่สะดวกในการใช้มือ การใช้เซนเซอร์อัตโนมัติช่วยเปิดปิดน้ำ-ไฟ ก็จะช่วยให้มีความสะดวก ขึ้น
• ตรวจสอบตำแหน่งอุปกรณ์ประปาเช่นหัวก๊อก อย่าให้ยื่นเกะกะ เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดการชน การกระแทก เกิดการบาดเจ็บได้

บริเวณรอบบ้าน และจุดเชื่อมต่อ

• ตรวจสอบองศาการเอียงของทางลาดทั้งภายใน และภายนอกบ้าน อัตราส่วน 1:12 (หรือความสูง 10 เซนติเมตร ต่อความยาวทางลาด 120 เซนติเมตร) หากทางลาดยาวเกิน 6 เมตร ควรมีชานพักยาวอย่างน้อย 1.5 เมตร

• ในทำนองเดียวกัน ราวจับก็จะต้องมีองศาเดียวกันกับทางลาดด้วย
• การลื่นไถล หรือสะดุดบนทางลาดเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ควรใช้วัสดุปูพื้นที่ป้องกันการลื่นหากเป็นพื้นไม้ และควรใช้การตีเส้นแนวขวางหากเป็นพื้นคอนกรีต ทั้งนี้เพื่อป้องกันการลื่น
• ห้ามใช้พื้นที่เป็นกรวด ทราย บนทางลาด เพราะจะทำให้เกิดการลื่น และไม่สามารถบังคับรถเข็นวีลแชร์ได้ อาจล้มแล้วเกิดการบาดเจ็บรุนแรง
• ควรมีระบบระบายน้ำ เพื่อไม่ให้มีน้ำขังบนทางลาด เมื่อพื้นเปียกควรระบายน้ำให้แห้งได้โดยเร็ว
• ตรวจสอบทางลาดให้มีพื้นราบเรียบสม่ำเสมอ ไม่มีการสะสมของดิน ทรายที่จะทำให้ลื่น หรือสะดุด ไม่มีรอยแตก ทรุดของผิวทางลาด
• พื้นที่หน้าทางลาดทั้งสองฝั่งต้องไม่มีสิ่งกีดขวางใด ๆ
• ต้องไม่มีคาน ซุ้มประตูหรือสิ่งกีดขวางในทางสูง

ระบบป้องกันไฟไหม้


• การป้องกันไฟไหม้ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ หรือรถเข็นช่วยเดิน
• จะต้องอธิบายแผนการอพยพหากเกิดไฟไหม้ให้กับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์อย่างละเอียด และเจาะจง ทั้งเส้นทางการหนีไฟ และอุปกรณ์ที่จำเป็น ต้องกำหนดจุดที่ปลอดภัยเพื่อรอความช่วยเหลือ
• แผนการอพยพต้องทำทันที ไม่ใช่การรอเจ้าหน้าที่กู้ภัยมาถึงก่อนจึงทำการอพยพ
• ทางหนีไฟควรอยู่ใกล้กับบริเวณที่ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ ใช้ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณนั้น
• ต้องเคลียร์ทางเดิน เส้นทางหนีไฟ หน้าประตู และหน้าทางลาดให้สะอาด ไม่มีสิ่งกีดขวางอยู่ตลอดเวลา
• ระลึกไว้เสมอว่าการใช้ลิฟต์เป็นสิ่งต้องห้าม เว้นแต่ลิฟต์นั้นเป็นชนิดพิเศษมีความปลอดภัยสำหรับใช้ในเวลาอพยพหนีไฟได้เท่านั้น
• ผู้ช่วยเหลือ และหน่วยกู้ภัยต้องได้รับการแจ้งให้ทราบเสมอเมื่อจะเข้าไปในอาคารที่มีผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์อยู่ในอาคารนั้น
• เจ้าของบ้าน หรือเจ้าของอาคารต้องติดตั้งสัญญาณเตือนภัย และสิ่งอำนวยความสะดวกในการอพยพ รวมถึงสัญญาณไฟไหม้ ป้ายทางหนีไฟ ไฟฉุกเฉิน และต้องดูแลให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตลอดเวลา
• แน่ใจว่าผู้รับผิดชอบทุกคนในสถานการณ์ฉุกเฉินทุกกรณี เข้าใจวิธีการปฏิบัติตัวอย่างถ่องแท้

