fbpx

แผลกดทับคืออะไร ??

แผลกดทับคืออะไร ??

แผลกดทับ (pressure sores)

แผลกดทับ คือบริเวณผิวหนังและกล้ามเนื้อที่เกิดความเสียหาย สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงแต่ ส่งผลกระทบเป็นระยะเวลานานหลายเดือนและอาจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตได้

 

 

สาเหตุของแผลกดทับ สาเหตุหลักของการเกิดแผลกดทบัมี 3 ประการ ดังนี้

แรงกดทับ (pressure): แผลกดทับอาจเกิดจากแรงกดทับบนผิวหนังจากการนั่ง หรือนอนในท่าเดิมเป็นเวลานานเกินไปโดยไม่มีการเคลื่อนไหว

            ผู้ใช้รถนั่งคนพิการเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงเนื่องจากใช้เวลานั่งบนรถนั่งคนพิการแต่ ละวันเป็นเวลานาน    หากไม่มีการลดแรงกดทับ แผลกดทับจะเกิดขึ้นง่ายมาก

การเสียดสี (friction):  การเสียดสี เป็นการถูไปมาบนผิวหนัง  ตัวอย่างเช่น แขน ถูไปมากับล้อ/ที่พักแขนในขณะที่รถนั่งคนพิการเคลื่อนอาจเกิดแผลกดทับได้

แรงเฉือน (shear):  เกิดจากการที่ผิวหนังอยู่นิ่งถูกยืดหรือบีบเนื่องจากกล้ามเนื้อ หรือกระดูกเคลื่อนที่   

ตัวอย่างในผู้ใช้รถนั่งคนพิการที่นั่ง “ตัวงอโค้งไปด้านหน้า” ผิวหนังจะเกิดอันตราย จากการฉีกขาดที่เกิดขึ้นบริเวณปุ่มกระดูกรองนั่ง เนื่องจากเชิงกรานจะหมุนไป ทางด้านหลัง หรือเกิดจากปุ่มกระดูกสันหลังถูกับพนักพิง

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดแผลกดทับ

นอกเหนือจากสาเหตุสำคัญ 3 ประการที่ทำให้เกิดแผลกดทับแล้ว ยังมีอีกหลายสิ่งที่เพิ่มโอกาสการเกิดแผล กดทับได้ง่ายขึ้น ซึ่งเรียกว่า “ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ” (pressure sore risk factors”

  • บุคคลที่สุญเสียการรับความรู้สึก : บุคคลที่สูญเสียหรือไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกสัมผัสบริเวณก้น (โดยเฉพาะในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งท่อนและผู้ป่วยอัมพาตทั้งตัว) มีโอกาสเกิดแผลกดทับบริเวณก้นและขา 
  • บุคคลที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ : ผู้ที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้จะไม่สามารถลดแรงกดได้
  • ความชื้นจากเหงื่อน้ำหรือปัสสาวะ/อุจจาระเล็ดราด : ความชื้นทำให้ผิวหนังนุ่มและทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย ถ้าผู้ป่วยไม่ทราบวิธีจัดการกับปัสสาวะ/อุจจาระที่เหมาะสม ปัสสาวะและอุจจาระจะ ระคายเคืองต่อผิวหนัง

วิธีการรักษาแผลกดทับ


    หัวใจสำคัญในการรักษาแผลกดทับคือ การลดภาวะเสี่ยงจากการกดทับ ช่วยให้ผู้ป่วยเกิดแรงกดทับที่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งน้อยลง ดูแลแผล บรรเทาอาการเจ็บแผล ป้องกันการติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งการรักษาแบบองค์รวมจะช่วยให้สามารถดูแลได้ครบทุกด้าน วิธีการรักษาแผลกดทับ ได้แก่

  1. ลดแรงกดทับ โดยจัดท่าผู้ป่วยให้พลิกตัวทุก 2 ชั่วโมง หากนอนตะแคงควรนอนที่ 30 – 45 องศา นอนหนุนศีรษะไม่สูงเกิน 30 องศา ไม่นั่งกดทับแผล หรือให้ผู้ป่วยนอน โดยใช้เบาะลม หรือที่นอนลม เพื่อป้องกันแผลกดทับ โดยการเกิดแผลกดทับ เกิดจากการนอน กดทับจุดใด จุดหนึ่งเป็นเวลานาน เราจึงเลือกใช้ที่นอนลม เพื่อลดแรงกดทับ