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

การดูแลรักษารถเข็นวีลแชร์ 

การดูแลรักษารถเข็นวีลแชร์ 

รถเข็นวีลแชร์ในปัจจุบันมีราคาไม่สูงมาก อย่างไรก็ตามการดูแลรักษารถเข็นก็จะช่วยให้ประหยัดเงินมากขึ้นไปอีก เช่นเดียวกับของใช้ทุกอย่าง หากเราดูแลบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี รถเข็นก็จะอยู่กับเราไปได้นานขึ้น นอกจากนี้การดูแลรักษารถเข็นจะช่วยลดอุบัติเหตุจากการใช้งานได้ด้วย เพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานอีกทางหนึ่ง

อันที่จริงการดูแลรักษารถเข็นวีลแขร์ไม่ได้เป็นเรื่องยุ่งยากหรือมีค่าใช้จ่ายมากมายอะไรเลย เพียงแต่เราหมั่นสังเกต ตรวจสอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรถเข็นวีลแชร์เป็นประจำเท่านั้น วันนี้ elife* จะมาแนะนำวิธีการง่าย ๆ ในการดูแลรักษารถเข็นวีลแชร์ให้ทราบกัน

ตำแหน่ง

ความสำคัญ

วิธีการ

ทำความสะอาดรถเข็นวีลแชร์
และเบาะรองนั่ง
  • ไม่ให้ส่วนที่เป็นโลหะเกิดสนิม
  • ไม่ให้ส่วนที่เป็นไม้หรือผ้าเปื่อย
  • ไม่ให้เกิดความเสียหายจากเศษ ดินเข้าไปอัดในส่วนที่ทำให้รถเคลื่อนที่
  • ใช้น้ำอุ่นและสบู่
  • เช็ดและผึ่งให้แห้ง
  • ควรให้ความสนใจส่วนที่เคลื่อนที่ และ จุดที่ผ้าใบยึดติดกับโครงรถ
  • ถอดเบาะรองนั่งจากผ้าหุ้มและแยก ทำความสะอาด
  • เบาะรองนั่งควรผึ่งในร่มเสมอ -ห้าม ตากแดด

หยอดน้ำมันในจุดที่มีการเคลื่อนไหว
หรือเคลื่อนที่
  • ช่วยให้ส่วนต่าง ๆให้ส่วนต่าง ๆ เคลื่อนที่อย่างนุ่มนวล
  • ป้องกันการเกิดสนิม
  • ทำความสะอาดรถเข็นวีลแชร์ และผึ่งให้แห้งก่อน
  • ใช้น้ามันหล่อลื่น เช่น น้ำมันจักรหยอดจุดที่ทำให้รถเข็นวีลแชร์ เคลื่อนที่ทุกจุด

เติมลมยาง (กรณีเป็นยางลม)

*รถเข็นวีลแชร์ของ elife* ทุกรุ่นจะเป็น
ล้อยางตัน ทำให้หมดกังวลกับการ
เติมลมยาง

  • ยางมีอายุการใช้งานนานขึ้น
  • เข็นง่าย ใช้แรงน้อยลง
  • เบรกทำงานได้ดี
  • ใช้นิ้วหัวแม่มือกดที่ยางเพื่อตรวจสอบ ลมยาง โดยควรมีรอยกดลงเล็กน้อย (5มม.)
  • ลมยางควรเท่ากันทุกล้อ
  • เติมลมโดยใช้ที่เติมลมจักรยานหรือสิ่ง อื่นที่ใกล้เคียง การลดลมยางทำโดย ปล่อยลมออกจากจุกปิดลมยาง
  • ตรวจสอบรอยสึกหรอบนยางรถเป็นประจำ หากดอกยางสูงน้อยกว่า 1 ม.ม. ควรเปลี่ยนใหม่

ขันน็อตและสลักต่าง ๆ ให้แน่น

  • น็อตที่หลวมจะทำให้ชิ้นส่วน ต่าง ๆ เคลื่อนจากตำแหน่งปรกติ
  • ส่งผลให้เกิดความไม่สะดวกใน การใช้งาน และชิ้นส่วนต่าง ๆ หลุดและสูญหาย
  • ตรวจสอบรถนั่งคนพิการว่าแกนต่างๆ หลวมหรือไม่ ขันให้แน่นด้วยประแจ
  • อย่าขันแน่นจนเกินไป

ขันซี่ล้อให้แน่น (หากหลวม)
  • ซี่ล้อที่หลวมทำให้ล้อโค้งงอ และแตก ได้
  • บีบซี่ล้อทีละ 2 ซี่เข้าหากัน หากดึง เบา ๆ แล้วซี่ล้อหลุดออก อาจ เนื่องจากซี่ล้อหลวมเกินไป ให้ขันให้ แน่นด้วยประแจ
  • ซี่ล้ออาจแน่นเกินไป หากรู้สึกว่าซี่ล้อแข็งมาก อาจเป็นเพราะขันแน่น เกินไป ควรคลายให้หลวม

ตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ
ตรวจสอบสนิมและผ้าใบ

*รถเข็นวีลแชร์ของ elife* ทุกรุ่นจะเป็น
โครงสร้างอลูมิเนียม
(ยกเว้น Eco3)
ทำให้หมดกังวลเรื่องสนิม

  • สนิมทำให้วัสดุต่าง ๆ ไม่ทนทาน เกิดการผุกร่อน
  • ทำให้ส่วนต่าง ๆ แตกหัก และเป็นอันตรายต่อผู้ใช้
  • ผ้าใบควรอยู่ในสภาพที่ดีเพื่อให้ สามารถรองรับร่างกายและ ทำให้เกิด ความสบาย
  • ถ้าผ้าใบฉีกขาดทันทีทันใด ผู้ใช้อาจ ได้รับบาดเจ็บ
  • ตรวจสอบส่วนที่เป็นโลหะที่ทำสีว่า ผุกร่อนหรือมีสนิมหรือไม่
  • ถ้าพบสนิม ให้ใช้กระดาษทรายหรือ แปรงขัดเหล็กขัดสนิมออก
  • ทำความสะอาดด้วยทินเนอร์ ผ้า และทาสีใหม่
  • สำรวจส่วนที่สึก ขาด สกปรก หรือ ส่วนที่ หลุดห้อยออกมา
  • ตรวจสอบความตึงของที่นั่งและ พนักพิงว่าเหมาะสมหรือไม่
  • ถ้าผ้าใบ ขาด ตึงหรือหย่อนเกินไป ให้ซ่อมแซม
ตรวจสอบเบาะรองนั่ง
  • เบาะรองนั่งควรสะอาดและแห้ง เพื่อ ปกป้องผิวหนังได้
  • เบาะรองนั่งจะมีอายุการใช้งานสั้นกว่าตัวรถเข็น
  • การตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอจะทำให้รู้เวลาที่ควรเปลี่ยนเบาะรองนั่ง
  • ถอดผ้าหุ้มเบาะ
  • ตรวจสอบส่วนที่ฉีกขาด สกปรก และรูทั้งในผ้าหุ้มและฟองน้ำ
  • ถ้าเบาะรองนั่งขาด ควรเปลี่ยนใหม่

สำหรับรถเข็นแบบไฟฟ้าจะต้องตรวจสอบเพิ่มเติมดังนี้

การทำความสะอาดรถรถเข็นไฟฟ้า

ส่วนของรถเข็นที่ถูกสัมผัสบ่อยควรทำความสะอาดด้วยผ้าสะอาดเปียกหมาด ๆ เช่น ที่นั่ง ที่วางแขน ชุดควบคุมและอื่น ๆ ห้ามใช้สารทำละลายทุกชนิด ควรทำความสะอาดทุกสัปดาห์ หากมีความจำเป็นสามารถใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคร่วมด้วย

การดูแลรักษาแบตเตอรี่

ชาร์จแบตเตอรี่เป็นประจำ อย่าปล่อยให้พลังงานเหลือน้อย จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมอย่างรวดเร็ว ห้ามทำให้เกิดการลัดวงจรโดยเด็ดขาด

เมื่อรถเข็นขัดข้อง และการแก้ไข

หากรถเข็นไฟฟ้าขัดข้องระหว่างใช้งาน ให้ปิดสวิทซ์ก่อนที่จะทำการซ่อมแซม หากรถมีอาการไม่แสดงไฟสถานะเลยให้ตรวจสอบตามขั้นตอนต่อไปนี้

ตรวจสอบข้อต่อของสายควบคุม

ตรวจสอบข้อต่อสายแบตเตอรี่ และสายอื่น ๆ อย่าดึงที่สาย ให้ดึงที่หัวต่อ เพื่อป้องกันสายเสียหาย

หากทำตามขั้นตอนข้างต้นแล้วยังไม่เป็นผล ให้ติดต่อผู้จำหน่ายทันที

  