2.ดูแลแผล เนื่องจากแผลจะหายในที่ที่มีความชุ่มชื้นอยู่บ้าง ดังนั้นในการทำแผลแพทย์จะพิจารณาน้ำหลั่งจากแผล ถ้าน้ำหลั่งเยอะ จะใช้วัสดุที่ดูดซับได้ดี แต่ถ้าน้ำหลั่งน้อยมาก แพทย์จะใช้วัสดุติดแผลที่ไม่ติดมากนัก จากนั้นแพทย์จะพิจารณาพื้นแผล ก้นแผล ขอบแผล ประเมินภาวะติดเชื้อ โดยจะเลือกวัสดุปิดแผลที่เหมาะกับประเภทของแผลเป็นสำคัญ เพื่อให้แผลหายเร็วขึ้นและลดการเสียดสีที่ผิวหนัง

3.การตัดเนื้อตาย แพทย์จะทำการตัดเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายออกไป เพราะแผลกดทับจะหายได้ต้องไม่มีการติดเชื้อหรือเนื้อเยื่อตาย โดยแพทย์อาจนำส่วนของกล้ามเนื้อ ผิวหนัง หรือเนื้อเยื่อในร่างกายของผู้ป่วยมาปิดแผลและกระดูกในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากแผลกดทับ และแพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะ ครีม ขี้ผึ้ง หรือการดูแลต่าง ๆ เพิ่มเติมตามความเหมาะสม

 

อ้างอิงข้อมูลจาก : หลักสูตรอบรมการให้บริการรถนั่งคนพิการ 

อาหารสำหรับผู้สูงอายุที่คุณรัก

images (3)แหล่งที่มา ข้อมูลจาก ชุลีพร สวาสดิ์ญาติ โรงพญาบาลพญาไท

 

14114582891411458302l

อาหารสำหรับผู้สูงอายุ

อาหารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกคนที่จะบริโภคในประจำวันในด้านโภชนาจำแนกได้ว่าเป็น 5หมู่

หมู่ที่1 เนื้อ นม ไข่ เป็นสารอาหารสำคัญ คือ โปรตีน ซึ่งเป็นส่วนช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ของร่างกาย

หมู่ที่2 ข้าว แป้ง และน้ำตาล รวมทั้งเผือกมัน เป็นสารอาหารประเภท คาร์โบไฮเดต จะทำหน้าที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย

หมูที่3 ผักต่างๆและผักใบเขียว เป็นสารอาหารประเภท เกลือแร่มีหน้าทีช่วยควบคุมการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายให้เป็นปกติ

หมู่ที่4 ผลไม้ต่างๆ เป็นสารอาหารประเภท วิตามิน มีหน้าควบคุมการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายเหมือนหมู่ที่3 และยังช่วยในเรื่องของการขับถ่ายอีกด้วย

หมู่ที่5 ไขมันจากพืชและสัตว์ ซึ่งจะทำให้กรดไขมันที่ร่างกายต้องการ ไขมันจะให้พลังงานแก่ร่างกาย ไขมันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ของอวัยวะที่สำคัญ โดยเฉพาะเนื้อเยื่อสมอง และปราสาท

download (4)

 

วิธีการเตรียมอาหารให้แก่ผู้สูงอายุ

ควรจะมีวิธีเตรียมอาหารให้แก่ผู้สูงอายุ ต่างไปจากวัยอื่นได้ดังนี้

1.ควรแบ่งอาหารของผุ้สูงอายุ เป็นหลายๆในหนึ่งมื้อปริมาณอาหารต้องอิ่มกำลังพอดีของแต่ล่ะมือค่ะ เช่น มื้อหลัก 3 มื้อ แล้วเพิ่มอาหารว่าง มื้อสาย มื้อก่อนนอน เพื่อลดความแน่นท้องของผุ้สูงอายุ

Senior man having a healthy breakfast
Senior man having a healthy breakfast

2.ควรบริโภคอาหารให้ครบ 5หมู่ และเพิ่มเติม คือการให้ผู้สูงอายุ ดื่มนมการดื่มนมในผู้สูงอายุควรดื่มนมพร่อมันเนยหรือขาดมันเนย ในกรณีที่ผู้สูงอายุดื่มนมพาสเจอร์ไร แล้วมีอาการท้องเสีย ให้ลองหันมาดื่มนมที่ผลิตจากถั่วเหลือง เพราะนมมีแคลเซียมสูง ซึ่งจะช่วยทำให้ไม่เป็นโรคกระดูกผุค่ะ

download (5)