หมายเหตุ

ตัวรถเข็นวีลแชร์ของ elife* จะมีระบบตรวจสอบตัวเอง โดยจะแสดงสาเหตุของความผิดปรกติ ที่ไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่ และเสียง โปรดตรวจสอบในคู่มือประจำรถได้เลย ควรตรวจสอบสภาพรถเป็นประจำเพื่อความปลอดภัย โดยส่วนที่ควรตรวจสอบในแต่ละช่วงเวลาจะแสดงในตารางด้านล่าง

การชาร์จแบตเตอรี่รถเข็นไฟฟ้า โปรดทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. ตรวจดูว่าในรูเต้ารับไม่มีสิ่งสกปรก
  2. ปิดสวิทซ์ไฟที่คันบังคับก่อน
  3. ถอดสายไฟที่ต่อจากแบตเตอรี่ออกจากตัวรถ
  4. ต่อสายเครื่องชาร์จเข้ากับแบตเตอรี่
  5. ต่อสายเครื่องชาร์จอีกด้านเข้ากับไฟบ้าน จะมีไฟสีแดงที่เครื่องชาร์จ การชาร์จจะใช้เวลา 8-10 ชม. ห้ามปล่อยไว้เกิน 24 ชม.จะทำให้อายุการใช้งานสั้นลง
  6. ถอดสายชาร์จออกเมื่อการชาร์จเสร็จสมบูรณ์

หากไม่ได้ใช้รถเข็นหลาย ๆ วันให้ถอดสายแบตเตอรี่ออกเพื่อประหยัดไฟ และให้ชาร์จแบตเตอรี่เดือนละ 1 ครั้ง เมื่อไม่ได้ใช้รถเป็นเวลานาน

คำเตือนเกี่ยวกับการชาร์จ

ไม่ควรถอดสายชาร์จถ้าการชาร์จยังไม่เสร็จสมบูรณ์ มิฉะนั้นจะทำให้ แบตเตอรี่เสื่อมก่อนเวลาอันควร ให้สังเกตไฟสีเขียวที่เครื่องชาร์จซึ่งแสดงว่าการชาร์จเสร็จสมบูรณ์แล้ว โปรดปฏิบัติตามหัวข้อต่อไปนี้เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากการชาร์จ

  • เครื่องชาร์จจะต้องใช้ตามที่ผู้ผลิตเตรียมให้เท่านั้น เพื่อป้องกันอันตรายจากการใช้ผิดขนาด
  • เครื่องชาร์จจะต้องวางไว้ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก หลีกเลี่ยงสถานที่เปียก หรือมีความชื้นสูง
  • ห้ามปิดทับเครื่องชาร์จด้วยวัสดุใด ๆ ทั้งสิ้น
  • ห้ามใช้เครื่องชาร์จในที่ที่อุณหภูมิต่ำกว่า10°c หรือ มากกว่า 50°C อาจทำให้แบตเตอรี่เสียหายด้วย
  • จะมีเสียงพัดลมระบายความร้อนในเครื่องชาร์จเป็นเรื่องปรกติ
  • อย่าให้มีของเหลวหกลงบนเครื่องชาร์จ อย่าใช้เครื่องชาร์จใกล้วัสดุไวไฟ หรือติดไฟได้
  • เก็บให้ห่างจากไฟ
  • ห้ามสูบบุหรี่ขณะชาร์จ เพราะเครื่องชาร์จจะปล่อยก๊าซ H2 ขณะชาร์จ ควรวางเครื่องชาร์จในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก
  • ห้ามสัมผัสเครื่องชาร์จ สายไฟ แบตเตอรี่ขณะที่เครื่องชาร์จเปียกหรือมือเปียก
  • ห้ามนั่ง หรือขับเคลื่อนตัวรถขณะชาร์จอยู่ เพื่อป้องกันอันตราย

ความปลอดภัยเกี่ยวกับแบตเตอรี่

  • การใช้แบตเตอรี่ผิดชนิดอาจทำให้เกิดการระเบิด หรือไฟไหม้ได้
  • ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่ตามคำแนะนำของผู้ผลิตเท่านั้น
  • การเปลี่ยนจะต้องตรวจสอบขั้วให้ถูกต้อง
  • ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มอยู่เสมอ
  • หากไม่ได้ใช้รถเป็นเวลานานให้ชาร์จแบตเตอรี่ก่อนใช้งาน

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณได้ใช้รถเข็นอย่างเต็มประสิทธิภาพ และ


ขับขี่ปลอดภัย เมื่อวัยสูงขึ้น

ขับขี่ปลอดภัย เมื่อวัยสูงขึ้น

การขับรถเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งของความเป็นอิสระ  การพึ่งพาตนเองได้  ผู้สูงอายุไทยจำนวนไม่น้อยที่ยังขับรถแม้อายุมากกว่า 60 ปี  ถึงแม้ไม่มากเท่าฝรั่ง  เพราะผู้สูงอายุที่เป็นฝรั่งมักไม่ได้อยู่กับลูกหลาน  จึงยังต้องช่วยเหลือตัวเองเท่าที่ทำได้  ต้องไปซื้อของเอง ไปธนาคารเอง  ไปนัดสังสรรค์ก็บ่อย  อย่างไรก็ตามในอนาคตข้างหน้าจะมีผู้สูงอายุไทยที่ขับรถมากขึ้น เพราะคนเราอายุยืนขึ้น  แถมปัจจุบัน หนุ่ม ๆ สาว ๆ ก็ขับรถกันมากขึ้น คิดง่าย ๆ นะครับว่าถ้าตอนนี้เรายังขับรถ  พอเราอายุเกิน 60 ปี เราจะเลิกขับหรือเปล่า   ในปัจจุบันนี้ยังไม่ได้มีความตื่นตัวมากนักในด้านระบบการประเมินความพร้อมของผู้สูงอายุที่ยังขับรถอยู่  ทั้งที่อุบัติเหตุทางการจราจรเป็นสาเหตุของการบาดเจ็บพิการ และเสียชีวิตที่สำคัญในประเทศและผู้สูงอายุก็เป็นกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญเนื่องจากสุขภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป

การเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถ
โดยส่วนใหญ่แล้วผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถน้อยกว่าคนหนุ่ม  ๆ สาว ๆ ครับ  สาเหตุก็เพราะว่าผู้สูงอายุมักจะขับรถช้ากว่า ประสบการณ์การขับรถก็ยาวนานกว่า  มักคาดเข็มขัดนิรภัย  และมักไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับรถ แต่ถ้ายิ่งผู้สูงอายุคนไหนขับรถยิ่งเร็วขึ้น ๆ โอกาสการเกิดอุบัติเหตุยิ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าคนหนุ่มสาวครับ โดยส่วนใหญ่  ถ้าอายุเกิน 70 ปี โอกาสเกิดอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้นและยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากถ้าอายุเกิน 80 ปี  และถ้าเมื่อไหร่เกิดอุบัติเหตุขึ้น ผู้สูงอายุมีแนวโน้มเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรง ได้รับอันตรายมากกว่าและโอกาสถึงแก่ชีวิตสูงกว่าคนหนุ่มสาวถึง 9 เท่าครับ

ส่วนของร่างกายที่ใช้ในการขับรถ

การขับรถต้องอาศัยกระบวนการทางร่างกายเหล่านี้ประกอบกัน คือ

  1. สมองแจ่มใส ไม่ขุ่นมัว
  2. สมาธิและความตั้งใจดี
  3. การตัดสินใจที่ว่องไว และแม่นยำ
  4. ความปราดเปรียว แคล่วคล่อง ว่องไว เมื่อเกิดเหตุการณ์คับขัน
  5. การประสานงานของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างดี เช่น ระหว่างมือ แขน ขา คอ เป็นต้น
  6. กำลังกล้ามเนื้อที่เพียงพอ
  7. การขยับส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดีเช่น แขน ข้อไหล่ ลำคอ เป็นต้น
  8. การมองเห็นและการได้ยินที่ดี

* ถ้าเรามีความผิดปกติในด้านใดด้านหนึ่ง จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

ทำไมผู้สูงอายุถึงมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่รถยนต์ได้ง่าย

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถในผู้สูงอายุ คือ

  • อายุมากกว่า85 ปี
  • มีปัญหาด้านการมองเห็น
  • มีภาวะสมองเสื่อม

ผู้สูงอายุมีภาวะต่าง  ๆ ที่เกิดจากความเสื่อมสภาพของร่างกาย คือ กำลังกล้ามเนื้อลดลง ความว่องไวในการตอบสนองต่อเหตุการณ์คับขันช้าลง การทำงานระหว่างอวัยวะต่าง  ๆ ให้ประสานกันได้ไม่ดี และสมาธิลดลงด้วย นอกจากนั้นยังอ่อนล้าง่ายถ้าต้องขับรถนาน  ๆ