การประกอบอาหารจากเนื้อสัตว์

เนื่องจากผู้สูงอายุจะมีประสิทธิภาพในการย่อยน้อยลง และฟันไม่ดี เนื่อสัตว์ที่ควรใช้ ควรจะเป็นเนื่อสัตว์ ที่ลักษณะไม่ติดมัน เนื่อค่อนนิ่ม เช่น เนื่อสันใน เนื่อไก่ เนื้อปลา นำมาบด หรือสับก่อนนำไปประกอบอาหาร โดยเฉพาะเนื้อปลา จะมีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ปัจจุบันมีการตื่นตัวการบริโภคเนื้อปลากันมาก ซึ่งเพราะปัจจุบันปลาเริ่มหาง่าย และมีความสดในระดับที่พึ่งพอใจนั้นเองค่ะ และเนื้อปลา ก็ยังมีสารอาหารให้ประโยชน์ จาก ธาตุไอโอดีน ธาตุเหล็ก และอื่นๆอีกมากมายค่ะ

images (7)

 

ผู้สูงอายุจะมีปัญหาในเรื่องของการขับถ่าย

ผู้สูงอายุจะมีปัญหาท้องผูก ควรจะเน้นผักให้มีผักในอาหารทุกมื้อ ปริมาณผักที่ผู้สูงจะได้รับในแต่ล่ะวันอยู่ที่ 40-60กรัม

ผักจะช่วยลดน้ำตาลในคนอ้วน และช่วยการขับถ่าย ผู้สูงอายุจะมีปัญหาในเรื่องของฟันเพราะฉะนั้น เราจะควรต้มผักให้นานมากขึ้น หรือหั่นผักให้มีชิ้นเล็กลงนั้นเองค่ะ

 

WellnessThumb_782Take-care-old-people_460x345

 

ผู้สูงอายุควรกินผักผลไม้ทุกวัน

และในทุกมื้ออาหารนั้น ควรมีผลไม้ ในทุกมื้อสลับสับเปลี่ยนกันไปเพื่อไม่ให้เกิดความจำเจ ผลไม้มีหลากหลายมีผลไม้ที่เส้นใยอ่อนนุ่มผู้สูงอายุสามารถทานสดๆได้ เช่น แตงโม มะละกอ องุ่น และผลไม้ที่มีเส้นใยหยาบก็สามารถนำไปปั่นหรือคั่นน้ำผลไม้สด เช่น สับปะรด ฝรั่ง เป็นต้น และควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่ให้รสหวานจัด เช่น ทุเรียน ขนุน ละมุด ค่ะ

 

download (7)

 

ไขมัน

ไขมันที่ผู้สูงอายุควรได้รับคือไขมันจากพืชค่ะ เพราะมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย คือกรด Linoleic ซึ่งจะได้จากน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพดค่ะ เหมาะที่จะใช้ในผู้สูงอายุค่ะ

3(12)

 

 

รสชาติและสีสันอาหารก็สำคัญนะคะ เพื่อกระตุ้นให้ผู้สูงอายุ เกิดความยากอาหาร และควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดให้กับผู้สูงอายุนะคะ เช่น เค็มจัด เผ็ดจัด ที่สำคัญผู้สูงอายุควรได้รับอาหาร ครบ 5 หมู่ต่อวันนะคะเพื่อสุขภาพ และอนามัยที่ดี ของผู้สูงอายุที่คุณรักนะคะ

 

 

 

 

 

ทำอย่างไรไม่ให้แก่

สำหรับคนไม่อยากแก่ วันนี้ Elife มีเคล็ดลับดีๆมาแบ่งปันกัน จากรายการ ดูให้รู้ วันที่ 10 มกราคม 2559

วันนี้เราจะอยากจะแนะนำวิธีทำให้คุณกลายเป็นสาวพันปีได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจารย์ท่านหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นคิดค้นได้แบบที่ยังไม่มีใครทำได้มาก่อน อาจารย์ที่คิดค้นท่านนี้คือ อาจารย์ โชอิจิ ยามางีชิ มหาวิทยาลัย ฟุคุรุเมะ ประเทศญี่ปุ่น สิ่งที่ท่านคิดค้นได้ ไม่ใช่การปฏิบัติในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ท่านสามารถดึงเอาสารที่จะทำให้เราแก่ ออกจากร่างกายได้ด้วย

 