โรคต่าง ๆที่เกิดขึ้นในผู้สูงอายุก็มีส่วนในการทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ขอยกตัวอย่างโรคเด่น ๆ ที่มีผลกระทบชัดเจนดังนี้

  • โรคตาชนิดต่าง ๆ เช่น ต้อหิน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม ทำให้ขับรถในเวลาโพล้เพล้หรือตอนกลางคืนแล้วมองไม่ชัดในผู้ป่วยต้อหินยังอาจมีลานสายตาที่แคบทำให้มองเห็นภาพส่วนรอบได้ไม่ดี  ผู้ป่วยโรคต้อหินจะมองเห็นแสงไฟบอกทาง ไฟหน้ารถพร่าได้
  • โรคสมองเสื่อม ในที่นี้หมายถึงเพิ่งเป็นไม่มากนะครับ เพราะถ้าเป็นมากแล้วคงไม่มีใครยอมให้ขับรถแล้ว ผู้ที่สมองเสื่อม มีอาการหลงลืม ขับรถหลงทาง เลี้ยวผิดเลี้ยวถูก การตัดสินใจและสมาธิไม่ดี
  • โรคอัมพฤกษ์ จากโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นโรคที่พบได้พอสมควรในผู้สูงอายุ ทำให้แขนขาไม่มีแรงที่จะขับรถ เหยียบคันเร่ง เหยียบเบรกหรือเปลี่ยนเกียร์ได้ดีบางคนมีอาการเกร็งมากจนขากระตุกเวลาเหยียบคันเร่งหรือเบรก บางคนมีการประสานงานระหว่างแขน ขาไม่ดี หรือสมองสั่งให้แขนขา ทำงานไม่ได้ดีเหมือนเดิม ความไวของการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ลดลง
  • โรคพาร์กินสัน มีอาการแข็งเกร็งมือสั่น บางทีมีเท้าสั่นด้วย ทำอะไรเชื่องช้าลง  ทำให้ขับรถได้ไม่ดี
  • โรคลมชัก ซึ่งพบได้ในผู้สูงอายุมากกว่าคนหนุ่มสาว เมื่อมีอาการชัก จะเกร็ง กระตุก ไม่รู้สึกตัว ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
  • โรคข้อเสื่อม ข้ออักเสบต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อการขับรถเช่น ข้อเข่าเสื่อม ทำให้เหยียบเบรกได้ไม่เต็มที่ ข้อเท้าอักเสบ ปวด จากโรคเก๊าท์ ทำให้ขยับลำบาก โรคกระดูกคอเสื่อม ทำให้ปวดคอ เอี้ยวคอดูการจราจรได้ลำบาก หรือมีอาการปวดหลัง จากกระดูกหลังเสื่อม ทำให้นั่งขับรถได้ไม่นาน
  • โรคอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจ ทำให้อาจมีอาการแน่นหน้าอกเมื่อขับรถนาน ๆ เครียดจากรถติด โรคเบาหวาน ทำให้มีอาการหน้ามืด ใจสั่น สมาธิไม่ดี ตาพร่า ถ้าน้ำตาลในเลือดต่ำลง
  • ยาผู้สูงอายุส่วนใหญ่ต้องรับประทานยา  บางคนรับประทานหลายชนิด บางชนิดมีผลทำให้ง่วงซึม เช่น ยาแก้เวียนศีรษะ ยาลดน้ำมูก ยานอนหลับ ยาคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น ทำให้ง่วงนอน มึนงง สับสนได้เวลาขับรถ  และทำให้การตัดสินใจ สมาธิ และความรวดเร็วในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน ไม่ดี ควรทำอย่างไรถ้ายังต้องการขับรถเมื่ออายุมากแล้ว

ถ้ามีโรคประจำตัว  ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อนว่าสามารถที่จะขับรถได้หรือไม่  ในบ้านเรายังไม่มีผู้ชำนาญการและระบบในการประเมินความปลอดภัยของผู้ขับขี่ที่สูงอายุ  แพทย์จะประเมินการมองเห็น  กำลังกล้ามเนื้อ  การทำงานประสานกันของแขนขา  การเกร็ง สั่นของกล้ามเนื้อ ความสามารถของสมอง และประเมินกระดูกและข้อต่อ  ซักประวัติการรับประทานยาชนิดต่าง ๆ และประเมินโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคลมชัก ภาวะสมองเสื่อม โรคข้อเสื่อม เป็นต้น ว่าเหมาะสมกับการขับรถหรือไม่

 

วิธีปฏิบัติตัวให้ปลอดภัยเมื่อต้องขับขี่รถ

  1. ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความพร้อมของร่างกายในการขับขี่รถที่สำคัญคือ การมองเห็น กำลังกล้ามเนื้อ ความสามารถของสมอง และกระดูกและข้อต่อ
  2. ควรตรวจสอบสภาพรถเป็นระยะเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องฉุกเฉิน
  3. ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เมื่อจะขับรถตลอดจนหลีกเลี่ยงยาต่าง ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม  มึนงง เมื่อต้องขับรถ
  4. หลีกเลี่ยงการขับรถในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย อย่าขับเร็ว
  5. หลีกเลี่ยงการขับรถในช่วงกลางคืน
  6. หลีกเลี่ยงการขับรถในสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม เช่น ฝนตกหนัก เป็นต้น เนื่องจากทำให้มองเห็นเส้นทางไม่ดี
  7. คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่ขับรถ
  8. ถ้าเป็นไปได้ควรมีคนนั่งรถไปด้วยเพื่อช่วยกันดูเส้นทาง  สัญญาณไฟจราจรและดูรถ
  9. ไม่ควรขับรถทางไกลหรือไปในที่รถติดซึ่งต้องใช้เวลาในการขับขี่เป็นเวลานาน มีเบอร์โทรศัพท์ที่จำเป็นติดตัวเสมอ เพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉิน เช่น เบอร์โรงพยาบาล เบอร์ศูนย์รถยนต์ หรือเบอร์ช่วยเหลือฉุกเฉินต่างๆที่จำเป็น

ข้อมูลจาก

รศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันละสังคม
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ขอบคุณรูปจาก http://www.mqdc.com/

รถเข็นวีลแชร์กับรถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า

รถเข็นวีลแชร์กับรถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า

ทั้งรถเข็นวีลแชร์และรถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้าต่างก็เป็นเครื่องช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วย หรือผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์ แต่ทั้งสองก็มีการใช้งานที่แตกต่างกันออกไปสำหรับผู้ใช้งานแต่ละประเภท

รถเข็นวีลแชร์

เนื่องจากสภาพร่างกายที่เสื่อมถอยลงตามอายุที่มากขึ้น ผู้สูงอายุจึงไม่สามารถเคลื่อนไหว หรือทรงตัวได้ดีเหมือนคนในช่วงวัยอื่น รถเข็นวีลแชร์ คือ รถเข็นที่ออกแบบมาสำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างเต็มที่ โดยรถเข็นวีลแชร์สามารถบังคับโดยผู้นั่งและผู้ดูแลเพื่อสะดวกต่อการใช้งาน รถเข็นวีลแชร์เป็นที่นิยมใช้กันในผู้สูงอายุ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ป่วยหรือพิการเท่านั้นแต่สามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันได้

นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนที่แล้ว วีลแชร์ยังมีประโยชน์ในด้านสุขภาพและการเข้าสังคม ดังนี้

  • การเลือกใช้วีลแชร์ที่เหมาะสมกับตนเองและการใช้อย่างถูกวิธีจะช่วยลดการเกิดแผลกดทับ การนั่งผิดท่า การยึดตัวของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และเนื้อเยื่อ รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจเกิดจากการนั่งวีลแชร์เป็นเวลานาน
  • วีลแชร์แบบมีเบาะรองนั่งที่เหมาะสม สามารถป้องกันการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่อาจเกิดจากไขสันหลังได้รับบาดเจ็บได้
  • วีลแชร์ที่ใช้งานสะดวกจะช่วยให้เคลื่อนที่และทำกิจกรรมต่าง ๆ บนรถเข็นได้คล่องตัวขึ้น
  • ผู้ใช้งานสามารถเคลื่อนที่ไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองอย่างอิสระ พึ่งพาผู้อื่นน้อยลง ทำให้มีความมั่นใจและภูมิใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น
  • เพิ่มโอกาสทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยช่วยให้เข้าถึงการศึกษาและการทำงานได้เหมือนคนทั่วไป รวมทั้งส่งเสริมการเข้าสังคม ทำให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกับคนในสังคมมากกว่าเดิม

รถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า

รถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า คือ รถนั่งขนาดเล็กที่ลักษณะภายนอกไม่เหมือนกับรถเข็นวีลแชร์คนป่วยทั้ง 2 ประเภทข้างต้นเลยแต่จะถูกออกแบบมาให้มีลักษณะเหมือนรถนั่งขับที่มีความสวยงาม ปราดเปรียว ดูแล้วเหมือนรถที่ใช้สำหรับขับขี่เล่นเพื่อความเพลิดเพลินและประโยชน์ข้อสำคัญคือมีคุณลักษณะใกล้เคียงกับรถเข็นวีลแชร์ทั้งแบบธรรมดาและรถเข็นไฟฟ้า คือ สามารถใช้เป็นอุปกรณ์ในการช่วยเหลือและผ่อนภาระสำหรับผู้ที่มีปัญหาในการเดินได้

รถเข็นไฟฟ้าแบบสกูตเตอร์ ได้รับความนิยมอย่างสูงสำหรับกลุ่มคนแก่ผู้สูงวัยในต่างประเทศ ที่ยังไม่อยากหรือยังไม่จำเป็นต้องใช้รถเข็นประเภทวีลแชร์กลุ่มผู้สูงวัยเหล่านี้บางท่านอาจจะมีโรคประจำตัว หรือ มีข้อจำกัดบางอย่างทำให้ เดินเหิน ไม่สะดวก เหมือนเก่า ซึ่งรถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า สามารถทำให้ผู้สูงอายุยังสามารถดำเนินชีวิตของตนเองได้อย่างปกติ ไม่ว่าจะเดินทางไปช้อปปิ้งซื้อของ ท่องเที่ยว พบปะ เพื่อนฝูง และเอาไปขี่เล่นกับลูกหลาน โดยไม่ต้องกลัวว่าจะวิ่งตามไม่ทันหรือจะหกล้ม รถเข็นไฟฟ้าประเภทสกูตเตอร์ไม่ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกเหมือนคนป่วยที่นั่งวีลแชร์หรือรู้สึกว่าเป็นคนแก่ที่ไม่แข็งแรง แต่ผู้ใช้งานกลับมีความรู้สึกสนุกเพลิดเพลินในการขับขี่ ทำให้รู้สึก อิสระ สะดวก ในการไปไหนมาได้อย่างปลอดภัย

ข้อเปรียบเทียบระหว่างรถเข็นวีลแชร์และรถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า

รถเข็นวีลแชร์

รถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า

ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการโดยเฉพาะ

ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับบุคลทั่วไป

และผู้สูงอายุเฉพาะบางท่านที่ยังมีกำลังที่จะเคลื่อนที่ไปไหนมาไหนได้

สามารถใช้ในที่ร่มและที่แคบได้ เช่น ในบ้าน ห้างสรรพสินค้า 

ส่วนใหญ่ใช้งานในที่กลางแจ้ง สถานที่กว้างๆ

สามารถพกพา พับเก็บได้ง่าย

ส่วนใหญ่ไม่สามารถพับเก็บได้ ยากต่อการเคลื่อนย้าย

ดีไซน์เป็นวีลแชร์เหรือเป็นเก้าอี้

ดีไซน์เป็นรถลักษณะการใช้งานเป็นเหมือนรถ

ผู้ดูแลสามารถดูแลใกล้ชิดได้ง่าย สามารถควบคุมได้ง่าย

ผู้ดูแลควบคุมดูแลได้ไม่ค่อยสะดวก 

สามารถใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไปได้

ส่วนใหญ่ใช้เพื่อการเดินทาง 

ถ้าพูดถึงข้อแตกต่างระหว่างรถเข็นวีลแชร์และรถเข็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า จะเห็นได้ว่ารถเข็นวีลแชร์เหมาะสำหรับผู้ป่วย หรือผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้มากกว่านถเข็นสกูตเตอร์ เพราะการใช้งานที่สะดวกกว่าและดูปลอดภัยกับผู้ป่วยมากกว่า และรถเข็นเข็นวีลแชร์ยังสามารถมีผู้ช่วยเข็นสามารถดูแลได้ใกล้ชิดมากกว่า อยู่ในความควบคุมได้ง่ายกว่า ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ ได้ดีกว่าสกูตเตอร์และรถเข็นวีลแชร์ยังสามารถพกพาสะดวกมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้งาน