206309355-29-10-55-04

อาจารย์ท่านนี้ค้นพบสารเคมีชนิดหนึ่งในร่างกายมนุษย์ที่จะทำให้คนเราดูแก่ชราลง ซึ่งอาจารย์ตั้งชื่อว่า AGE ค่ะ ฟังดูจำง่ายนะคะ เหมือนคำว่า age ที่แปลว่าอายุเลยค่ะ สารนี้เกิดจากการที่เราบริโภค โปรตีน น้ำตาลเข้าไป เมื่อสารอาหารเหล่านี้เข้าไปอยู่ในร่างกายคนในอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เจ้า AGE หรือ Advanced Glycation End Product นี้ก็จะก็ก่อตัวขึ้นในร่างกาย ทำให้คุณดูสูงวัยและทำให้ร่างกายทรุดโทรมได้ค่ะ

 

hea8

โดยปกติมนุษย์จะมีโปรตีนประกอบในร่างกาย กว่า 100000 ชนิด ถ้ามีน้ำตาลมาจับโปรตีนหรือน้ำตาลกลูโคสที่มีความสำคัญทางร่างกาย แต่ถ้ามากเกินไปจะทำปฏิกิริยากับโปรตีนในร่างกายทำให้เกิด AGE นั้นเองค่ะ
การหลีกเลี่ยงจาก เจ้า AGE นี้ ก็เริ่มต้นจากการกิน การกินสำคัญมาก
อาหารที่ทำให้เกิด AGE ได้แก่ อาหารประเภท ไขมัน แป้ง ของทอด ของหวาน ขนมหวาน
อาหารที่ลด AGE คือ ผัก ผลไม้ และอาหารที่ประกอบด้วยเส้นใยที่มากของแต่ละชนิด
นอกจากจะหลีกเลี่ยงอาหาร ที่ทำให้เกิด สาร AGE วันนี้ เรายังมี เคล็ดลับเล็กๆในการเลี่ยงลำดับขั้นตอนในการทานอาหารที่ อาจารย์ โชอิจิ ยามางีชิ แนะนำมาค่ะ

 

thaihealth_c_deghjprsvwx1
ขั้นตอนในการทานอาหารในแต่ล่ะมื้อ คือ
1.กินผัก 2.กินเนื้อ 3.กินข้าว เห็นแล้วอาจจะดูยากสำหรับคนไทยค่ะ เพราะเหตุผลในวิทยาศาสตร์แล้ว ถ้าเรากินข้าวก่อนข้าวจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอย่างรวดเร็วมาก ยิ่งในเวลาหิวเราก็กินข้าวมากกว่าจะอิ่ม เราคงบริโภคน้ำตาลไปมากมายแล้ว แต่ถ้าเราเลือกกินผักหรือโปรตีนก่อน เมื่อร่างกายอิ่มแล้วก็จะรับประทานข้าวได้น้อยลงเอง ก็จะช่วยให้ร่างกายสร้างสาร AGE ได้น้อยลงโดยปริยาย

ถ้าเราอยากทราบว่าในร่างกายของเรานั้น มีสาร AGE มากน้อยขนาดไหน เราก็มีวิธีคำนวณมาฝากค่ะ
วิธีการคำนวณหาค่า AGE ของร่างกาย
นำหนักตัวหารด้วย 1.7=ผลลัพธ์
นำผลลัพธ์ หาร 1.7 = นี้คือค่า AGE ที่ได้
ถ้าได้อยู่ในเกณฑ์ 22-25 ถือว่าไม่อ้วน อยู่ในเกณฑ์มีค่า AGE ต่ำ
65 / 1.7 = 38.23
38.23 / 1.7 = 22.49

ดูแลผู้สูงอายุอย่างไรให้ไกลโรค

คัดย่อจากบทความ ‘ผู้สูงอายุ อยู่อย่างไรไกลโรค’ เขียนโดย นพ.สมบูรณ์ อินทลาภาพร 

กลุ่มผู้สูงอายุยิ้มๆ

ผู้สูงอายุ หมายถึงผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป สาเหตุที่เราต้องให้ความสนใจดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุก็เพราะว่า สาหตุหลักของการเสียชีวิตของผู้สูงอายุไทย ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต โรคปอดอักเสบ โรคเบาหวาน โรคตับ และอัมพาต บรรดาโรคต่างๆเหล่านี้ มักมีปัจจัยหลักเพียง 4 ประการเท่านั้น คือ ความเสื่อมของอวัยวะตามวัย พฤติกรรมและ/หรือวิถีชีวิตที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ร่างกาย และปัจจัยทางพันธุกรรม พบว่าโรคหลายโรคที่เกิดกับผู้สูงอายุสามารถป้องกันได้
ตัวอย่างความเสื่อมของอวัยวะผู้สูงอายุมีดังต่อไปนี้ หากเรารู้ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ดูแลตนเองและผู้สูงอายุที่รักให้ดี ตรวจสุขภาพ รีบรักษา จะทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีและชะลอความเสื่อมได้

stock-footage-nurse-walking-with-elderly-woman-in-wheelchair

1. ผิวหนังบางลง ความยืดหยุ่นลดลง เกิดเป็นจ้ำได้ง่าย
2. กระดูกพรุน เสี่ยงต่อกระดูกหักเมื่อได้รับบาดเจ็บ
3. สายตายาว ต้อกระจก
4. เซลล์ประสาทการได้ยินเสีย หูตึง
5. น้ำตาลในเลือดเริ่มผิดปกติ เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน
6. หลอดเลือดแข็งตัว เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดส่วนปลาย หัวใจ และสมอง
7. ตับ ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ไต การกำจัดของเสียออกจากร่างกายมีปัญหามากขึ้น
8. เซลล์สมองและเนื้อสมองลดลง ความจำลดลง

ผู้สูงอายุควรปฏิบัติตัวอย่างไรfood

1. อาหาร
อาหารการกินของผู้สูงอายุ จะต้องครอบคลุมอาหารหลัก 5 หมู่ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ไขมัน เกลือแร่ วิตามิน ผัก ผลไม้ และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสชาติหวาน มัน หรือ เค็มจัดรวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และน้ำอัดลมควรดื่มน้ำสะอาดมากๆ ให้ได้อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว
แร่ธาตุที่ผู้สูงอายุต้องการและมักขาด ได้แก่ สังกะสี เหล็ก และแคลเซียม

  • ประเภทของอาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นม เต้าหู้ ถั่วเหลือง สาหร่ายทะเล เมล็ดงา ปลาตัวเล็ก ปลาป่น ผักใบเขียว
  • ประเภทของอาหารที่มีสังกะสี ได้แก่ อาหารทะเล ปลา จมูกข้าวสาลี เมล็ดงา
  • ประเภทของอาหารที่มีเหล็กมาก ได้แก่ เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ สาหร่ายทะเล เมล็ดฟักทอง เมล็ดงา จมูกข้าวสาลี

2. การออกกำลังกาย
หากไม่ออกกำลังกาย จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคหลายโรคด้วยกัน ทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคเครียดและซึมเศร้า โรคสมองเสื่อม โรคข้อเข่าเสื่อมและกระดูกพรุน
ผู้สูงอายุสามารถออกกำลังกายได้ตามความเหมาะสม เช่น

  • การทำกายบริหาร ช่วยให้ข้อต่อและกล้ามเนื้อแข็งแรง ทรงตัวดีไม่หกล้มง่าย (รำมวยจีน ฝึกโยคะ)
  • การออกกำลังกายแบบแอโรบิก คือการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 3-5 นาทีขึ้นไป (การวิ่งเหยาะ การเดินเร็ว ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก หรือการเดินบนสายพาน)
  • การฝึกกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน ฝึกเกร็งกล้ามเนื้อ ต้นขาของผู้สูงอายุที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ช่วยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ลดอาการปวด และลดความรุนแรงของโรค
  • การเล่นกีฬาที่ชอบ ได้ความสนุกสนาน แต่ไม่หักโหมจนเกินไป

ออกกำลังกายอย่างไรได้ประโยชน์health-elderly_2323847b

  • ถ้าไม่มีโรคประจำตัว การออกกำลังกายแบบแอโรบิกได้ประโยชน์มากที่สุด
  • ค่อยๆ เริ่มยืดเส้นยืดสายก่อน เมื่อจะเลิกก็ค่อยๆ หยุด ให้ร่างกายและหัวใจได้ปรับตัว
  • ระยะเวลาการออกกำลังกาย 30 นาทีต่อครั้ง และ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์
  • เป้าหมายเพื่อให้อัตราการเต้นของหัวใจเท่ากับ ร้อยละ 50-80 ของอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ
  • อัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ = 220 ลบ อายุ (ปี) เช่น อายุ 70 ปี อัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ ก็คือ 220 – 70 = 150 ครั้ง/นาที ดังนั้นจะต้องออกกำลังกายให้ได้อัตราการเต้นของหัวใจระหว่าง 75-120 ครั้ง/นาที

[suffusion-widgets id=’6′]